Movie(goer) 3 มิติ หนังดูคนหรือคนดูหนัง ?

Movie(goer) 3 มิติ หนังดูคนหรือคนดูหนัง ?

Movie(goer) 3 มิติ หนังดูคนหรือคนดูหนัง ?
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

โดย : นันทขว้าง สิรสุนทร

ประวิทย์ แต่งอักษร นักวิจารณ์หนังที่ควบบทบาท การเป็นอาจารย์สอนวิชาพื้นฐานภาพยนตร์ แห่งคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ

หยอดความเห็นหลังอาหารมื้อเย็นที่ร้านสีฟ้า ย่านสยามสแควร์ในปลายเดือนธันวาคมว่า.. "ในแง่มาตรฐานของหนัง avatar เป็นหนังที่ดีเรื่องหนึ่งแน่นอน"

แต่ "ป๋าเต็ด" ยุทธนา บุญอ้อม ผู้จัดรายการ chill ชวนชม แห่งคลื่น 89 FM ในชายคาของแกรมมี่ ให้ทัศนะส่วนตัวในรายการว่า เขาเองรู้สึกสนุกกับตัวหนัง โดยเฉพาะความสมจริงของงานเอฟเฟคท์ต่างๆ

"ผมไม่รู้สึกรำคาญนะ ที่จะต้องใส่แว่นตาดู ยิ่งผมต้องสวมสองแว่นเลย เพราะใส่แว่นตาของตัวเองอยู่แล้ว ถ้าจะมีอะไรที่ต้องระวังหน่อยก็คือ การดูหนังเรื่องนี้ ถ้าจะให้ดีตำแหน่งการนั่งจะต้องอยู่กลางโรง มันถึงจะได้มุมในการมองที่ดีที่สุด"

ความคิดเห็นส่วนของ ยุทธนา ถูกมองในฝั่งตรงกันข้ามจากโปรดิวเซอร์อย่าง ศิวาภรณ์ พงษ์สุวรรณ เธอให้ภาพจากพื้นฐานการดูหนังว่า จริงๆ หนังเรื่อง avatar นั้น มันประสบความสำเร็จมาจากการขายวิธีการดูหนัง

"โดยส่วนตัว ไม่คิดว่าตัวเองจะเห่อไปกับกระแสนี้ แต่ไม่ใช่ว่าไม่ชอบหนังนะ มันคนละส่วน เรากำลังจะบอกว่า ที่สุดแล้วหนังมีหน้าที่ในการดูง่ายๆ เหมือนที่เคยเป็นมา หนังไม่ควรทำตัวยากเกินไปกับคนดู แต่ถ้านานๆ ครั้ง ก็โอเค" ศิวาภรณ์ ยังเสนอความเห็นที่น่าสนใจเพิ่มว่า เขาไม่คิดแบบคนอื่นๆ ด้วยว่า ในอนาคตจะมีคนหันมาสร้างหนัง 3 มิติมากขึ้น แบบที่เคยกันไว้

"เราไม่คิดว่า หนังสามมิติที่เป็นกระแสจาก avatar มันจะบูมขึ้นมานะ เพราะว่าที่สุดแล้ว คิดว่าคนดูหนังจะต้องกลับไปสนใจอะไรง่ายๆ ไม่ใช่มีเงื่อนไขมากมาย อีกอย่างหนึ่งก็คือ ความจริงของวงการหนังคือ ระบบหนังสามมิตินั้น มันมีมานานเป็นสิบๆ ปีแล้ว ถ้ามันจะฮิตจริง มันคงฮิตไปนานแล้ว ทีนี้มีคนสงสัยว่า แล้วความสำเร็จของ avatar นั้น จะทำให้อุตสาหกรรมหนังสามมิติครองโลกมั้ย ตอบได้เลยว่า ไม่มีทาง" เธอตอบทันทีและมั่นใจ
เหตุผลคือ...

"อย่าลืมว่าหนังสามมิตินั้น มันจะสามมิติได้ เนื้อหาต้องเป็นแนวทางที่เป็นสามมิติด้วย ไม่ใช่หนังอะไรก็จะสามมิติได้หมด อันนี้หลายคนอาจจะลืมคิดไป และใครจะมาคอยใส่ใจการใส่แว่นตาเพื่อดูหนัง นี่คือคำถาม"

คลื่นแห่งความคลางแคลงใจต่อการมาถึงของหนัง 3 มิติจากเคสของ avatar นั้น กลายเป็นคำถามที่หลายคนพูดกันทีจริงทีเล่น ถึงขนาดมีค่ายหนังไทยบางแห่งประกาศว่า นับแต่ไป พวกเขาจะลองให้ทุนในการสร้างหนังไทย 3 มิติ ก่อนจะพูดคำตอบต่อไปว่า มันจะไปได้ไกลสักเท่าไหร่

ก่อนที่ เจมส์ คาเมอรอน จะปล่อยของด้วย avatar ออกมานั้น นักวิชาการวัฒนธรรมสมัยใหม่อย่าง เดวิด เกเลอร์นเตอร์ เคยให้สัมภาษณ์ว่า หนังที่เกี่ยวกับสามมิติ โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับยุคสมัยของการกลัวเทคโนโลยี น่าจะเป็นเนื้อหาที่ขายได้กับ 3 มิติ แต่ปรากฏว่า เมื่อจะมีการเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับหนังแนวนี้ ผลก็คือ ไม่มีใครสนใจโปรเจคที่พูดเรื่องยากๆ

"เนื้อหาของหนังจะเป็นตัวกำหนดด้วยว่า ภาพยนตร์เรื่องใดควรจะมีระบบ 3 มิติแบบที่บอก" ศิวาภรณ์ ยังยืนยันว่า นี่ต่างหากคือจุดสำคัญของหนัง

หลายความเห็นเกี่ยวกับคลื่นของวัฒนธรรม 3 มิตินั้น กำลังอินเทรนด์ แต่แง่มุมหนึ่งของคนธรรมดาในบทบาทของคนขาย dvd หนังยุคใหม่อย่าง เชิดศักดิ์ พัฒนะคูหา ซึ่งเป็นนักธุรกิจเจ้าของร้านขาย dvd หลายแห่งในกรุงเทพ ทั้งชิดลมและอโศก บอกกับ "จุดประกาย" ว่า มุมของหนังก็อาจจะมีมุมของหนัง แต่ในแง่ของธุรกิจค้าขายเครื่องเสียง ขายระบบของการดูหนังตามบ้านนั้น บางทีหนังอย่าง avatar ก็คือเจตนาทางธุรกิจปลายทาง

"เราต้องไม่ลืมสิว่า ครั้งหนึ่งในยุค 70s' หนังอย่าง star wars เคยขายระบบเสียงและภาพในการดู มันทำให้ระบบการบันเทิงเสียง ไปจนถึงการดูหนังนั้น จะต้องมีการคิดใหม่ทำใหม่ เพราะว่าหนังอย่าง star wars ไปสร้างวัฒนธรรมการดูให้รู้สึกสมบูรณ์ขึ้น คุณจะเห็นได้ว่า เวลามีหนังแบบ star wars หรือ avatar ออกมาแต่ละช่วงเวลานั้น สิ่งที่ตามมาทันทีเลยก็คือ การโฆษณาชุดเครื่องเสียงโฮมเธียเตอร์ ที่จะต้องประกาศตัวว่า ระบบนั้น ระบบนี้ สมบูรณ์ที่สุดทุกเม็ดในการชมภาพยนตร์เรื่องนี้ และคำว่า สุนทรียภาพในการชม มักเป็นคำขายในโฆษณาเสมอๆ"

เมื่อถามว่า หนัง 3 มิติในรูปของ dvd นั้น จะมีศักยภาพในการตอบสนองอารมณ์ของคนดูได้อย่างนั้น เชิดศักดิ์ บอกว่า มันเหมือนไฟไหม้ฟาง เพราะว่าคนดูส่วนใหญ่ แค่พร้อมจะสนุกสนานกับเรื่องแปลกๆ แบบนี้แค่ประเดี๋ยวประด๋าว

"ถ้านับยอดขายในร้านของผมเอง หนังที่เกี่ยวกับระบบ 3 มิติขายได้น้อยมาก แม้ว่าตอนที่มันอยู่ในโรงหนังนั้น มันจะมียอดที่ถล่มทลายก็ตาม มันเหมือนอะไรล่ะ คุณจะมี dvd แผ่นที่สุดยอดเรื่องระบบการบันทึกเสียง หรือระบบภาพที่เหมือนจริงนั้น คุณก็ต้องมีเครื่องเคราที่ดีด้วย นั่นหมายความว่าคุณจะต้องคอยลงทุนซื้อเครื่องฉาย ระบบเสียงที่ติดตั้ง ที่แพงพอสมควร บางทีเรื่องแบบนี้ คนดูที่เป็นแมสฯ จะมองว่า การไปดูหนังสักเรื่องตามโรง ตามที่เขาจัดให้นั้น เป็นอะไรที่ไม่ยุ่งยากมากกว่า.."

เสียงมากกว่าครึ่งหนึ่ง ดูเหมือนไม่ยี่หระกับการมาถึงของระบบหนังดิจิทัลและสามมิติ แต่มีผู้กำกับคนหนึ่งมองในมุมของคนทำหนังด้วยกันว่า จากกรณีของ avatar นั้น ถือว่าเป็นหนังที่น่าทึ่ง

"ผมยอมรับว่าตัวเองสนุกกับการดูหนังเรื่องนี้" บรรจง ปิสัญธนะกุล ผู้กำกับชัตเตอร์ และส่วนหนึ่งของ 5 แพร่ง บอกไว้ในรายการ chill ชวนชม 89 FM เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2010 เขาบอกว่า ในแง่ของการสร้างหนัง สิ่งที่เขาทึ่งมาก็คือ การทำให้หนังมีความน่าดูและสมจริงมาก

"ในแง่ของการสร้างหนัง ซึ่งทำได้ขนาดนี้ ผมว่าเราต้องยกให้เขาว่า เขาสามารถคิดค้นปรากฏการณ์ใหม่ๆ ด้านความสมจริงมาไว้ในหนัง นี่พูดในฐานะที่ไม่ได้เห่อกระแสหนังสามมิติอะไรนะ เพียงแต่ว่ายอมรับว่า เจมส์ คาเมรอน เก่งจริง"

ป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม แซวทีเล่นทีจริงว่า บางคนกัด เจมส์ คาเมรอน ว่าหายไปนานเกินไปนับตั้งแต่ปี 1997 หลังจากทำ titanic

"แต่จากความสำเร็จอย่างเกินคาดของเรื่องนี้ คิดว่าเขาคงหายไปนานๆ อีก เพราะจะต้องเอาเวลาไปคิดค้นสารพ้นมุมกล้องและเทคนิคการถ่ายทำกับดูหนัง"

จากทัศนะและมุมมองต่างๆ นั้น จะเห็นได้ว่า หนัง 3 มิติหรือ 3 d นั้น ไปๆ มาๆ ยังมีเรื่องของนัยทางธุรกิจซ่อนเร้นอยู่ บางคนเชื่อว่า ความสำเร็จของ avatar ที่เหนือกว่าทุกเรื่องในโลกไปแล้วนั้น จะทำให้เกิดวัฒนธรรมการลอกเลียนแบบตามมา ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งก็มองว่า การใช้รูปแบบของ 3 มิติมาดูหนังนั้น เป็นเพียงฟอร์มหรือสไตล์ ที่เอารับใช้การขายของ ด้วยเชื่อว่า ถึงที่สุด คนดูหนังหรือ moviegoer ไม่ชมชอบกับการใส่แว่นตาหรือเข้าสู่เงื่อนการดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง

แต่มันจะเปลี่ยนวัฒนธรรมการดูหนังหรือ ?

"คงไม่เปลี่ยน ได้แค่ดูเป็นบุญตา" วิสูตร พูลวรลักษณ์ ผู้บริหารของ GTH บอกกับจุดประกาย "ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของประสบการณ์ที่คนดู "ไม่เคยเห็น" หรือ "ถ้าเคย" ก็ไม่เคย "เห็นถึงระดับนี้" สปีลเบิร์กเคยทำแบบนี้มาแล้วหนึ่ง ตอนทำ Jurassic Park ส่วนเรื่องการใส่แว่นดูหนัง ผมว่ามันเป็นแค่ "เครื่องมือ" อย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่มีผลเท่ากับ ความตื่นตาตื่นใจของภาพและวิธีการนำเสนอใหม่ๆ ที่คนดูได้รับ"

น่าสงสัยว่าแล้วเราได้มุมมองอะไรจากการมาถึงของ avatar

"ผมว่าการที่ เจมส์ คาเมรอน พาคนดูมาไกลเกินกว่าที่ผู้กำกับหนังในโลกนี้คนไหนเคยทำ จะทำให้คำว่า "ภาพยนตร์" มีกรอบที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม เพราะสิ่งที่ avatar ทำได้ มันคือการเอาคำว่า "จินตนาการ" มาผสานกับคำว่า "เป็นไปได้" อย่างสมบูรณ์และงดงามคนดูได้รับประสบการณ์ใหม่แล้ว คนดูเริ่มติดใจรสชาติใหม่แล้ว คนทำหนังคงต้องเหนื่อยขึ้น ที่ต้องมาแข่งกับมาตรฐานใหม่ของคาเมรอนแต่มันก็เป็นการแข่งที่น่าสนุกสนาน และน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง ผมยังเชื่อว่าในอนาคต (อาจจะไม่ไกลจากนี้นัก) คงจะมีใครสักคนที่ทำหนัง แซง avatar ได้ ไม่ใช่ปล่อยให้คนชื่อ "คาเมรอน" ทำสถิติแซงคนชื่อ "คาเมรอน" เท่านั้น"...

กัลพล นำธรรมชาติ ซึ่งเคยเป็นกรรมการภาพยนตร์ของรางวัล "คมชัดลึก อวอร์ด" และเป็นสถาปนิกคนหนึ่ง บอกว่า ถ้ามองดูย้อนประวัติศาสตร์ภาพยนตร์มาตลอดนั้น เราจะพบได้ว่า แต่ละช่วงเวลาที่เพดานของหนังดร็อปลงนั้น มันมักจะมีอะไรที่ออกมาขายเป็นจุดเรียกร้องต่อคนดู

"จำได้ว่าช่วงต้นทศวรรษที่ 90 พอหนังฮอลลีวู้ดเริ่มตันกับความเป็นฮอลลีวู้ดแบบเก่า หนังฮีโร่ขายไม่ออก ฝ่ายการตลาดและค่ายหนังก็หันไปผลิตรูปแบบที่มหัศจรรย์ ด้วยการทำให้เห็นว่า คนเหล็ก 2 นั้น ตัวเทคนิคโลหะเหลวสามารถกลายเป็นของใหม่ วัฒนธรรมใหม่ได้ พอตกถึงปี 2000 สไตล์ของ the matrix ถูกพูดถึงในเชิงนวัตกรรมว่า มันคือฟอร์มใหม่ของหนังที่จะมาเปลี่ยนแปลงอะไรไปทั้งหมด

แต่แล้ว เมื่อเวลาล่วงเลยมาอีกเกือบ 10 ปี สิ่งที่เปลี่ยนไปกลับไม่ใช่ระบบ หรือวิธีถ่ายทำ อันนี้หมายถึงเปลี่ยนทั้งอุตสาหกรรมเลยนะ เพราะเราจะเห็นได้ว่า สิ่งที่เปลี่ยนไปและคนดูสนใจจริงๆ ก็คือ แนวทางของหนังที่มีลักษณะเจาะลึกลงแต่ละทาร์เก็ตชัดๆ มีหนังเกย์ มีหนังแฟชั่น มีหนังเกี่ยวกับศาสนา และผมคิดว่า พอมาถึง avatar คนดูก็ถูกหยิบเข้าไปวิเคราะห์อีกว่า จะมีพฤติกรรมการดูหนังแบบ 3 มิติทั้งหมด แต่มันจะใช่หรือ เพราะว่าในอดีต หลายปรากฏการณ์แรงกว่าเรื่อง 3 มิติอีก" เขาวิเคราะห์

มุมมองทั้งหมดทั้งมวลนั้น คงจะต้องปล่อยให้วันเวลาเป็นผู้ตอบคำถาม นอกเหนือไปจาก avatar

เชิดศักดิ์ พัฒนะคูหา เสริมว่า ถ้าตัวหนัง 3 มิติมันมีการตอบรับจากคนดู มันก็อาจจะส่งผลมาถึงการขาย dvd หรือระบบเครื่องเสียงในบ้านและในโรงหนัง โดยไม่จำเป็นต้องหมายความว่า นับจากปี 2010 ไป หรือนับจากวันที่ avatar ออกจากโรง ปรากฏการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับหนังยุค twitter จะต้องพาผู้ชม ไปสู่การใส่แว่นดูหนัง 3 มิติ

"อย่าลืมว่า การที่โรงหนังจะต้องเปลี่ยนตัวเอง มาสู่การเป็น theatre เพื่อ 3 มิตินั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ โธ่ ขนาดโจทย์ที่ง่ายกว่าอย่างหนังระบบ digital ตอนนี้ก็ยังเป็นแค่ไม่กี่ % ของภาพยนตร์ทั้งหมดในแต่ละปี"

ประโยคนี้สอดรับกับแนวคิดของ ศิวาภรณ์ พงษ์สุวรรณ ที่ว่า..
"ลองไป สำรวจความเห็นของคนดูหนัง (moviegoer) ก็ได้ว่า เขาพร้อมจะสนุกกับการสร้างเงื่อนไขของการดูหนังจริงๆ สักกี่คน และถ้า enjoy กับการสวมแว่นดูหนัง อย่าลืมถามด้วยว่า โรงหนังได้ล้างแว่นทำความสะอาดแค่ไหน.."

เธอกล่าวในขณะที่ avatar ตัวต้นเหตุ กำลังปีนตารางรายได้ ขึ้นไปสู่การเป็นหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาล เหนือทุกเรื่อง.

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล