จำได้ไหม "ปู โลกเบี้ยว" คุยแบบเปิดอก กับหมอดู 1900 ในตำนาน เมื่อต้องปรับตัวในยุคโซเชียลฯ

จำได้ไหม "ปู โลกเบี้ยว" คุยแบบเปิดอก กับหมอดู 1900 ในตำนาน เมื่อต้องปรับตัวในยุคโซเชียลฯ

โลดเล่นอยู่ในวงการบันเทิงและมอบรอยยิ้มเสียงหัวเราะให้กับแฟนๆ ผ่านหน้าจอโทรทัศน์มานานหลายสิบปี แถมยังมีภาพจำของตัวเองในฐานะ หมอดู เจ้าของตำนาน 1900 และสโลแกน ปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ได้มีไว้ให้กลุ้ม ที่วัยรุ่นวัยทำงานยุค 90's ไม่มีใครไม่รู้จัก สำหรับ ปู-ยุวดี เรืองฉาย หรือที่หลายคนคุ้นหูกันในชื่อ ปู โลกเบี้ยว

ล่าสุดทีมข่าวบันเทิง Sanook.com ได้มีโอกาสพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับ ปู โลกเบี้ยว ในวัย 55 ปี ถึงเรื่องราวชีวิตการเป็นหมอดูตั้งแต่ยุคอดีต...จนถึงปัจจุบัน และความเปลี่ยนแปลงทั้งในฝั่งของผู้ที่ต้องการดูดวง ไปจนถึงพฤติกรรมของหมอดูยุคใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำว่า โซเชียลมีเดีย เข้ามามีบทบาทสำคัญในการใช้ชีวิตของผู้คนมากขึ้น ซึ่งตัวเธอเองต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาการดูดวงเปลี่ยนชีวิตของเธอไปมากน้อยแค่ไหน ทั้งหมดนี้ ปู โลกเบี้ยว พร้อมเปิดใจกับเราว่า

ปู โลกเบี้ยว หมอดู 2022 ยุคสมัยเปลี่ยน วิธีการก็เปลี่ยน ต้องปรับตัวตามเทคโนโลยี
“ทุกวันนี้ปูพยายามจะดูในเฟซบุ๊กแฟนเพจของตัวเองนะ ก็คืออยากให้คนที่เขาต้องการดูดวงกับปู เขาเข้าถึงปูง่ายขึ้น ซึ่งปูพยายามนะ พยายามมากจริงๆ เพราะว่าปูเพิ่งจะเริ่มเล่นเฟซบุ๊กได้ไม่กี่ปีเอง และที่ผ่านมาปูก็ไม่เคยแตะไม่เคยต้องกับอะไรที่เป็นสื่อโซเชียลฯ เลย คือเมื่อก่อนปูจะเน้นดูดวงให้กับคนฟังผ่านทางรายการวิทยุ FM95 แต่พอเกิดสถานการณ์โควิด-19 และปูต้อง Work from home ต้องจัดรายการที่บ้าน มันเลยทำให้ปูไม่สามารถโฟนอินกับแฟนๆ ที่เขาสนใจได้ ดังนั้นปูก็เลยต้องปรับเปลี่ยนตัวเองมาใช้สื่อโซเชียลฯ นี่แหละ ซึ่งก็คือเฟซบุ๊ก โดยปูจะไลฟ์ดูดวงทุกวันพระ ใครสนใจก็เข้ามา”

“ถามว่าฟีดแบคเป็นยังไงบ้าง เอาตรงๆ เลยนะ ไม่รู้ (หัวเราะ) คือปูเป็นคนที่แบบถ้าว่างก็ทำ ถ้าไม่ว่างก็พยายามหาอย่างอื่นเข้ามาใส่ และล่าสุดก็เพิ่งจะเริ่มเล่นติ๊กต๊อกด้วย (หัวเราะ) คือมันไม่ก็ยากหรอกเรื่องการศึกษาระบบโซเชียลฯ แต่มันติดตรงที่ความขยันของเรานี่แหละ คือถ้าปูสามารถทำทุกวันได้มันก็จะช่วยเพิ่มจำนวนคนติดตามให้กับเราได้เช่นกัน แต่พอปูมีหน้าที่อย่างอื่นที่ต้องทำมันก็เลยยังไม่สามารถ”

“ส่วนบริการโทรต่างๆ พวก 1900 ที่เคยได้ยินกัน อันนั้นคือมันก็ตายไปแล้วตามกาลเวลา แต่อย่างที่บอกค่ะเรื่องพวกนี้มันต้องมีการปรับตัว ล่าสุดได้ยินข่าวมาด้วยนะว่ามีการดูดวงออนไลน์ผ่านระบบสตรีมมิ่ง เราเห็นหน้าเขา เขาเห็นหน้าเรา มีการทำระบบหลังบ้าน ซึ่งอันนี้ปูเองก็ยังไม่เข้าใจ แต่ถึงอย่างนั้นปูเองก็อยากจะกับทุกคนนะคะว่า การดูดวงถ้าหากคุณไม่สุดจริงๆ คุณก็ไม่ต้องไปเชื่อคนอื่น เพราะคนที่จะช่วยเราได้จริงๆ คือคนรอบตัวเรา คนในครอบครัว แม้ว่าครอบครัวแต่ละครอบครัวจะไม่เหมือนกัน แต่เขาก็จะมีความจริงใจมากกว่า

พฤติกรรมคนดูดวง จากยุคก่อน มาถึงยุคนี้ เปลี่ยนไปในทิศทางไหน ?
“สมัยโบราณคนจะถามเรื่องหน้าที่การงานเป็นหลัก แต่สมัยนี้คำถามคือ ‘เมื่อไหร่จะรวย’, ‘มีโชคมีลาภไหม’ คือเน้นเรื่องเงินเป็นหลัก และก็จะมีอีกกลุ่มหนึ่งคือ ความรักเป็นหลัก”

ในทางกลับกัน พฤติกรรมดูดวงของหมอดูในอนาคต ตัวเราเองคิดว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน ?
“ปูคิดว่าเดี๋ยวนี้ธุรกิจเยอะเกินไปค่ะ ใครก็เรียนดูดวงได้ และจากนั้นก็มาดู มาหลอก หรืออย่างเมื่อก่อนนี้หมอดูดังๆ ที่เริ่มไสยศาสตร์ มนต์ดำ ขายของ สุดท้ายเขาก็หายไป ไม่ก็โดนอะไรสักอย่างหนึ่ง คือถ้าไม่ได้บุญเก่ามาช่วยก็คงไม่ได้อยู่ แต่คนจริงส่วนใหญ่เขาจะไม่โชว์ไม่เวอร์ และเขาก็จะช่วยคนจริงๆ รวมถึงอาจารย์คนหนึ่งเขาก็เลยสอนปูว่ ‘ถ้าเรายังมีเงินอยู่ เราอย่าไปเก็บเงินเขานะ เพราะคนที่มาหาเราเขาทุกข์อยู่แล้ว ถ้าเราหากินทางอื่นได้ เราก็ไปเอาเงินจากทางอื่น ถ้าสามารถดูให้เขาได้ฟรีๆ ก็ดูไปเลย เพราะว่าเขาทุกข์ เขาก็เลยมาหาเรา ถือว่าเป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง’ ซึ่งปูก็ไม่เคยเก็บใครเลย เวลาเดินตลาดมีใครถามก็ปูก็บอก คือปูจะเน้นให้กำลังใจมากกว่า แต่ถ้าสุดจริงๆ เราก็ต้องบอกเขาตรงๆ” 

อาชีพเปลี่ยนชีวิต แต่ตัวตนไม่เปลี่ยน ยังจำได้ดีวันแรกที่ได้ดูดวง
“ตั้งแต่หันมาเอาจริงเอาจังเรื่องนี้ชีวิตปูก็เปลี่ยนนะ เปลี่ยนไปมากเลยแหละ และปูก็ยังจำครั้งแรกที่ดูดวงได้ดีเลยด้วย ตอนนั้นกลัวค่ะ กลัวมาก กลัวว่าเขาจะเชื่อสิ่งที่เราบอกไหม (หัวเราะ) คือเมื่อก่อนนี้ปูมีภาพลักษณ์เป็นคนตลกไงคะ ปู แบบว่าโลกเบี้ยว ก็เลยกังวลว่าเขาจะเชื่อเราหรือเปล่า แต่ทุกวันนี้เวลาปูดูดวง ปูก็จะไม่เหมือนกับคนอื่นดูดวง คือจะไม่ทำให้รู้สึกเครียดหรือซีเรียส ปูดูแบบเหมือนเราพูดคุยกันปกติ”

เผยหมดเปลือกเรื่องราวชีวิต ครอบครัว ความรัก และสุขภาพ ไม่เคยคิดว่าจะทำได้ลงแข่งวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 21 กิโลเมตร
“ชีวิตครอบครัวก็ถือว่าลงตัวดีนะคะ อย่างก่อนหน้านี้ที่เคยมีข่าวเรื่องอาการป่วยของน้องชายเพราะเส้นเลือดในสมองแตก ปัจจุบันเขาก็สามารถดูแลตัวเองได้แล้ว และเขาก็อยู่บ้านคอยช่วยเหลือดูแลคุณแม่เวลาที่ปูออกมาทำงาน คือหลักๆ เรื่องค่าใช้จ่ายของบ้านปูจะเป็นคนจัดการทั้งหมด แต่ด้วยนิสัยส่วนตัวของปู ปูไม่ใช่คนฟุ่มเฟือย ดังนั้นที่บ้านของเราเลยเน้นการใช้จ่ายอย่างประหยัดมากกว่า สิ่งไหนที่ประหยัดได้ก็ประหยัด

ส่วนเรื่องความรักก็ปกติเลยค่ะ เราอยู่กันเหมือนเพื่อน เราสามารถฝากฝังดูแลกันและกันได้ สมมติช่วงไหนที่ปูไม่อยู่บ้านและต้องให้เขามาช่วยดูแลคุณแม่กับน้อง เขาก็จะมา ความสัมพันธ์ของเราสองคนมันเป็นเหมือนเพื่อนมากกว่าที่จะเป็นแฟน ที่สำคัญอายุเราเองก็เยอะแล้วด้วย มุมมองความรักมันก็เปลี่ยนไปตามอายุ (ยิ้ม)”

“ล่าสุดมีกิจกรรมใหม่เพิ่มเข้ามาด้วยนะ ชอบมากเลย นั่นคือการ ‘วิ่ง’ บ้ามาก มันเริ่มต้นเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2564 วันนั้นไม่มีอะไรทำ อ้วนก็อ้วน โดดเชือกก็แล้ว โยคะก็แล้ว ไม่เห็นมันจะผอมเลยทำยังไงดีวะ สุดท้ายเลยลอง วิ่งๆ เดินๆ จนกระทั่งช่วงปลายปี 2564 มีคนมาชวนไปวิ่งฮาล์ฟมาราธอนที่บางแสน แล้วปรากฎว่าทำได้ ตอนนั้นใจฟูเลยค่ะ จากนั้นก็ได้มีโอกาสมาลงวิ่งที่กรุงเทพฯ 21 กิโลเมตร ก็ทำได้อีกเหมือนกัน

“เอาจริงๆ ไม่เคยคิดเลยนะว่าตัวเองจะทำได้ เพราะเมื่อก่อนวิ่งแค่หลัก 100 เมตร ก็จะตายแล้ว (หัวเราะ) แต่พอได้มาลองวิ่งแบบจริงจังดู มันทำได้นะ แถมน้ำหนักลดไปเป็นหลัก 10 กิโลกรัม ทั้งๆ ที่ข้าวก็ไม่อด ถามว่าอะไรทำให้อยู่ดีๆ ปู โลกเบี้ยว ก็ฮึด เอาพลังจากไหนมาวิ่ง 20 กิโลเมตร ก็งงเหมือนกันค่ะ อาจจะเพราะตอนที่ไปวิ่งเราเห็นคนอื่นเขาทำได้ ก็เลยคิดกับตัวเองว่าเราก็ต้องทำได้มั้งคะ มันเลยทำให้ใจเราฟู ตอนนี้เริ่มมีคนชวนไปวิ่งมาราธอน 42 กิโลเมตรแล้วด้วยนะ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไหวไหม แต่ก็จะพยายามค่ะ อยากลองดู”

สำหรับแฟนๆ ที่คิดถึงยังติดตามกันได้ ทั้งบนหน้าปัดวิทยุ และบนโลกออนไลน์ “ทุกวันนี้ปูจัดรายการวิทยุที่ FM95 ยังมีอยู่ที่หน้าปัดคลื่น 7 โมงเช้าทุกวัน เป็นเรื่องของสาระความรู้และก็มีเพลง วันอาทิตย์ ตี 5 ถึง 7 โมง ก็จะเป็นดูดวงสามารถโฟนอินกันเข้ามาได้ และก็มีอ่านข่าวชาวบ้านแลกเปลี่ยนข้อมูล ส่วนช่วงเย็นๆ 1 ทุ่ม – 2 ทุ่ม วันเสาร์-อาทิตย์ จะเป็นสาระข่าวสารเหมือนกันค่ะ (ยิ้ม) สำหรับใครที่สนใจติดต่อเรื่อง ดูดวงโดยเฉพาะ สามารถเข้ามาได้ที่เฟซบุ๊ก ปูโลกเบี้ยว แฟนเพจ ส่วนติ๊กต๊อกเพิ่งหัดเล่นชื่อ @poolokbeaw ค่ะ (ยิ้ม)”