ธนาธร ยก 5 เหตุผลค้านนิคมจะนะ เชื่อร้างแน่ เพราะไม่ตอบโจทย์นักลงทุน

ธนาธร ยก 5 เหตุผลค้านนิคมจะนะ เชื่อร้างแน่ เพราะไม่ตอบโจทย์นักลงทุน
S! News (Exclusive)

สนับสนุนเนื้อหา

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และอดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เผยเมื่อวันพุธ (8 ธ.ค.) ถึง 5 เหตุผลที่ตนไม่สนับสนุนโครงการนิคมอุตสาหกรรมใน อ.จะนะ จ.สงขลา

  • นิคมภาคใต้ยังใช้พื้นที่ไม่เต็มศักยภาพ

พื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะ จ.สงขลาไม่ได้ขาดแคลนพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม เนื่องจากในจุดที่จะมีการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ล้วนแต่มีนิคมอุตสาหกรรมอยู่แล้ว เช่น นิคมอุตสาหกรรมรับเบอร์ซิตี้ ไปทางตะวันตก 60 กิโลเมตรจากจะนะ และนิคมอุตสาหกรรมสะเดา ไปทางตะวันตกเฉียงใต้จากจะนะ 93 กิโลเมตร

ทั้งสองนิคมอุตสาหกรรม ล้วนเป็นนิคมอุตสาหกรรมที่ไม่มีใครมาลงทุน สภาพเหมือนถูกทิ้งร้าง อย่างเช่นที่สะเดา มีการใช้พื้นที่ไปเพียง 10% เท่านั้น และเป็นพื้นที่ ๆ มีการพัฒนาเพื่อรองรับนิคมอุตสาหกรรมอยู่แล้ว ดังนั้น ภาคใต้จึงไม่ได้ขาดแคลนนิคมอุตสาหกรรม หากแต่มีนิคมอุตสาหกรรมรับเบอร์ซิตี้และนิคมอุตสาหกรรมสะเดา ที่ยังใช้พื้นที่ไม่เต็มศักยภาพจนถึงทุกวันนี้อยู่แล้ว

  • ไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองล้นแล้ว


หากเราไปดูแผนผังพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมจะนะ จะเห็นว่าพื้นที่ที่เป็นสีม่วง คือเขตอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้า ซึ่งไม่ได้มีความจำเป็นสำหรับประเทศไทย ณ ตอนนี้ ซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองล้นเกินไปมากแล้ว ถึง 58.8% ซึ่งเป็นเหตุให้ค่าไฟแพงกว่าที่ควรเป็น จากค่าบำรุงรักษาด้วยที่ต้นทุนมาตกอยู่กับประชาชนด้วย

  • ทรัพยากรธรรมชาติหายทันที


ประการที่สาม เราจะสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ และทรัพยากรธรรมชาติจะหายไปทันที ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในทุกนิคมอุตสาหกรรมที่ผ่านมา เมื่อมีการสร้างสิ่งก่อสร้างยื่นลงไปในทะเล ชายหาดจะกลายเป็นดินเลน สัตว์น้ำอยู่ไม่ได้ และวิถีชาวประมงของชาวจะนะก็จะหายไปทันที

"เพราะฉะนั้น การมีนิคมอุตสาหกรรมในจะนะเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มอย่างยิ่ง เราจะได้นิคมอุตสาหกรรมที่ไม่มีใครมาลงทุนเหมือนรับเบอร์ซิตี้และสะเดา แต่เราจะสูญเสียทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ของจะนะไปตลอดกาล" นายธนาธรกล่าว

  • นายทุน-นักการเมืองได้ประโยชน์ ชาวบ้านได้อะไร?

นิคมอุตสาหกรรมจะนะ เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและนักการเมืองบางกลุ่มเท่านั้น ดังจะเห็นได้ว่าพื้นที่ที่เคยเป็นผังเมืองสีเขียว ก่อนกลายเป็นสีม่วงได้มีการซื้อขายเปลี่ยนมือไปมา ตั้งแต่ช่วงเดือน ม.ค. 2563 ได้แก่พื้นที่ตำบลตลิ่งชัน นาทับ และสะกอม ซึ่งบัดนี้อยู่ในมือของกลุ่มทุนแล้วเป็นจำนวนมาก โดยมีเครือญาติของนายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไป ไปไล่ซื้อที่ดินจากชาวบ้าน ก่อนนำไปขายต่อให้นายทุนก่อน จนบรรดาเครือญาติของนายนิพนธ์ร่ำรวยขึ้นกว่า 200 ล้านบาท

นอกจากนี้ ผู้ลงทุนคนสำคัญในนิคมอุตสาหกรรมจะนะ เป็นกลุ่มหนึ่งที่ให้การสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ ในการระดมทุนของพรรคเมื่อเดือนธันวาคม 2561 โดย 2 บริษัทในเครือกลุ่มทุนนี้บริจาคเงินให้พรรคพลังประชารัฐถึงรายละ 3 ล้านบาท

  • ประชาพิจารณ์ไม่รอบด้าน

การประชาพิจารณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เป็นไปในลักษณะกีดกันฝ่ายเห็นต่างไม่ให้มีส่วนร่วมแสดงความเห็น โดยเมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2562 มีการเปิดประชาพิจารณ์ในโครงการนี้ แต่ผู้จัดประชาพิจารณ์กลับนำกำลังเจ้าหน้าที่กว่าพันนายล้อมสถานที่จัดประชาพิจารณ์ ไม่ให้คนคัดค้านนิคมอุตสาหกรรมจะนะเข้าร่วมแสดงความเห็น ทำให้ในที่สุด การประชาพิจารณ์ครั้งนั้น กลายเป็นการรับฟังความคิดเห็นของฝ่ายสนับสนุนฝ่ายเดียว ไม่เปิดให้ชาวบ้านในพื้นที่ ที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการเข้าร่วมกระบวนการ

ดึงดันทำต่อ ร้างแน่!

นายธนาธร กล่าวต่อไปอีก ว่าเอาเข้าจริงแล้วประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนนิคมอุตสาหกรรม แต่ขาดการส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรม ดังจะเห็นได้ว่าในรอบ 7 ปีที่ผ่านมามีการสร้างนิคมอุตสาหกรรมและเขตเศรษฐกิจไปทั่วประเทศ แต่ปัญหาก็คือทุกที่ต่างไม่มีนักลงทุนเข้ามาทำอุตสาหกรรม นั่นก็เพราะไม่มีความต้องการจากภาคอุตสาหกรรม

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรทำมากกว่า คือการสร้างความต้องการจากภาคอุตสาหกรรม เช่น ในช่วงหลังนี้ตนได้ศึกษาเรื่องน้ำประปามามาก หากเป็นตนจะทำนโยบายเปลี่ยนมิเตอร์น้ำให้เป็นมิเตอร์น้ำอัจฉริยะทั่วประเทศภายใน 5 ปี

มิเตอร์น้ำอัจฉริยะเพียงอย่างเดียว สามารถสร้างความต้องการได้เป็นสิบๆ ล้านผลิตภัณฑ์ นี่คือกำลังซื้อจากภาครัฐที่เอกชนสามารถมองเห็นได้ และหากมีการกำหนดเป้าหมายทิศทางให้ชัด เอกชนจะเห็นปริมาณความต้องการในอนาคตที่ชัดเจน การลงทุนในอุตสาหกรรมก็จะเกิดขึ้นได้ และยังจะเกิดผลพลอยได้ตามมา นั่นคือการลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้เรามีเทคโนโลยีของตัวเอง ได้การสร้างงาน และการรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน

นายธนาธร ระบุว่าสิ่งนี้เป็นเพียงตัวอย่างเดียวเท่านั้น ของการนำกำลังซื้อจากภาครัฐไปทำให้เกิดความต้องการลงทุนจากภาคอุตสาหกรรม ซึ่งรัฐสามารถสร้างความต้องการทางอุตสาหกรรมได้อีกหลายเรื่อง ซึ่งจะเป็นประโยชน์กว่าการสร้างนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มอย่างเห็นได้ชัด

"นี่คือการสร้างดีมานด์และอุตสาหกรรม ไม่ใช่เอางบประมาณไปสร้างนิคมอุตสาหกรรมแล้วคิดเองเออเองว่าอุตสาหกรรมจะเกิด สิ่งที่เราต้องการตอนนี้ไม่ใช่นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีมากเกินไปแล้ว แต่คือการสร้างดีมานด์ในอุตสาหกรรม ที่ยังขาดแคลนอย่างมากในประเทศของเราต่างหาก" นายธนาธรกล่าว