ผลสอบGAT-PATคะแนนไม่ถึงครึ่ง

เมื่อวันที่ 20 พ.ย. ที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) นายมัธยม นิภาเกษม ที่ปรึกษา รมช.ศึกษาธิการ พร้อมด้วย ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน ผอ.สทศ. ได้ร่วมกันแถลงข่าว ผลการทดสอบความถนัดทั่วไป หรือ GAT และการทดสอบคามถนัดทางวิชาชีพ/วิชาการ หรือ PAT ครั้งที่ 3 เดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดย นายมัธยม กล่าวว่า ที่ผ่านมามีนักเรียนร้องเรียนมาว่า มีมิจฉาชีพที่โทรศัพท์มาอ้างว่า สามารถที่จะเพิ่มคะแนนสอบ GAT และ PAT ให้ได้ ซึ่งตนยืนยันได้ว่า ไม่มีบุคคลใดใน สทศ.ที่จะเปลี่ยนแปลงข้อสอบของนักเรียนได้ และขอให้นักเรียนทุกคนมั่นใจว่า สทศ.ทำงานอย่างโปร่งใส

ศ.ดร.อุทุมพร กล่าวว่า จากผลการสอบ GAT และ PAT ครั้งที่ 3 ในภาพรวมพบว่า เด็กยังทำคะแนนทุกวิชาไม่ถึงครึ่ง เพราะเป็นข้อสอบที่ใช้คัดเลือกเด็ก เน้นการคิดวิเคราะห์ของเด็ก และยังสามารถที่จะแยกเด็กเก่ง และเด็กอ่อนได้ชัดเจน หรือเรียกว่า ค่ามัธยฐาน ซึ่งจะทำให้รู้ว่า เด็กแต่ละคนมีความสามารถที่แท้จริงเป็นอย่างไร แต่เมื่อมานำข้อสอบ GAT และ PAT ทั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมา มาวิเคราะห์ และเปรียบเทียบทางสถิติพบว่า ข้อสอบส่วนใหญ่มีความยากง่ายไม่แตกต่างกัน รวมทั้งข้อสอบยังมีมาตรฐาน แต่ยอมรับเสียงวิจารณ์ที่ว่า ข้อสอบยากเกินไปจนเด็กต้องหันไปกวดวิชา เช่น วิชาวิทยาศาสตร์ ศิลปกรรม และภาษาบาลี ที่ผลวิจัยพบค่าความยากสูงเกินปกติ ทั้งนี้ การสอบ GAT/PAT ในเดือนมีนาคม 2553 สทศ.จะลดความยากของข้อสอบ 3 ระดับ คือ ยาก 20% ง่าย 20% และปานกลาง 60% จากเดิม ยาก 30% ง่าย 5% และปานกลาง 65% และฝากครูขอให้เน้นการสอนให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์ให้มากขึ้น

จากผลกาสอบครั้งที่ 3 นี้ ไม่สามารถที่จะนำไปเปรียบเทียบกับการสอบครั้งที่ 1 และ 2 ได้ว่า ผลการสอบของเด็กดีขึ้น หรือต่ำลง เนื่องจากข้อสอบแต่ละครั้งเป็นคนละชุดกัน และคนที่มาสอบก็เป็นคนละกลุ่มด้วย นอกจากนี้ เด็กที่มาสอบส่วนใหญ่เป็นเด็ก ม.5 ซึ่งยังเรียนไม่จบหลักสูตร จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คะแนนสอบต่ำก็เป็นได้ ดังนั้น การที่ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) มีมติให้เฉพาะเด็ก ม.6 ขึ้นไป สอบ GAT และ PAT เป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะเด็กจะได้เรียนจนจบหลักสูตรก่อน ถึงจะมาสอบได้ แต่เรื่องที่ ทปอ.กำหนดให้สอบ GAT และ PAT ปีละ 3 ครั้ง นั้น สทศ.เห็นว่า มากเกินไป และ สทศ.ได้ทำจดหมายสอบถามไปยังอธิการบดีมหาวิทยาลัยรัฐทั้ง 23 แห่งว่า ในการรับตรงนั้น จำเป็นจะต้องนำผลการสอบ GAT และ PAT เดือน ก.ค.ไปใช้หรือไม่ และถ้าจะใช้ จะมีวิชาใดบ้าง เพราะ สทศ.เห็นว่า ช่วงเดือน ก.ค.นั้น เด็กเพิ่งเข้าเรียน ความรู้ยังไม่มี จึงไม่น่าจะสอบ แต่ถ้ามหาวิทยาลัยใช้คะแนนดังกล่าว จะยิ่งทำให้เด็กต้องไปกวดวิชามากขึ้น แต่ถ้ามหาวิทยาลัยใดต้องการใช้คะแนนดังกล่าว สทศ.ก็อาจจะจัดสอบให้เป็นรายวิชา หรือเป็นการสอบเฉพาะกิจ เพื่อนำคะแนนไปใช้ในการรับตรงเท่านั้น ศ.ดร.อุทุมพร กล่าว

ศ.ดร.อุทุมพร กล่าวอีกว่า สำหรับผลคะแนนต่ำสุด และสูงสุดการสอบ GAT และ PAT ครั้งที่ 3 เดือนตุลาคม แต่ละวิชามีดังนี้ GAT ผู้เข้าสอบ 365,491 คน คะแนนต่ำสุด 0.00 คะแนนสูงสุด 292.50 ค่ามัธยฐาน 94.04 PAT 1 ความถนัดทางคณิตศาสตร์ เข้าสอบ 220,450 คน ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 270.00 ค่ามัธยฐาน 60.00 PAT 2 ความถนัดทางวิทยาศาสตร์ เข้าสอบ 215,268 คน ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 231.50 ค่าัธยฐาน 80.00 PAT 3 ความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์ เข้าสอบ 59,556 คน ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 237.00 ค่ามัธยฐาน 81.00 PAT 4 ความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์ เข้าสอบ 35,863 คน ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 207.80 ค่ามัธยฐาน 81.60 PAT 5 ความถนัดทางวิชาชีพครู 157,713 คน ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 218.00 ค่ามัธยฐาน 64.00 PAT 6 ความถนัดทางศิลปกรรมศาสตร์ เข้าสอบ 34,622 คน ต่ำสุด 6.00 สูงสุด 136.00 ค่ามัธยฐาน 62.00 PAT 7.1 ความถนัดทางภาษาฝรั่งเศส เข้าสอบ 7,740 คน ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 285.00 ค่ามัธยฐาน 81.00 PAT 7.2 ความถนัดทางภาษาเยอรมัน เข้าสอบ 1,162 คน ต่ำสุด 30.00 สูงสุด 285.00 ค่ามัธยฐาน 87.00 PAT 7.3 ความถนัดทางภาษาญี่ปุ่น เข้าสอบ 6,799 ต่ำสุด 12.00 สูงสุด 300.00 ค่ามัธยฐาน 87.00 PAT 7.4 ความถนัดทางภาษาจีน เข้าสอบ 11,682 คน ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 279.00 ค่ามัธยฐาน 78.00 PAT 7.5 ความถนัดทางภาษาอาหรับ เข้าสอบ 1,032 คน ต่ำสุด 30.00 สูงสุด 247.50 ค่ามัธยฐาน 86.25 และ PAT 7.6 ความถนัดทางภาษาบาลี เข้าสอบ 601 คน ต่ำสุด 51.00 สูงสุด 258.00 ค่ามัธยฐาน 84.00.

เรื่องล่าสุดของหมวด สังคม

ดูหมวด สังคม ทั้งหมด