“ไนกี้ นิธิดล” ถอดบทเรียนอดีตเด็กแว๊น สายหมอบ ชีวิตพลิกจากเด็กส่งแก๊สสู่พระเอก

“ไนกี้ นิธิดล” ถอดบทเรียนอดีตเด็กแว๊น สายหมอบ ชีวิตพลิกจากเด็กส่งแก๊สสู่พระเอก

เป็นนักแสดงากฝีมือ ที่พิสูจน์ตัวเองมาโดยตลอด สำหรับพระเอกหนุ่ม ไนกี้-นิธิดล ป้อมสุวรรณ ที่ผ่านงานในวงการบันเทิงมาเกือบทุกรูปแบบ แบบที่เรียกว่าไม่เกี่ยงงานเลยก็ว่าได้ และในวันนี้ ไนกี้ กำลังมีผลงานชิ้นใหญ่อีกหนึ่งเรื่องที่กำลังออนแอร์สุดเข้มข้น อย่างเรื่อง "เล่ห์ลุนตยา" ทางช่อง 8 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลงานที่เจ้าตัวทุ่มเทปล่อยของหลากหลายทักษะที่สั่งสมมานาน

และเมื่อ sanook.com มีโอกาสได้พูดคุยกับ ไนกี้ เลยต้องให้เจ้าตัวพูดถึงความพิเศษในละคร เล่ห์ลุนตยา พร้อมกับเปิดชีวิตที่เคยเป็น อดีตเด็กแว๊นสุดแสบ ที่เจ็บตัวมาไม่น้อย และเส้นทางชีวิตจากเด็กส่งแก๊ส สู่ พระเอกงานแน่น เรื่องราวจะเป็นมาอย่างไร ไปฟังไนกี้เล่ากันเลย

"เรื่อง "เล่ห์ลุนตยา"  ผมเล่นเป็น 2 บทบาททั้งอดีตและปัจจุบัน อดีตคือ “ติณโณ” เป็นองครักษ์ ส่วนปัจจุบันชื่อ “ติณเทพ” เป็นหมอ ซึ่งเป็นคาแร็กเตอร์ที่แตกต่างกันนะครับ อดีตเป็นเหมือนมีความกล้า มีความที่จะแลก แต่ปัจจุบันด้วยความเป็นหมอจะมีความใจเย็นก็ค่อนข้างเป็นคาแร็กเตอร์ที่ต่างกัน เราก็ทำการบ้านมาระดับนึงแต่ต้องให้ผู้กำกับมาเกลี่ยให้อีกทีนึงว่าแบบไหนดี”

"เรื่องนี้มันน่าสนใจตั้งแต่ชื่อเรื่องแล้วเนอะ เล่ห์ลุนตยา เป็นซีรีส์ผ้าที่เคยทำมาเยอะ และเล่ห์ลุนตยาเป็นซีรีส์ที่โหดที่สุดละ เพราะมันมีความลึกลับ ความอาถรรพ์ ความน่ากลัว มีเรื่องราวอะไรหลายอย่างมาก แฟนตาซี ที่เกิดขึ้นในละครเรื่องนี้ ผมเลยรู้สึกว่ามันน่าดูตั้งแต่ชื่อเรื่องแล้วนะ เรื่องแบบนี้มันไม่ได้ไกลตัวพวกเรานะ เราอาจจะเคยได้ยินว่าบางทีคนเราตายไปแล้วแต่ยังหวงของ ยังมีความยืดติดกับอดีต ยึดติดกับสิ่งๆ นั้น ถ้าใครเชื่อเรื่องแบบนี้ก็จะเข้าใจในเรื่องเล่ห์ลุนตยาครับ แล้วก็อีกอย่างคือนักแสดงมากความสามารถ มารวมตัวกันเยอะ ไม่ว่าจะเป็น พี่ยุ้ย จีรนันท์ น้องวาววา พี่วิลลี่ และอีกมากมายเลยที่มาประชันบทบาท ประชันฝีมือกัน ก็อยากให้ทุกคนได้ติดตามในละครเรื่องนี้"

ละคร เล่ห์ลุนตยา

"ความยากสำหรับผมน่าจะเป็นเรื่องของการจินตนาการ เรื่องนี้ใช้อารมณ์ในการจินตนาการเยอะ เพราะว่ามีเรื่องของตัวอัปรีย์ เรื่องของปีศาจ เรื่องของเวทย์มนต์ค่อนข้างเยอะ เราก็ต้องจูนกับผู้กำกับว่าอยากได้เลเวลประมาณไหน เพราะผี หรือ วิญญาณที่มาเขาจะมาแบบให้เราเซอร์ไพรส์ตลอดเวลา และมาในรูปแบบที่ไม่เหมือนกัน เลยจะยากตรงนี้ครับ"

นักแสดงมากฝีมือคับคั่ง

"ผมรู้สึกดีใจนะครับ ต้องบอกว่าเป็นความประทับใจมาก ผมก็อยากเจอพี่ยุ้ยมานานแล้ว เพราะพี่ยุ้ยเป็นคนเล่นละครดี เป็นอีกหนึ่งคนที่เหมือนกับว่าต้องเล่นด้วยให้ได้ในชาตินี้ คือ รุ่นใหญ่ที่เราอยากจะเจอ อย่างน้องวาววาก็มาจากคนละช่อง คือ ทุกคนมาจากคนละช่องหมดเลยแล้วมันสนุกที่คนมีฝีมือจากหลายๆ ช่องมารวมกันในเรื่องเล่ห์ลุนตยา มันทำให้ละครเรื่องนี้มันน่าดู มันมีพลังในทุกๆ ซีน ดรอปไม่ได้เลยสักซีน เราก็ต้องทำการบ้านให้เยอะเข้าไปอีก ต้องศึกษาตัวละคร ซึ่งเรื่องนี้ถือว่ายากสำหรับผมนะ"

"เรื่องนี้ผู้ชมจะได้ข้อคิด แง่คิดไปด้วยนะครับว่าการที่เราเดินทางไหนแล้วเราจะเป็นแบบไหน เราเดินทางตามตัวละครแบบนี้ จุดจบเราจะเป็นแบบไหน จะเป็นอะไร แต่ละซีนก็จะมีให้คนได้ดูว่า ถ้าเราอยากจะเป็นคนดีเราจะทำแบบนี้ไหมล่ะ แต่ถ้าเราเป็นคนชั่ว เป็นคนไม่ดี เราอาจจะมีจุดจบแบบนี้นะอะไรแบบนี้ครับ"

ละคร เล่ห์ลุนตยา

"เรื่องนี้เป็นละครอีกหนึ่งเรื่องที่ถ่ายกันนานนะ เป็นละครที่ผมถ่ายนานที่สุดแล้วมั๊งตั้งแต่เคยทำงานมา เพราะเจอสภาวะโควิดด้วยแล้วก็เจออะไรอีกหลายอย่างเลย เพราะว่าละครเรื่องนี้ยากอยู่แล้วนะในการถ่ายทำ แต่พอออกมาแล้วก็หายเหนื่อย อยากให้คนดูเป็นคนตัดสินว่าละครเรื่องนี้จะไปในทิศทางไหนก็ฝากด้วยครับ"

"ถามว่าคาดหวังไว้ยังไง ก็จะบอกว่าไม่คาดหวังเลยก็คงไม่ใช่ ตัวเราเองเราก็แอบมีความคาดหวังอยู่แล้วครับ ในมุมของเราเองเราไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น คนดูจะชอบหรือไม่ชอบ เรารู้แค่ว่าตัวเรา เราทำเต็มที่แล้วนะ ที่สุดของเราแล้ว เราลุยเกินร้อยไปแล้วครับ ก็ไม่อยากให้คนดูพลาดครับ"

เรียนรู้ความลำบาก จาก “เด็กส่งแก๊ส” สู่ “พระเอก”

"ต้องบอกว่าถ้าเข้าวงการมาก็เป็นสิบปีแล้วนะ ช่วงแรกๆ คนจะจำผมได้จากเอ็มวี เดินแบบ ถ่ายแบบ แล้วก็มาเล่นเอ็มวี แล้วก็มาเล่นละครครับ เราก็ค่อยๆ พัฒนา ในช่วงที่ผ่านมาก็จะมีเรียนแหละ เราเรียนเยอะมากนะ เรียนขี่ม้า ฟันดาบ เรียนกับอาจารย์สอนการแสดงเยอะมาก แต่ไม่มีใครรู้ว่าเราเรียนเยอะขนาดนี้ และเราก็ได้ใช้กับสิ่งที่เรารัก เราทุ่มเท เพราะเราเลือกแล้วว่าเราจะเป็นอะไร เราก็ตอบตัวเองได้แล้วว่าเราจะเป็นนักแสดงครับ"

"จริงๆ แล้วผมอยากรับราชการ แรกๆ ผมอยากไปทางตำรวจ ทหารอะไรแบบนั้น มันมีความฝันตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยเหตุการณ์พลิกผันหลายๆ อย่าง ช่วงมัธยมก็เริ่มมีเดินแบบ มีโฆษณา มันเริ่มพลิกมาเอง ตอนเรียน ไปติวสอบเท่าไหร่ก็ไม่ติด ผมว่าเป็นโชคชะตานะ ผมจำได้เลย มีครั้งนึงที่ผมไปสอบ คนนั่งข้างหน้าผมเขาหลับ หลับตั้งแต่ต้นชั่วโมง แล้วเขาตื่นขึ้นมาผมเห็นชัดเลยว่าเขาฝนเป็นงูเลยครับ เขาไม่ได้อ่านเลยนะ แต่เขาติด มันก็ทำให้ผมเชื่อว่าบางอย่างมันเป็นโชคชะตานะ ช่วงนั้นผมก็เริ่มเข้ามา มีโฆษณา เดินแบบ ถ่ายแบบ มันก็สนุกนะครับ เพราะว่าเด็กคนนึงเริ่มหาตังค์ได้ เริ่มหาเงินได้ตั้งแต่มัธยม สามารถเอาเงินมาแบ่งเบาภาระคุณพ่อคุณแม่ด้วย และเราสามารถซื้อของที่เราชอบได้ มันเป็นความสุขมากเลยที่เราหาเงินได้ วันนึงเราเรียนจบก็ถามตัวเองว่าเราจะไปทางไหน ผมจบวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ มันไม่ใช่สายนี้เลย เรียนวิทย์มาตลอด แต่พอวันนึงมันต้องเลือกสุดท้ายผมเลือกการแสดง"

ไนกี้ และ คุณแม่

"ครอบครัวเราเป็นครอบครัวที่ฐานะปานกลาง ที่บ้านขายแก๊ส เราก็ช่วยคุณพ่อคุณแม่มาตั้งแต่เด็กๆ ก็รู้สึกว่าชีวิตคนเรามันไม่ได้ง่ายนะ เราเห็นคุณพ่อคุณแม่เหนื่อยกับการทำงาน บางทีที่ท่านออกไปทำงาน ออกไปส่งของบางทีเขาจะให้เราไปด้วยเพื่อที่จะให้เรารู้ว่า เงินที่จะได้มาแต่ละบาทมันเหนื่อยนะ ผมก็เลยอาจจะเป็นเด็กที่เห็นคุณค่าของเงินได้เร็ว ตั้งแต่เด็ก เพราะว่าเหนื่อยจริงๆ บางทีผมต้องแบกแก๊สส่งแก๊ส ผมต้องช่วยเขาเพราะเป็นอาชีพของพ่อของแม่ที่ส่งเสียให้เราเรียนเราก็ต้องช่วยเขา พอช่วยเราก็ได้รู้ว่ามันเหนื่อยจริงๆ แก๊สถังนึง 15 กิโลบ้างล่ะ 48 กิโล บ้างล่ะ บางทีแบกกันตั้งแต่หน้าปากซอย บางทีเข้าไปลูกค้าทำพื้นดี ห้ามเข็น แบกแบบว่ากล้ามขึ้นตั้งแต่เด็กเลยนะ ทำให้เราเห็นว่ามันลำบากจริงๆ ชีวิตไม่ได้ง่าย"

บทเรียนของชีวิต อดีตเคยเกเร หัวโจกสายแว๊น

"ผมเป็นเด็กค่อนข้างเกเร เป็นเด็กอารมณ์ร้อน ตอนอยู่มหาชัยคือมีเพื่อนเป็นแก๊งเลยนะเป็นสายแว๊น สายหมอบเลย เห็นเด็กสมัยนี้ทำกันแล้วแบบ กูทำมาก่อน (หัวเราะ) ด่ามันไม่ได้ กูทำมาก่อน หมอบตั้งแต่สะพานท่าจีน แข่งกัน มันก็เป็นสิ่งที่สอนเราว่ามันไม่ดีนะ หมวกกันน็อกก็ไม่ได้ใส่ถ้าตอนนั้นถ้าพลาดขึ้นมาตายจริงๆ นะก็จะไม่มีไนกี้ในวันนี้นะ แม่ผมก็เลยจับผมส่งมาเรียนที่กรุงเทพเพราะว่าถ้าอยู่มหาชัยต่อก็จะกลุ่มกันใหญ่โต ก็ต้องขอบคุณคุณพ่อคุณแม่มั๊งที่มองเห็นอนาคตของลูกคนนี้ เพราะยังงั้นคงไม่มีไนกี้ในวันนี้

พอกลับไปเจอเพื่อนหลายๆ คนก็ใช้ชีวิตโชกโชน แต่มันก็ไม่มีอะไรที่แย่สุดหรือดีสุดหรอกครับ เป็นบทเรียน มันเป็นประสบการณ์ของชีวิตคนคนนึงที่เราเคยผ่าน สุดท้ายก็ได้เห็นจากเพื่อนๆ เราว่าถ้าใจร้อนจะเจอกับอะไร สุดท้ายไม่มีใครหนีความผิด หนีกฎหมายไปได้ครับ"

"สมัยมัธยมก็มีเรื่องมีราวบ่อยครับ ทุกวันนี้ยังเป็นแผลอยู่เลย โดนฟันครับ มันเป็นเรื่องของการไม่ยอมกัน ลูกผู้ชายเนาะทำมาเราก็เอาคืน ทำมาก็ทำกลับ สมัยนั้นเราไม่กลัวตายไง เหมือนฮอร์โมนอ่ะ มันไม่กลัวอะไรเลยครับ พอวันนึงมันผ่านจุดนั้นมาผมคิดได้จริงๆ นะ พูดแล้วขนลุกนะ มันคิดได้ เหมือนอะไรก็ไม่รู้ทำให้เราเข้ามาทางธรรมะ ศึกษาพุทธศาสนามากขึ้น เริ่มรู้สึกผิดชอบชั่วดีมากขึ้น เพราะเมื่อก่อนผมทำให้พ่อแม่เสียใจบ่อย 

"ถ้าเรามีสติ คำนี้มันใช้ได้จริงๆ นะ สติเพียงแค่คำเดียวทุกอย่างมันก็โอเค เราคิดก่อนจะทำอะไร เพราะทุกอย่างมันมีผลลัพธ์ที่ต้องรับผิดชอบครับ"

เส้นทางนักแสดงที่ถูกวิจารณ์หนักเสมอมา

"สำหรับผมโดนมาเรื่อยๆ นะ บางทีก็ทำให้เรานอยด์เหมือนกันนะ เราเองก็ยอมรับนะว่าบางทีมันต้องมีทั้งคนชอบและไม่ชอบอยู่แล้ว บางคนอาจจะมองว่า ไอ้นี่ไม่เห็นหล่อเลย เป็นพระเอกเหรอ เราก็ยอมรับครับ บางคนชอบ บางคนไม่ชอบ ผมพยายามมองให้เป็นกลาง แต่ก็พยายามไม่อ่านมาก ผมเชื่อว่าดาราหลายๆ คนก็เป็น อย่างผมเองพอเข้าไปอ่านมากๆ ก็นอยด์ แบบ เราไปทำให้เขาเกลียดเรา ไม่ชอบเรา ถ้าถามเขาได้ ผมเคยทำอะไรไม่ดีไว้ผมอยากจะขอโทษนะ ไม่ต้องรักมากก็ได้ แค่ไม่มาว่าเรา ไม่เกลียดกันก็พอ"

"ผมมองว่าทุกวันนี้มันเป็นกำไรของชีวิตแล้วครับ เราได้ทำงานที่เรารัก ก็พยายามอยู่กับปัจจุบันเพราะไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง เกิด แก่ เจ็บ ตาย มันใกล้กันมากครับ ผมเองก็ไม่รู้ว่าวันนึงเราจะยังโชคดีอยู่ไหม ทุกวันนี้พยายามปล่อยวางให้ได้มากที่สุด มีความสุขในทุกๆ วัน ทำงานให้มันดีในทุกๆ วัน ให้ใครอยู่ใกล้เราก็ให้เขามีความสุข ทำทุกวันให้มีความสุขเพราะไม่รู้เลยว่าพรุ่งนี้เราจะยังมีลมหายใจอยู่หรือเปล่า ทำให้มีความสุขในทุกๆ วันโดยที่ไม่ไปเบียดเบียนคนอื่นครับ"

ไนกี้ นิธิดล

"ผมทำงานมาหลายปีแล้ว ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองดังเลยนะ ผมก็ไม่ได้ดังอย่างใครเขา มองแค่ว่าเราเป็นนักแสดงคนนึงที่ตั้งใจทำงาน พยายามทำให้ดีที่สุด อยากให้คนได้ดูผลงานของเราเท่านั้นเอง แค่คนบอกว่าได้ดูผลงานเราผมก็ดีใจที่ได้เลือกทางการเป็นนักแสดงแล้ว เรื่องอื่นผมไม่คิดมากแล้วครับ อาชีพนี้ก็เมตตาให้ผมได้มีกินมีใช้ ผมก็อยากจะคืนอะไรให้สังคม ผมมองจุดนั้นมากกว่าครับ"

สถานะ “โสด” เจ็บมาเยอะ ไม่คิดแต่งงาน มีครอบครัว

"ผมอาจจะเป็นคนที่ไม่ได้สมหวังกับความรักมากนะ บางทีก็มีคบกันไม่นานก็เลิกบ้าง อะไรหลายๆ อย่าง เพราะเป็นคนชอบการทำงานมากกว่า ทุ่มเทกับงาน ก็มีคนคุยๆ บ้างให้มันไม่เหงา  เราเคยผิดหวังมาเยอะ ก็เลยไม่ได้ไปจริงจังกับเรื่องตรงนี"

"ตัวผมเองต้องยอมรับว่าผมไม่ได้คิดเรื่องมีครอบครัว มีลูกเลยนะ ช่วงนึงของชีวิตก็เคยคิด คิดว่าอยากมีลูก อยากีครอบครัว แต่พอถึงจุดนึงพอมันเปลี่ยนไป ได้ฟังความคิดจากพี่ๆ บางคน มันอาจจะเป็นมุมมองของเราคนเดียวก็ได้นะ พูดยังไงดีล่ะ คือ มีลูกคนนึงเราต้องทำให้ดีที่สุด กลัวว่าเราจะทำได้ไม่ดีพอ ก้เลยอยากจะอยู่แบบนี้แหละ เป็นผู้ชายที่อยู่สไตล์แบบนี้ ไม่รู้จะพูดยังไง ไม่ได้อยากแต่งงานมีครอบครัวอะไรแบบนั้นแล้ว ถ้าใครที่เข้ามาแล้วอยู่กันเป็นเพื่อนได้ ดูแลกันได้มันก็โอเคนะ ทำทุกวันให้มีความสุขที่สุด อนาคตเราก็ไม่รู้เหมือนกัน มันเปลี่ยนไปจริงๆ ครับ สมัยก่อนเราวางภาพไว้ ต้องอย่างงั้น อย่างงี้ วางภาพไว้หมด แต่สุดท้ายคือ ต้องตื่น (หัวเราะ) ต้องดีดนิ้ว แล้วบอกว่า ไนกี้ ตื่น! ความฝันกับความจริงโคตรต่างกัน เจ็บมาเยอะ เจ็บกับความฝันมาเยอ ตอนนี้ตื่นแล้ว"

ฝากถึงแฟนๆ ที่คอยสนับสนุนมาโดยตลอด

"สำหรับคนที่ติดตามผมมาตั้งแต่เรกๆ ก็ขอบคุณมากๆ นะครับ (ยกมือไหว้) ขอบคุณที่ติดตามผลงานของผมมาเสมอ เป็นกำลังใจให้เสมอ และขอยคุณแฟนคลับใหม่ๆ ด้วยนะครับ มีอะไรก็ติดตามได้ในไอจีเนาะ nike_nitidon ครับ"

เรียกว่าได้พูดคุยกันอย่างเต็มอิ่มในทุกมุมของชีวิต ที่กว่าจะมาเป็น "ไนกี้ นิธิดล" ขวัญใจแฟนๆ หนุ่มคนนี้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง บอกเลยไม่ธรรมดาทั้งวีรกรรม และความตั้งใจ สำหรับแฟนๆ ของไนกี้ อย่าลืมติดตามชมผลงานขอหนุ่มไนกี้กันแบบรัวๆ เพราะตอนนี้เจ้าตัวบอกว่าอยู่ในช่วงปล่อยของ มีงานออกมาให้ชมไม่ขาดสายแน่นอน