รู้ก่อนรับพรก่อน!! มัดรวม 7 ความเชื่อ "คริสต์มาส" ทำแล้วมีรักนิรันดร์ โชคดีคุ้มครองตลอดปี
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/ns/0/ud/1829/9148190/new-thumbnail1200x720(14).jpgรู้ก่อนรับพรก่อน!! มัดรวม 7 ความเชื่อ "คริสต์มาส" ทำแล้วมีรักนิรันดร์ โชคดีคุ้มครองตลอดปี

รู้ก่อนรับพรก่อน!! มัดรวม 7 ความเชื่อ "คริสต์มาส" ทำแล้วมีรักนิรันดร์ โชคดีคุ้มครองตลอดปี

แชร์เรื่องนี้

ไขข้อสงสัย! เปิดที่มา 7 ธรรมเนียม "วันคริสต์มาส" ทำไมต้องจูบใต้ต้นมิสเซิลโท?

เคยสงสัยไหมว่า... ทำไมต้องแขวนถุงเท้า? ทำไมต้องมีต้นมิสเซิลโท? แล้วทำไมต้องสีแดงกับสีเขียว? ธรรมเนียมต่างๆ ที่เราเห็นจนชินตาในวันคริสต์มาส แท้จริงแล้วมีที่มาจากไหน?

ถ้ายังไม่รู้ วันนี้เรารวมคำตอบมาไว้ให้แล้ว รับรองว่าน่าสนใจทุกเรื่องแน่นอน พร้อมพาคุณไปสัมผัสความหมายที่แท้จริงของเทศกาลแห่งความสุขนี้

เปิดที่มา 7 ธรรมเนียมคริสต์มาส ทำไมต้องสีแดงกับสีเขียว ความเชื่อเรื่องจูบใต้ต้นมิสเซิลโท แขวนถุงเท้า-เคาะประตูร้องเพลงเพื่ออะไร?

ความสำคัญของวันคริสต์มาส

ก่อนอื่นเรามารู้ความสำคัญของวันคริสต์มาสกันสักหน่อย วันคริสต์มาสเป็นวันฉลองการประสูติ (เกิด) ของพระเยซู ที่ถือว่าเป็นศาสดาของชาวคริสต์ โดยชาวคริสต์จะให้ช่วงวันนี้เป็นวันหยุดยาว กลับไปหยุดอยู่กับครอบครัว เฉลิมฉลองพร้อมตกแต่งบ้านเพื่อรับสิ่งดีๆ และความสุขเข้ามา


1. แขวนถุงเท้า

ตั้งแต่เด็กๆ การแขวนถุงเท้าไว้ เราจะเชื่อกันว่าซานตาคลอสจะนำของขวัญมาใส่ไว้ในถุงเท้า หรืออย่างน้อยก็พ่อแม่ของเราที่จะเอาของขวัญมาใส่ให้ ส่วนตามความเชื่อมีอยู่สองเรื่อง:

  • เรื่องแรก: นักบุญนิโคลัส หรือซานตาคลอสคนแรก หากเดินผ่านที่ไหนแล้วเห็นหญ้าแห้งที่คนทิ้งไว้ในคืนวันคริสต์มาส เขาก็ให้เงินไว้เพื่อเป็นการตอบแทน เพื่อนำหญ้าแห้งนั้นไปเป็นอาหารของลา
  • เรื่องที่สอง: มีสามสาวพี่น้องได้วางถุงเท้าไว้บนเตาผิง นักบุญนิโคลัสเห็นเลยรู้สึกสงสาร จึงโยนเหรียญทองผ่านปล่องไฟลงไป เหรียญตกลงไปในถุงเท้าพอดี และพวกเธอก็พบเหรียญนั้นในตอนเช้า

2. ต้นคริสต์มาส

เล่ากันว่า มาร์ติน ลูเทอร์ (Martin Luther) นักบวชจากประเทศเยอรมนี วันหนึ่งขณะเขาเดินกลับบ้าน เขาหันไปมองเห็นความงามของแสงจันทร์ที่ทะลุผ่านกิ่งไม้ เขาเลยตัดสินใจออกไปตัดต้นไม้ต้นเล็กๆ มาวางไว้ในบ้าน แล้วเริ่มเอาเทียนมาประดับ

ความสวยของมันทำให้ราชวงศ์อังกฤษนำการตกแต่งต้นไม้แบบนี้ไปใช้ จนกลายมาเป็นการตกแต่งต้นคริสต์มาสจนถึงทุกวันนี้

เกร็ดน่ารู้: ว่ากันว่าลูกบอลแดงๆ ที่ใช้ประกอบเริ่มแรกมาจากลูกแอปเปิ้ลที่สื่อถึง "แอปเปิ้ลในสวนเอเดน" และปัจจุบันต้นคริสต์มาสก็เปรียบเสมือน "ต้นไม้แห่งสวรรค์" ที่จะส่องสว่างในความมืด นำแสงแห่งความสุขมาในคืนที่มืดมิดของเดือนธันวาคม

ต้นคริสต์มาสและดอกไม้ประดับ

3. มิสเซิลโทและฮอลลี

มิสเซิลโท (MISTLETOE): ตามความเชื่อของชาวเคลท เชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของการมีชีวิต
ฮอลลี (Holly): เป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องคุ้มครองจากอันตราย

พวกเขาจึงนำพวกมันมารวมกันเป็นพวงห้อยไว้ที่ประตูหน้าบ้าน เพราะในหน้าหนาวจะมีคืนที่กลางคืนยาวนาน (วันเหมายัน) การแขวนสิ่งเหล่านี้ไว้ก็เพื่อคุ้มครองพวกเขาจากสิ่งชั่วร้ายต่างๆ

4. จูบกันใต้ต้นมิสเซิลโท

เชื่อกันว่าในวันคริสต์มาส หากได้จูบกันใต้ต้นมิสเซิลโทแล้วจะโชคดีและรักกันตลอดไป ที่มานี้เชื่อกันว่ามาจากสมัยโบราณ ถ้ามีผู้หญิงยืนอยู่ใต้ต้นมิสเซิลโท หากใครไปขโมยจุ๊บแล้วหญิงสาวตอบรับ ก็จะรักกัน แต่ถ้าไม่... ก็เชื่อว่าจะต้องโชคร้ายไปตลอด (แต่ยุคปัจจุบันอย่าไปหาทำโดยไม่ได้รับอนุญาตนะ!)

5. กินพายในวันคริสต์มาส

พาย อาหารสำหรับครอบครัวที่นอกจากจะช่วยกันทำเป็นกิจกรรมสนุกๆ แล้ว ยังเป็นอาหารที่ให้ทุกคนมานั่งกินอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ในอดีตพายถือเป็นอาหารพิเศษที่ทำยาก ใช้เวลาและส่วนผสมเยอะ

แถมรูปร่างสี่เหลี่ยมของพายยังเปรียบเสมือน "เปลของพระเยซู" ตามประเพณีจะมีการขอพรจากพาย จากนั้นจะกินให้ครบ 12 ชิ้น เพราะเชื่อว่าจะโชคดีไปอีก 12 เดือนข้างหน้า

การกินพายฉลองคริสต์มาส

6. เคาะประตูร้องเพลง (Christmas Caroling)

เทศกาลคริสต์มาสในแถบยุโรป ผู้คนนิยมไปหาเพื่อนบ้าน คนรู้จัก หรือครอบครัวเพื่ออวยพรและมอบของขวัญให้ อีกสิ่งหนึ่งที่นิยมทำกันตั้งแต่อดีตคือการไปเคาะประตูบ้านแล้วร้องเพลงเฉลิมฉลองด้วยกัน ธรรมเนียมนี้กลายมาเป็นการเปิดเพลงตามสถานที่ต่างๆ ในปัจจุบัน เพื่อให้ทุกคนรู้สึกมีความสุข

7. ทำไมต้อง "สีแดง" กับ "สีเขียว"?

คู่สีแดงกับสีเขียวที่เราเห็นในการตกแต่งนั้น สื่อความหมายถึงพระเยซูโดยตรง:

  • สีแดง: หมายถึง โลหิต และความรัก (อ้างอิงจากตอนที่พระเยซูถูกตรึงบนไม้กางเขน)
  • สีเขียว: หมายถึง ความมีชีวิตชีวา (จากต้น Evergreen ที่เขียวชอุ่มตลอดปี)

ธรรมเนียมทุกอย่างล้วนเกี่ยวข้องกับพระเยซู การปกป้องจากอันตราย และที่สำคัญที่สุดคือ "การอวยพรและการส่งความสุข" จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเทศกาลนี้จึงเป็นที่รักของทุกคนบนโลก

อ่านเพิ่มเติม:

บรรยากาศคริสต์มาส