ล้อมจับระทึก! โจรใส่เสื้อ "กูติดยังวะ" เดินเข้าร้านสะดวกซื้อมือเปล่า เปิดเก๊ะกวาดเงินชิลล์ๆ

ล้อมจับระทึก! โจรใส่เสื้อ "กูติดยังวะ" เดินเข้าร้านสะดวกซื้อมือเปล่า เปิดเก๊ะกวาดเงินชิลล์ๆ
Sanook! Regional

สนับสนุนเนื้อหา

โจรใส่เสื้อ "กูติดยังวะ" เดินเข้าร้านสะดวกซื้อมือเปล่า เปิดเก๊ะกวาดเงินชิลล์ๆ ตำรวจตามจับ ล้อมระทึก 5 ชั่วโมง เพราะคนร้ายขัดขืนต่อสู้

เมื่อเวลา 21.30 น. เมื่อคืนที่ผ่านมา ร.ต.อ.ศิริ คารศรี สวส.สภ.ท่าตูม อ.ตูม จ.สุรินทร์ ได้รับแจ้งจากพนักงานขายสินค้า ภายในร้านสะดวกซื้อ สาขา 8179 บริเวณท่ารถโดยสารใกล้กับแม่น้ำมูล ภายในเขตเทศบาลตำบลท่าตูม อ.ท่าตูม คนร้ายเป็นชายรูปร่างอ้วนได้เงินไปจำนวน 2,267 บาท จากนั้นได้เดินออกจากร้านอย่างใจเย็น  ขับรถจักรยานยนต์ ยามาฮ่า รุ่นฟีโน สีม่วง-ขาว ขับหลบหนีไป หลังจากได้รับแจ้งเหตุ ได้วิทยุประสานแจ้งให้สายตรวจ ออกตรวจสอบตามเส้นถนนสายต่างๆในเขตเทศบาลตำบลท่าตูม และเส้นทางเส้นหลายหลักท่าตูม-จอมพระ ท่าตูม-สุวรรณภูมิ ท่าตูม-รัตนบุรี ที่คาดว่าคนร้ายจะขับจักรยานยนต์หลบหนี

เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปตรวจสอบที่ร้านสะดวกซื้อ หลังเกิดเหตุ ได้สอบถามพนักงานที่อยู่กะจำหน่ายสินค้าในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ มี 3 คน ซึ่งพนักงานในร้านเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกับเปิดภาพจากกล้องวงจรปิด ที่บันทึกภาพไว้ได้ พนักงานเล่านาทีที่เกิดเหตุว่า ช่วงเวลาดังกล่าว มีพนักงานในร้าน เข้ากะจำนวน 3 คน ซึ่งอยู่ที่เคาน์เตอร์ และมีลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้า ขณะเกิดเหตุ 2 คน ซึ่งลูกค้าที่เห็นเหตุการณ์ ก็วิ่งหนีออกจากร้านไป

ส่วน คนร้ายรูปร่างอ้วน สวมกางเกงขาสั้นสีดำ สวมเสื้อแขนสั้นสีเทา สกรีนข้อความว่า “กูติดยังวะ” สวมหมวกแก๊ปสีลายพราง สวมแมสสีขาว อายุ ประมาณ25-30 ปี  เดินเข้ามาภายในร้านแล้วก็เดินวนดูสินค้า อยู่สักพัก จากนั้นก็เดินเข้ามาขู่พนักงานที่เคาเตอร์ที่เก็บเงิน ให้เปิดเกะเอาเงินส่งมาให้ และขู่หากไม่เอาเงินจะทำร้าย แต่พนักงานไม่ได้ทำตาม จากนั้นคนร้ายซึ่งมาแบบมือเปล่า ไม่มีอาวุธติดมือมา เดินเข้ามาภายในเคาน์เตอร์ เปิดเก๊ะ ยืนหยิบเอาเงินอย่างใจเย็น จนเงินที่เป็นแบงค์หมด แล้วก็เดินออกจากร้านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จากนั้นขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป หลังจากนั้น พวกตนก็ได้ตรวจสอบเงินที่เก็บไว้ภายในเก๊ะหายไปจำนวน 2,267 บาท หลังจากนั้นได้โทรศัพท์ แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางมาตรวจสอบที่ร้าน

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าขอตรวจสอบกล้องวงจรปิด ที่บันทึกไว้ จึงทราบรูปพรรณคนร้ายชัดเจน สันนิษฐานว่าจะเป็นคนในพื้นที่ เพราะจากกล้องด้านหน้าพบคนร้ายมาแอบดูสองรอบแล้ว ประจวบเหมาะที่ปลอดคนค่อนข้างดึกแล้วจึงสบโอกาสเข้าทำการทันที  จึงเร่งส่งภาพถ่ายวงจรปิดประสานกำลังตำรวจชุดสืบสวนและสถานีตำรวจ สภ. ใกล้เคียง ประกาศตามตัวคนร้าย โดยระบุว่าคนร้ายขับขี่หลบหนีไปเส้นทางแยกกิโลศูนย์แยกไปอ.รัตนบุรี  ขณะนี้พอทราบตัวคนร้ายแล้ว เพราะเคยติดตามพฤติกรรมจากเหตุลักทรัพย์และยาเสพติดน่าจะเป็นคนในพื้นที่

ล่าสุด (28 ก.ย.64) เวลา 14.00 น.เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าตูม ได้ทำการตรวจภาพจากกล้องวงจรปิด ทั้งภายในร้านเซเว่น และกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งตามถนนสายๆต่างๆในเขตเทศบาลตำบลท่าตูม และสอบถามจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าตูม ที่เคยพบเห็นชายเหมือนคนร้ายในภาพจากกล้องวงจรปิด และยืนยันชายคนที่ก่อเหตุ น่าจะเป็น นายสมรักษ์  อายุ 25 ปี โดย พ.ต.ท.สนิท แสงสุวรรณ์ รองผกก.สืบสวน สภ.ท่าตูมพ.ต.ท.พรชัย คงชนะชัยสกุล สวป.ท่าตูม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดสุรินทร์ หน่วยปฏิบัติการพิเศษตำรวจภูธรสุรินทร์ เดินทางไปยังบ้านพัก

เจ้าหน้าที่ตำรวจพบนายสมรักษ์ นั่งเสพยาบ้าภายในบ้านพัก และทำการต่อสู้ขัดขืนการจับกุมของเจ้าหน้าที่ ขว้างเศษก้อนหิน ใส่เจ้าหน้าที่ ถือมีดจะทำร้าย  ใช้เวลาเจรจาให้มอบตัวกว่า 5 ชั่วโมง เพื่อให้คนร้ายมอบตัว  แต่คนร้ายต่อสู้ขัดขืนเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงใช้เหล็กง่ามบุกเข้าชาร์ทจับกุม นายสมรักษ์ แต่คนร้ายก็ต่อสู้ขัดขืนเพราะเป็นคนตัวอ้วนมีกำลังมาก เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงใช้ ปืนไฟฟ้า ยิงสกัดนายสมรักษ์ จนสามารถควบคุมคนร้ายไว้ได้ จากนั้นได้นำไปตรวจปัสสาวะที่ โรงพยาบาลท่าตูม ผลการตรวจปัสสาวะเป็นสีม่วง

เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อหา เสพยาติดให้โทษประเภทหนึ่ง (เมทแอมเฟตามีน) และข้อหาชิงทรัพย์ซึ่งพนักสอบสวนจะได้สอบปากคำผู้และจะแจ้งข้อหาต่อไปผู้ต้องหา ซึ่งผู้ต้องหา มีอาการทางประสาท เพราะเสพสารติด มาเป็นเวลานาน โดยตำรวจได้ตรวจสอบประวัติ พบว่า นายสมรักษ์ เคยก่อนเหตุชิงทรัพย์ร้านโทรศัพท์มือถือมาแล้วครั้งหนึ่ง ในตลาดอำเภอท่าตูม เมื่อไม่นานมานี้ ก่อนจะมาก่อเหตุซ้ำอีกในครั้งนี้

ผู้สื่อข่าวสอบถามผู้เป็นพ่อของผู้ต้องหาซึ่งไม่ยอมให้สัมภาษณ์ใด ๆทั้งสิ้น ได้กล่าวแต่เพียงว่า ลูกทำผิดแล้วก็ต้องยอมรับผิด และขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมก็มีชาวบ้านมามุงดูเป็นจำนวนมาก  เพราะไม่คิดว่าคนก่อเหตุจะเป็นลูกหลานในหมู่บ้านตนเอง