"หนูเล็ก" ยอมให้ลูกไปโรงเรียนแล้ว เปิดใจปัญหาหนักอก สอนภาษาอังกฤษลูกไม่ได้

"หนูเล็ก" ยอมให้ลูกไปโรงเรียนแล้ว เปิดใจปัญหาหนักอก สอนภาษาอังกฤษลูกไม่ได้

ยอมรับตรงๆ เลยว่าเป็นอีกหนึ่งคนที่แพนิคเรื่องการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จนไม่อยากให้ลูกชาย น้องวิน ไปโรงเรียนเลย สำหรับนักแสดงสาวอารมณ์ดี หนูเล็ก-ภัทรวดี ปิ่นทอง หรือ หนูเล็ก ก่อนบ่าย

ล่าสุด หนูเล็ก ได้ออกมาเปิดใจกับสื่อมวลชนว่า ตอนนี้ตัดสินใจยอมให้ น้องวิน ไปโรงเรียนแล้ว เพราะเชื่อมั่นในมาตรการของโรงเรียน อีกทั้งยังเผยถึงอีกหนึ่งปัญหาหนักอกที่เธอเก่งภาษาอังกฤษจึงไม่สามารถสื่อสารหรือสอนลูกได้เลย

ล่าสุดน้องถ่ายรูปติดบัตรแล้ว ?
"ใช่ค่ะ คุณครูเขาสั่งว่าช่วยถ่ายให้หน่อย โรงเรียนเปิดแล้ว เพราะต้องติดบัตรแล้ว"

วินเริ่มคิดถึงการไปหาเพื่อน ไปอยู่กับเพื่อนที่โรงเรียนไหม ?
"ใช่ เขาพูดตลอดว่าแม่อยากไปโรงเรียน แล้วก็อยากไปเจอทีเชอร์ พอไปวันแรกกลับมาบอกว่า แม่ครับวินอยากให้แม่ไปสอน เขาบอกว่าอยากให้แม่ไปสอน เราก็บอกว่า ทำไมลูก ไม่ชอบคุณครูเลย ไม่ แต่ว่าเด็กพูดไปเรื่อย แล้วพอสักพักเขาบอกว่า ไม่ชอบแม่อยากให้พ่อไปสอนแล้ว ก็เลยรู้ว่าวินพูดไปเรื่อย"

ติดโรงเรียนขนาดไหน ไม่เอาเราเลยไหม ?
"ไม่ค่ะ คือเหมือนกับว่าอยากไปโรงเรียนมากนะ แต่พอแม่ไปรับก็รีบมาหาแม่ เราก็เลยรู้สึกว่าโอเคถ้าเป็นอย่างนี้ลูกยังโอเคอยู่ แต่ถ้าหากว่าเมื่อไหร่ที่พอไปโรงเรียนปุ๊บแล้วไม่อยากกลับบ้าน อันนั้นแม่อันตรายแล้วแม่ต้องทำตัวเองใหม่แล้ว"

เล่าประสบการณ์ที่เราตัดสินใจพาลูกไปโรงเรียนหน่อย เพราะคุณแม่บางคนก็ยังกล้าๆ กลัวๆ ?
"จริงๆ แล้วเขาให้ไปตั้งนานแล้ว แต่เรายังไม่กล้าให้ไปเพราะเรากลัว จริงๆ คือป้องกันยังไงมันก็เสี่ยงไปหมด พอมันถึงเวลาจริงๆ ที่เขาถึงเวลาเปิดกันหมด ก็ต้องดูว่าระบบของโรงเรียนว่าเป็นยังไง ซึ่งที่นี่ตรวจทั้งพ่อตรวจทั้งแม่ ทุกคนที่จะมาส่งลูกต้องตรวจก่อน แล้วส่งผลก่อน แล้วลูกเองพอไปถึงโรงเรียนปุ๊บก็ตรวจแหย่จมูก แล้วก็จะส่งผลมาให้ผู้ปกครองทุกเช้า เราก็เลยรู้สึกว่าโอเค"

ต้องตรวจทุกวันเลย ?
"ใช่ค่ะทุกวันเลย จนตอนนี้รู้สึกมั่นใจค่ะว่าโอเค ปลอดภัยแล้ว แล้วก็ในโรงเรียนวินมีเด็กน้อยด้วยไม่ได้เด็กเยอะค่ะ"

แม่หลายคนก็จะกลัวการแหย่จมูกลูก ?
"เรายังกลัวเลย แหย่เองยังกลัว แต่ว่าเมื่อคืนลองแล้วมันก็สนุกดีนะ"

ลูกไม่ร้อง ?
"ลูกไม่ร้อง วินไม่เคยร้องค่ะ คือเหมือนตอนแรกร้อง แต่พอหลังๆ ก็ไม่ร้องแล้ว ชินแล้ว"

มันก็ไม่ได้หลอนอย่างที่คิด ?
"ถ้าเรายังไม่ได้ทำ มันน่ากลัวมากเลยนะ ถ้าเป็นคนที่กลัว แต่พอทำแล้วมันก็ไม่ได้อะไรมาก ยิ่งเราทำเองเรายิ่งรู้สึกเลยว่าเราแหย่ไปลึกขนาดไหนแล้วลึกพอหรือยัง เราจะแหย่ได้อีก นี่แหย่เกือบทะลุท้ายทอยนะ (หัวเราะ)"

ลดความกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ลงบ้างไหม ?
"ไม่มีความลดเลยค่ะ ก็ยังกังวลอยู่ตลอดเวลา แล้วก็กลัวกลัวมากๆ ค่ะ ว่าเราเจอคนรอบข้างที่เป็น แล้วเขามีอาการยังไงเรารับรู้มาตลอดเรายิ่งกลัวเลยค่ะ"

แต่ก็เลือกที่จะให้ลูกไปโรงเรียนมากกว่าที่จะเก็บตัวอยู่ที่บ้าน ?
"คือถ้าเราดูแล้วโรงเรียนไม่ปลอดภัย หรือว่าเราไม่มั่นใจ เราก็อยู่บ้านได้ แต่อย่างเราคือเด็กน้อย โรงเรียนปลอดภัยมาก แล้วก็มั่นใจในการตรวจของเขา"

ตอนนี้น้องวินเรียนชั้นไหนแล้ว ?
"2 ขวบ 7 เดือนค่ะ อยู่แค่เตรียมอนุบาล"

เขามีพัฒนาการอะไรใหม่ๆ ให้เราเห็นหลังจากไปโรงเรียนแล้ว ?
"พัฒนาการของวินเราเห็นมาตลอดเวลาอยู่แล้ว เพราะเขาพูดเยอะมาก เขาพูดรู้เรื่องมาก แล้วก็เหมือนมันเป็นช่วงเป็นทุกวัยเป็นทุกเด็ก ช่วงที่เขาจะพูดอะไรต่างๆ ออกมา แล้วมันทำให้แม่ว้าว เหมือนเขาจะพูด วินต้องกินข้าวนะ เขาบอกทำไมวินต้องกินข้าว อ้าวแล้วทำไมวินถึงไม่กินข้าว ก็วินกินนมก็ได้ ถ้าวินไม่กินนมวินกินขนมก็ได้ คือพูดเหมือนผู้ใหญ่มาก ซึ่งพอหนูถามลูกผู้กำกับก็เป็นแสดงว่าเด็กช่วงนี้ก็จะเป็นแนวนี้หมด เขาจะมีพัฒนาการที่ดีมากค่ะ"

ยิ่งอยู่ในช่วงจดจำเราระวังอะไรเป็นพิเศษไหมช่วงนี้ ?
"เราจะระวังเรื่องคำพูดของเรามาก แล้วก็ระวังเรื่องความคิด คำพูด จิตสำนึก คือเด็กจะจำแม้กระทั่งจิตสำนึกของผู้ปกครองของพ่อของแม่เลย"

เราดูแลยังไงเรื่องตรงนี้ ?
"ก็คือระวังเลย ถ้าเกิดว่าเหมือนสมมติขับรถแล้วหงุดหงิด อย่าหงุดหงิดเพราะลูกจะจำ จำเลยคือได้เลย แม้แต่พูดคำอุทานภาษาใต้ วินก็ได้เลยพอเวลาโมโหก็จะพูด วินไม่ได้ลูกอันนี้ไม่ได้มันเป็นคำอุทาน แต่ว่ามันไม่ได้สำหรับเด็ก แล้วก็ไม่ได้สำหรับผู้ใหญ่ด้วย แม่ขอโทษนะที่แม่พูด เขาบอก โอเคครับ"

แล้วน้องมีอาการดื้อซนหรือเอาแต่ใจบ้างไหม ?
"ไม่เลยค่ะ วินไม่ดื้อไม่ซน"

เรื่องภาษาเป็นยังไงบ้าง ?
"เรื่องภาษาก็ดีมากค่ะ ดีกว่าแม่เยอะมาก เหมือนเวลาพูดอะไรแล้วแม่พูดผิด เขาก็จะท้วงไม่ใช่ มันไม่ใช่ เหมือนปู แคป หรือเปล่า ไม่ใช่เขาเรียกว่า แครป เขามีเอ็กซ์เซนต์ของเขาเยอะมาก"

เหมือนเป็นการปูภาษา สอนภาษาในช่วงนี้เลย ?
"ใช่ค่ะ คือเหมือนลูกได้สอนภาษาเราด้วย"

แต่เหมือนเราไปรบกวนเพื่อนข้างบ้านด้วย ?
"ถ้าเรื่องเพื่อนคือเรื่องนั้นเขามาอยู่ข้างบ้านเราเอง เราไม่ได้ไปบังคับเขา พี่นุ้ยเขามาอยู่ข้างบ้านเราเอง แล้วเวลาโรงเรียนเขาส่งอะไรมามันเป็น 10 หน้าภาษาอังกฤษ ใครจะไปอ่านออก เราก็ต้องปรึกษาเขา เพราะเขาจบปริญญาโท เราต้องปรึกษาเขา ซึ่งเขาก็เต็มใจถ้าดูในคลิป ก็ปรึกษาตลอดเพราะว่าเราไม่รู้จะปรึกษาใคร จะไปปรึกษาครูบางทีก็เกรงใจเขา จะไปปรึกษาคนอื่นจะไปปรึกษาดีเจนุ้ยก็เกรงใจ ก็คือปรึกษาทุกคนนะ พี่คะมันอ่านว่าอะไร บางทีเกรงใจ แล้วถ้าถามว่าทำไมไม่เปิดในกลูเกิ้ลถ้าเล็กๆ น้อยๆ เปิดได้ ถ้าเยอะๆ เรารู้จักคนที่พูดได้แล้วมันเสียเวลาส่งไปทีเดียวจบให้เป็นภาระของเขาไป"

ตอนนี้รอบบ้านก็คือเป็นครูไปเลย ?
"ตอนนี้รอบบ้านก็คือจะเริ่มหน่ายกับเราแล้วแต่ทุกคนน่ารักค่ะ"

แม่ต้องไปเรียนคอร์สภาษาอังกฤษเพิ่มไหม ?
"คือจริงๆ เราไปเรียนกับวิน 2 เดือนเต็ม ไม่ได้อะไรมาเลย ก็เลยรู้สึกว่าโอเคเราไม่ควรที่จะไปเสียตังค์ในการเรียน"

แล้วเราแก้ปัญหายังไงเรากับสำเนียงลูกไม่เหมือนกัน ?
"ก็คือแก้ปัญหาด้วยการไม่พูดภาษาอังกฤษกับลูกค่ะ เพราะว่าเราพูดไม่ได้อยู่แล้ว แล้วก็ไม่ต้องพยายามปรึกษาโรงเรียน ปรึกษาผอ. ผู้บริหารบอกว่าเราไม่จำเป็นต้องพูดกับลูก เราไม่จำเป็นต้องพูดภาษาอังกฤษได้ก็ได้ ลูกก็จะเรียนรู้ของเขาเอง มาบ้านก็คือพูดไทย ไปโรงเรียนก็พูดภาษาอังกฤษ"