สรุปดราม่า ทิดไพรวัลย์ vs ชาวเน็ต ปมกองเชียร์ผิดหวัง กับการแขวนคอมเมนต์เห็นต่าง

สรุปดราม่า ทิดไพรวัลย์ vs ชาวเน็ต ปมกองเชียร์ผิดหวัง กับการแขวนคอมเมนต์เห็นต่าง

ยังคงมีประเด็นให้ติดตามกันอย่างต่อเนื่อง สำหรับ "ทิดไพรวัลย์" หลังจากสึกมาแล้ว ก็มีสีสันบนหน้าไทม์ไลน์ของตัวเองให้ได้ติดตามกันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานพรีเซนเตอร์ งานพิธีกร รวมไปถึงประเด็นมุ้งมิ้งสดใส ที่เจ้าตัวมักจะลงภาพ "มินยง" หนุ่มหน้าใสคนสนิท ที่ทำเอากองเชียร์กรี๊ดกร๊าดไปตามๆ กัน

แต่อีกด้านหนึ่งในโลกออนไลน์ ก็เกิดประเด็นดราม่าต่อเนื่องยาวนานมาตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากมีคนตั้งคำถามกับทิดไพรวัลย์ว่า เจ้าตัวโด่งดังเป็นพลุแตกขึ้นมาได้ เพราะเมื่อตอนยังเป็นพระ ได้ออกมาเป็นปากเสียงแทนประชาชนในประเด็นทางสังคมมากมาย โดยเฉพาะการงัดข้อกับวงการสงฆ์ ทำให้มีคนติดตามเอาใจช่วยมาต่อเนื่อง กระทั่งตอนที่ลาสิกขาออกมาแล้ว น่าจะมีอิสระในการแสดงออก และเรียกร้องเรื่องต่างๆ มากขึ้น แต่ผ่านมาถึงปัจจุบัน ทอดไพรวัลย์กลับไม่ได้เคลื่อนไหวในประเด็นดังกล่าวมากกว่าตอนเป็นพระ หรืออาจจะน้อยลงไปมากด้วยซ้ำ ส่วนเรื่องที่คอยอัปเดตในเฟซบุ๊กของเจ้าตัว กลับกลายเป็นเรื่องรักๆ ใคร่ๆ รวมทั้งการรับงานโฆษณา พรีเซนเตอร์ต่างๆ ซึ่งก็คงทำให้กองเชียร์ผิดหวัง และทำให้ยอดผู้ติดตามหายไปไม่น้อย

คนสำคัญที่ออกมาพูดในเรื่องนี้ คือผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ลลิตา มีสุข ที่เริ่มเปิดประเด็นในเรื่องนี้มาตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมกราคม ซึ่งได้โพสต์ถึงประเด็น งบประมาณที่สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้รับจากรัฐในแต่ละปี แต่กลับตรวจสอบได้น้อยมาก พร้อมทิ้งท้ายด้วยคำถามว่า ทิดไพรวัลย์ รวมทั้งทิดสมปอง เองก็เคยพูดว่าหลังสึกออกมาแล้ว จะเดินหน้าชนกับเรื่องนี้ แต่เหมือนตอนนี้สำหรับทั้งสองทิด มีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าไปเสียแล้ว

หลังจากเรื่องราวกลายเป็นประเด็นขึ้นมา เนื่องจากผู้ติดตามของทิดไพรวัลย์เองก็ได้ออกมาตอบโต้ว่าไม่ควรไปกดดันให้ใครทำหรือไม่ทำอะไร เพราะไม่มีใครรู้ว่าการเคลื่อนไหวท้าชนกับผู้มีอำนาจ อาจจะได้รับผลกระทบถึงครอบครัวด้วย ด้าน ลลิตา ก็ได้ออกมาตอบโต้ในประเด็นการ "ทวงสัญญา" ที่ทิดเอกเคยได้ลั่นวาจาไว้ตั้งแต่ตอนเป็นพระ ว่าสึกมาแล้วจะมาแฉวงการสงฆ์ ในตอนนั้นไม่เคยมีใครกดดันด้วยซ้ำ แต่เจ้าตัวได้พูดเอาไว้เอง แต่พอสึกออกมาไม่ได้ทำตามที่พูด คนที่ติดตามก็เพียงแค่ไปทวงสัญญาที่เคยกล่าวไว้ และหากจะมีคนผิดหวัง และเลิกติดตาม ก็คงเป็นเพราะสาเหตุนี้ ไม่ใช่เพราะมีใครไปกดดันแต่อย่างใด

ด้านทิดไพรวัลย์ก็แคปโพสต์ของลลิตา ไปโพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ก่อนจะตอบโต้ว่า

ตนเองยังจำทุกคำที่เคยลั่นวาจาไว้ได้ทั้งหมด และหากอีกฝ่ายคิดให้ดี จะเห็นว่าแม้หลังลาสิกขาแล้ว ตนก็ยังวิพากษ์คณะสงฆ์อยู่ ซึ่งลลิตาอาจไม่ได้ตามข่าวว่าตนถูกฟ้องร้องในข้อหาหมิ่นคณะสงฆ์  และหากดูให้ดีก็จะรู้ว่าตนยังเคลื่อนไหว วิพากษ์ และวิจารณ์วงการสงฆ์ผ่านช่องทางออนไลน์ของตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะตอนก่อนหรือหลังสึก จุดยืนของตนก็ยังไม่เคยเปลี่ยนแปลง

แต่หลังจากนั้นก็ยังมีดราม่าไม่จบ เพราะเมื่อมีคนเข้าไปคอมเมนต์โต้แย้งในเพจของไพรวัลย์ ก็มักจะถูก "แขวน" หรือถูกปักหมุดคอมเมนต์ แล้วจะมีกองเชียร์ของทิดไพรวัลย์เข้ามารุมวิพากษ์วิจารณ์คอมเมนต์เห็นต่าง จนทำให้คนเริ่มมองว่า พฤติกรรมแบบนี้อาจจะไม่เหมาะสมหรือไม่ กลายเป็นดราม่ายืดเยื้อยาวนานมาจนถึงช่วงนี้

แม้ตอนนี้บรรยากาศจะเริ่มซาลงไปบ้างแล้ว แต่เชื่อได้เลยว่าดราม่าระหว่างไพรวัลย์ และอดีตกองเชียร์ที่รอทวงสัญญา อาจจะไม่ได้จบลงในเร็ววันนี้เป็นแน่