FWIPTV เครือข่ายหนังเถื่อนรายใหญ่มีหนาว DSI ประกาศเอาจริง ฐานละเมิดลิขสิทธิ์

จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้เครือข่ายหนังเถื่อนกลับมาบูมอีกครั้ง ถึงกับมีการโฆษณาอย่างแพร่หลายว่า "FWIPTV ช่องหนังเถื่อน กลับมาแล้ว !! พร้อมกับการอัพเกรดระบบครั้งยิ่งใหญ่ เปลี่ยนชื่อเป็น inwiptv" คำโฆษณาแบบโจ่งแจ้ง ให้บริการแบบไม่กลัวการจับกุม นี่คือปัญหาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ ประชาชนที่หลงเชื่อสมัครเป็นสมาชิกอาจจะได้รับความเดือดร้อน ดูทีวีอยู่บ้านก็อาจจะติดคุกได้ เพราะครั้งนี้มั่นใจว่าทาง DSI หรือ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เตรียมกวาดล้างครั้งยิ่งใหญ่
ล่าสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และ ทรู วิชั่นส์ ได้ร่วมกันประชุมแนวทางปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์บนสื่อออนไลน์ ซึ่งที่ผ่านมาได้ขยายผลจับกุมผู้กระทำผิดมาอย่างต่อเนื่อง และพบว่าสร้างความเสียหายต่อผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ รวมไปถึงเศรษฐกิจระดับประเทศอย่างมหาศาล โดย พฤติกรรมของกลุ่มผู้กระทำผิดละเมิดลิขสิทธิ์บนสื่อออนไลน์ จะเปิดเว็บไซต์ดึงเอาคอนเทนต์ทุกประเภททั้งภาพยนตร์ เพลง สาระบันเทิง ข่าว และถ่ายทอดสดกีฬา จากเจ้าของผู้ถือลิขสิทธิ์ตัวจริง เช่น ทรู วิชั่นส์ , TNN ช่อง 16 ไปเผยแพร่พร้อมเก็บค่าสมาชิกในราคาถูก ซึ่งที่ผ่านมาทรู วิชั่นส์ ได้พยายามหามาตรการรับมือปราบปรามผู้กระทำผิดมาตลอด

พล.ต.ต.สุวิชาญ ญาณกิตติกุล รองผู้บัญชาการ สำนักงานกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีนโยบายในการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ในประเทศไทยอย่างจริงจังและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยผนึกกำลังกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และพร้อมให้ความร่วมมือกับภาคเอกชนเจ้าของลิขสิทธิ์ในการดำเนินการจับกุม
ด้าน นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสหวิทยาการคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษให้ความสำคัญกับขบวนการละเมิดลิขสิทธิ์ทางสื่อออนไลน์มาโดยตลอด แม้ปัจจุบันจะมีข้อจำกัดในการปราบปรามผู้กระทำผิด เนื่องจากเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบตลอดเวลาและมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังสามารถเดินหน้าจับกุมขยายผลได้ต่อเนื่อง และได้วางแนวทางปรับปรุงข้อกฎหมายให้ครอบคลุมกับการเอาผิดขบวนการละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าว ซึ่งรวมถึงสื่ออนาจาร และสื่อที่สนับสนุนการเล่นพนัน
แหล่งข่าวจากวงการสื่อออนไลน์เปิดเผยว่า โทษทางกฎหมายการละเมิดลิขสิทธิ์ จากพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ระบุไว้ว่า หากผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ ละเมิดต่องานของผู้สร้างสรรค์ ทั้งทำซ้ำ ดัดแปลงงาน เผยแพร่ต่อสาธารณชน โดยไม่ได้รับความยินยอมตามกฎหมาย ต้องมีโทษปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หากทำเพื่อการค้า ผู้กระทำจะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 4 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 - 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับผู้บริโภคที่เป็นสมาชิกจ่ายรายเดือน เพื่อซื้อของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์มาดู ก็เข้าข่ายมีความผิด และในทางสังคม ยังเป็นการทำลายอุตสาหกรรม และผู้สร้างภาพยนตร์ สร้างคอนเทนต์ ด้วยการเอาเปรียบของคนเพียงบางกลุ่ม
“จะเห็นได้ว่า พวกนี้ไม่กลัวการจับกุม มีการโฆษณาแบบโจ่งแจ้ง DSI ต้องจับให้ถึงต้นตอ เพราะปัจจุบัน คนดูที่ยอมจ่าย 300 บาท ต่อเดือน คิดว่า ตัวเองไม่มีความผิด ซึ่งครั้งนี้ คงต้องปราบปราม ใช้แนวทางเดียวกับการปราบยาบ้า ที่มีสโลแกน คนกินตาย คนขายติดคุก แต่การซื้อหนังเถื่อนรายเดือนมาดูนั้น คงต้องมีสโลแกนว่า คนปั้มหนังเถื่อน คนดูหนังเถื่อน ติดคุกทั้งคู่ และ ต้องจับจริง มิเช่นนั้น ขบวนการละเมิดลิขสิทธิ์และภาพยนตร์ผ่านเว็บไซต์ จะคงอยู่ยงคงกระพัน สร้างพฤติกรรมทางสังคมที่ผิด ๆ สร้างความเสียหายต่อโลกออนไลน์ และทำลายเศรษฐกิจอีกด้วย” แหล่งข่าวกล่าว
นายองอาจ ประภากมล หัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้านมีเดีย บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจของทรู วิชั่นส์ ให้ความสำคัญและเคารพกฎหมายลิขสิทธิ์มาโดยตลอด รวมทั้งได้ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างเคร่งครัด ในคอนเทนต์ทั้งประเภทด้านภาพยนตร์ เพลง สาระบันเทิง โดยเฉพาะลิขสิทธิ์คอนเทนต์จากต่างประเทศที่เจ้าของลิขสิทธิ์ให้ความสำคัญอย่างมาก ว่าผู้ได้รับลิขสิทธิ์จะต้องมีแนวทางที่ชัดเจนในเรื่องของการป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์และการใช้เทคโนโลยีในการควบคุมการถ่ายทอดสดไม่ให้หลุดหรือรับชมได้ทุกช่องทาง แต่ด้วยยุคของเทคโนโลยีที่ปรับเปลี่ยนไป ทำให้การป้องกันการตรวจจับยากและซับซ้อนยิ่งขึ้นจึงต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญ สร้างความเข้าใจและตระหนักรู้ตลอดจนตรวจจับผู้กระทำผิดกฎหมาย ซึ่งทรู วิชั่นส์ได้ร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรมทรัพย์สินทางปัญญา และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รวมทั้งพันธมิตรเจ้าของลิขสิทธิ์ในต่างประเทศอย่างเช่น English Premier League (EPL) และสมาคมผู้สร้างภาพยนตร์แห่งสหรัฐอมริกา ในการหามาตรการรับมือการตรวจจับการละเมิดลิขสิทธิ์คอนเทนต์ที่ปรับเปลี่ยนไปโดยตลอด ทั้งการปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์สตรีมมิ่งคอนเทนท์อย่างผิดกฎหมาย การจับกุมผู้กระทำความผิดขายของกล่องอุปกรณ์ที่ใช้เพื่อการสตรีมมิ่ง การใช้เทคโนโลยีในการตรวจจับป้องกัน รวมทั้งการทำงานประสานใกล้ชิดกับเจ้าของลิขสิทธิ์คอนเทนท์หรือผู้ได้รับเอกสิทธิ์อย่างถูกกฎหมาย ซึ่งทำให้สามารถปราบปรามการป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์คอนเทนต์ต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทยและยังมีผลต่อการปกป้องลิขสิทธิ์คอนเทนต์ฝีมือคนไทยซึ่งจะเป็นอีกส่วนหนึ่งในการยกระดับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ของไทยให้เติบโตเทียบเท่ามาตรฐานสากล อย่างไรก็ตามถึงการปราบปรามผู้ละเมิดลิขสิทธิ์บนสื่อออนไลน์ของทรู วิชั่นส์ ที่ผ่านมาจะสามารถขยายผลจับกุมผู้กระทำผิดไปแล้วหลายคดี แต่ก็ยังคงต้องอาศัยความร่วมมือในการปราบปรามร่วมกับภาครัฐและเอกชนอย่างจริงจังต่อไป
ย้อนไปเมื่อต้นปี 2564 อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษแถลงผลปฏิบัติการเข้าตรวจค้นสถานที่เป้าหมายละเมิดลิขสิทธิ์หนังและภาพยนต์ผ่านเว็บไซต์ จำนวน 5 เป้าหมายในจังหวัดนนทบุรี และจังหวัดนครปฐม เจ้าหน้าที่สามารถยึดของกลางเป็นกล่องเครื่องรับและถอดรหัสสัญญาณทรู วิชั่นส์ จานรับสัญญาณดาวเทียม เครื่องคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ฮาร์ดดิสก์ และ โทรศัพท์มือถือ รวมกว่า 100 รายการ แต่ยังไม่มีการจับกุมผู้กระทำความผิดรายใด กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ระบุว่า ผู้ให้บริการเว็บไซต์ ได้แพร่ภาพรายการโทรทัศน์ของช่อง ทรู วิชั่นส์ ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของบริษัท ทรู วิชั่นส์ กรุ๊ป จำกัด และภาพยนตร์ต่างประเทศ ของค่ายหนังต่าง ๆ อีกหลายค่าย อาทิเช่น ดิสนีย์เอ็นเตอร์ไพรซ์ อิงค์, เน็ตฟลิกซ์ สตูดิโอ, วอเนอร์ บราเธอร์ เป็นต้น และยังรวมถึงรายการถ่ายทอดสดของฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอีกด้วย โดยการทำงานของเว็บไซต์ดังกล่าวจะรับสัญญาณจากจานดาวเทียมหลายจุด เชื่อมต่อไปที่อุปกรณ์บริเวณชั้น 3 ของอาคารพาณิชย์ที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น จากนั้นจะส่งต่อไปยังเครื่องเซิร์ฟเวอร์ซึ่งอยู่อีกจุดหนึ่ง และกระจายสัญญาณต่อไปยังสมาชิกทั่วประเทศ โดยเว็บไซต์ เป็นเว็บไซต์ที่มีสมาชิกเข้าชมยอดวิวต่อเดือนมากกว่า 7 แสนวิว ซึ่งเป็นเว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์อันดับหนึ่งที่มีการเก็บค่าสมาชิกในการเข้ารับชม โดยเก็บค่าสมาชิกเดือนละ 300 บาท จัดอยู่ในลำดับที่ 729 สำหรับประเทศไทยที่คนดูเข้าชมมากที่สุด จากการประเมินมูลค่าความเสียหายในเชิงธุรกิจมากกว่า 2 พันล้านบาท
ในคดีนี้ตำรวจได้สอบปากคำลูกจ้าง ซึ่งทำหน้าที่ดูแลอุปกรณ์เชื่อมสัญญาณ เพื่อขยายผลไปถึงผู้ว่าจ้าง นายทุน หรือตัวการใหญ่ มาดำเนินคดีตามกฎหมาย ตลอดจนรวบรวมพยานหลักฐานขยายผลไปถึงกลุ่มแอดมินเพจ ที่มีการโพสต์ประกาศแจ้งสมาชิก ว่าเตรียมจะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งเร็ว ๆ นี้ด้วย ซึ่งหากรวบรวมพยานหลักฐานได้แล้วเสร็จก็จะเข้าข่ายความผิดข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ แต่สิ่งที่แน่ชัดคือ เว็บไซต์นี้ประกาศเปลี่ยนชื่อ กลับมาให้บริการอีกครั้ง โดยตั้งสโลแกนว่า "FWIPTV ช่องหนังเถื่อน กลับมาแล้ว !! พร้อมกับการอัพเกรดระบบครั้งยิ่งใหญ่ เปลี่ยนชื่อเป็น inwiptv" ถือเป็นการท้าทายอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายแต่อย่างใด
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี