"แบม จณิสตา" ย้อนเล่าอุบัติเหตุหวิดโดนตัดขา-เผยเส้นทางรักหวานกับ "โบ๊ท บุตรรัตย์"

"แบม จณิสตา" ย้อนเล่าอุบัติเหตุหวิดโดนตัดขา-เผยเส้นทางรักหวานกับ "โบ๊ท บุตรรัตย์"
S! News

สนับสนุนเนื้อหา

แบม จณิสตา ย้อนเล่าอุบัติเหตุหวิดโดนตัดขา เล่าถึงตอนเป็นนักการเมืองเคยโดนขู่ สาดน้ำกรดให้เสียโฉม

แบม จณิสตา ที่วันนี้จะมาเปิดชีวิตหมดเปลือกกับเส้นทางเข้าสู่วงการที่เคยขึ้นหน้า 1 ในเหตุการณ์อุบัติเหตุเกือบต้องตัดขา พร้อมเผยชีวิตนักการเมืองที่ต้องแลกมาด้วยข่าวคาว หวิดเสียโฉมโดนขู่สาดน้ำกรดใส่หน้า แต่ไม่รู้ว่าที่ยุติการเป็นนักการเมือง เพราะมาเจอความรักกับสามีนักธุรกิจ โบ๊ท บุตรรัตย์ ที่รักกันมา 12 ปีหรือเปล่า และวันนี้จะมาเปิดเผยแชทลับจากหนุ่มใหญ่ที่เคยจ้างให้เจ้าตัวเป็นภรรยาลับ ผ่านทางรายการคุยแซ่บ Show ทางช่องวัน 31 ที่มี ธัญญ่า ธัญญาเรศ และ อาจารย์เป็นหนึ่ง เป็นพิธีกรดำเนินรายการ 

สถานการณ์โควิดกระทบร้านอาหารเป็นยังไงบ้าง?

แบม : "ปีนี้เป็นปีที่ 10 แล้วที่ทำร้านมา ก่อนหน้านี้มีอยู่ 8 สาขาในศูนย์การค้าชั้นนำต่างๆ พอเจอโควิดรอบที่ 1 ก็เซไปปิดไป 1 สาขา ที่เอสพลานาด แล้วพอมาโควิด 2-3 ก็มีอีกสาขานึง คือ เซ็นทรัลเวสต์เกตที่หมดสัญญาพอดี เราคิดว่าไม่ต่อสัญญาดีกว่า ก็เลยเหลือแค่ 6 สาขา" 

ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนเราแบกรับภาระเยอะไหม?

แบม : "ต้องบอกว่าหนักมาก ตั้งแต่โควิด 1 ยอดขายที่หายไป จากล็อกดาวน์ ปิดร้าน แล้วก็มาตรการต่างๆ คือยอดขายหายไปร่วม 90% ในขณะที่เราเป็นร้านที่มีสาขา เราต้องมีไม่ใช่พนักงานแต่ละสาขา ต้องมีพนักงานครัวกลาง มีพนักงานในส่วนกลางด้วยที่เราต้องดูแล พอโควิด 1 เราต้องปิดหมดเหลือแค่สาขาเดียว ทำแค่เดลิเวอรี่ รอบที่ผ่านมาทุกล็อกดาวน์หมดเลย ทุกอย่างอยู่บนออนไลน์ เดลิเวอรี่อย่างเดียว แต่ต้องหล่อเลี้ยงพนักงานทั้งบริษัทในหลายๆ สาขา และส่วนกลางด้วย มันเป็นอะไรที่ประคองยาก ก็เข้าเนื้อ ทุกร้านอาหาร หรือที่เป็นธุรกิจบริการ ทุกคนต้องแบก" 

ตอนนี้เป็นยังไงหลังจากเปิดร้านอาหารได้แล้ว?

แบม : "ด้วยมาตรการต่างๆ แล้วด้วยตัวเลขมันไม่ได้อยู่ในจุดที่พวกเรามั่นใจ คนก็ยังไม่ได้กลับไปเท่าเดิม เพราะตอนนี้มาตรการรับลูกค้าได้แค่ครึ่งนึง ซึ่งครึ่งนึงมันไม่สามารถมาต่อสู้กับค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้อยู่แล้ว แต่เราก็พยายามหากลยุทธ์ หารายได้ทางอื่น ทำออนไลน์ สร้างแบรนด์ใหม่ๆ เปิดเพื่อให้รายได้อื่นๆ เข้ามา จริงๆ ตอนนี้เป็นนโยบายแบบประคับประคอง"

พี่แบมได้บทเรียนจากครั้ง 1-2-3 ยังไงบ้าง?

แบม : "ทุกอย่างมันอยู่ที่พยายามปรับตัวให้เร็วที่สุด ทำให้เรารู้ได้ว่าบางสิ่งบางอย่างมันเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วอย่างที่เราคิด ภายใต้แรงกดดัน เพราะว่ามันไม่มีประตูออกแล้ว มันไม่มีทางเลือก เหมือนมันบีบคั้นให้เราเข้าไปจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้น มุมนึงเราก็เหนื่อยกับการที่ต้องฝ่าฟันต่อสู้ ประคับประคอง อีกมุมนึงแบมก็พูดอยู่เสมอว่า บางครั้งก็ขอบคุณโควิดนะที่มาเร่งอะไรหลายๆ อย่างที่เราจะต้องทำ"

มีช่วงนึงพี่แบมดังมาก ขึ้นหน้า 1 จากอุบัติเหตุ ตอนนั้นเหตุการณ์เป็นยังไงบ้าง?

แบม : "ตอนนั้นยังไม่เข้าวงการด้วย อายุ 17 ปี อยู่มัธยมปลาย ก็มีบทบาทในโรงเรียนบ้าง เลิกเรียนวันนั้นก็ไม่ได้ไปไหน เดินๆ รอรถมารับอยู่ แล้วอยู่ดีๆ เหมือนมีรถซิ่งแหกโค้งเข้ามาในโรงเรียนรอบสนามฟุตบอลแล้วดึงเบรกมือ ก็เลยกวาดนักเรียนไปประมาณ 9 คน

9 คน เห็นว่าพี่แบมหนักสุด ?

แบม : "ก็เป็นผู้หญิงคนเดียว ถ้าจะพูดถึงความหนัก จริงๆ ก็มีอีกคนก็หนักพอๆ กัน เขาก็โดนเข้าข้างหลังขาหัก 2 ข้าง แต่ในแง่ของแผลที่เกิดขึ้นภายนอกเราเหมือนหนักสุด แล้วก็ใช้เวลาในการรักษาค่อนข้างนาน เพราะมันเป็นเรื่องของเอ็นที่เท้า เท้าขวาเหมือนตัดจะขาดไปเลย ใต้เท้าคือเป็นแผลเย็บแบบยาวเลย พูดง่ายๆ คือส้นเท้าไม่มี

เห็นว่าต้องระวังการติดเชื้อของแผลมาก เพราะมีโอกาสที่จะต้องตัดขา?

แบม : "ใช่ค่ะ หลังจากนั้นก็นำไปสู่กระบวนการรักษา แล้วแผลเปิดแบบกระจาย แล้วมีการติดเชื้อ ต้องเข้าห้องผ่าตัดทุกวัน ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อขนาดที่ดีมาก ตอนนั้นหมอเริ่มบอกแล้วว่าโอกาสที่จะกลับมาเดินปกติอาจจะไม่มีหรือเหลือน้อย เหมือนกับว่าเราอาจจะเท้าไม่เท่ากัน แล้วหวังว่ามันจะไม่มีการติดเชื้อที่รุนแรงแล้วมันจะลาม จนนำไปสู่การตัดส่วนของรางกายออกไป" 

รักษาตัวนานไหม?

แบม : "ก็อยู่โรงพยาบาลหลายเดือนนะคะ สุดท้ายพอออกมาได้ก็ต้องเข้าเฝือกนานร่วมปี ต้องกายภาพบำบัด ทำหลายอย่าง ซึ่งมันเป็นปาฏิหาริย์สำหรับเราเหมือนกันนะว่าเราผ่านจุดนั้นมาได้ยังไง แล้วตามมาด้วยเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตอีกมากมาย เข้าวงการอย่างนี้ จากจุดที่เราเกือบเป็นคนที่เดินไม่ได้"

ปัจจุบันนี้มันยังมีแปลบๆ หรือยังมีความรู้สึกอยู่ไหม?

แบม : "ทุกวันนี้ความเจ็บมันไม่เคยหายเลย ส้นเท้าเรามันหายไป เขาเอาเนื้อเซลล์บางอย่างในร่างกายไปปลูกด้วย เพื่อให้มันหนาขึ้น ซึ่งเวลาเดินลงส้นเท้านี่เจ็บตลอด แล้วเสียดสีก็จะมีเลือดออก เอ็นก็จะเจ็บตลอด คือเจ็บจนเป็นปกติ จนเป็นเรื่องที่มันเป็นส่วนนึงของชีวิตไปแล้ว นั่งๆ อยู่ๆ ก็เจ็บ อะไรแบบนี้ คือเฉียดความเป็นผู้พิการ จะบอกว่าตอนนี้มีความพิการเล็กน้อยก็ได้นะ เพราะมันไม่ครบนะ ร่างกายเราไม่ได้ครบส่วน"

พี่แบมเคยมีความรู้สึกมันเป็นปมด้อยไหม?

แบม : "ตอนแรกๆ ที่เข้าวงการมันก็จะมีการถ่ายแบบ หรือเป็นพิธีกร ซึ่งมันต้องโชว์ ก่อนหน้านี้จะไม่ค่อยอยากเปิด ก็ใส่แล้วเอาผ้าปิด เพราะเมื่อก่อนแผลจะช้ำชัดด้วย ก็อาย คนเขามองว่าเท้าเราเป็นอะไร แต่ว่าสุดท้ายแล้วมันก็เป็นตัวเรา หลายๆ อย่างที่มันเกิดขึ้นในชีวิต เราก็ก้าวมาทำทั้งๆ ที่มันมีตำหนิแบบนี้ ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไรในการที่เราทำหลายๆ สิ่งในชีวิต"

พี่แบมเข้าวงการมาได้ยังไง?

แบม : "เหตุการณ์นี้น่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตละ ก็ไม่คิดนะว่าวันนึงจะมีโอกาสได้เข้ามาอยู่ในสปอตไลท์ โดยเฉพาะในวงการบันเทิง มาโชว์ถ่ายแบบหรืออะไรแบบนี้ แต่ในที่สุดพอเข้าจุฬาฯ ได้ ก็มีโอกาสได้เข้าไปทำงานในโครงการถวายสมเด็จ แล้วก็ท่านผู้หญิงวิยะฎา กฤดากร จากตรงนั้นก็เลยมีภาพเข้าไปอยู่ในหน้าสังคม แล้วก็ไปเจอกับพี่ชาลี ซึ่งเป็น บก.นิตยสารดิฉันโดยบังเอิญ ซึ่งพี่ชาลีอาจจะเห็นหน้า เห็นตามาบ้างแล้ว พี่ชาลีก็เลยชวนมาถ่ายปกนิตยสารดิฉันกันไหม"

"ตอนนั้นเราก็ดีใจมาก อยู่น่าจะประมาณปี 1 แล้วขาเราก็ไม่ได้สวย แต่พี่ชาลีก็บอกว่าเนี่ยมาถ่ายปกกัน ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นเป็นที่รู้จัก แต่จุดที่เป็นที่รู้จักจริงๆ คือตอนปี 4 ที่เป็นดัมเมเยอร์ฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ 50 ปี กับพี่ตั้ว ศรัณยู พี่แหวน ธิติมา น้องอร อรอนงค์ ตอนนั้นก็เลยมีโอกาสได้มาเจอกับคุณวิทวัจน์ ในรายการตีสิบ โดยมาสัมภาษณ์แบบหมู่คณะ แล้วอีก 2 วันทีมงานตีสิบก็ติดต่อมาอยากเชิญมาสัมภาษณ์เดี่ยว เพื่อจะรู้ว่าเราเป็นใครมาจากไหน อาจจะเป็นเพราะ 3 ท่าน คนนึงก็นางสาวไทย อีก 2 ท่านก็ดารา ก็เลยมีโอกาสได้เจอคุณวิทวัจน์ หลังจากนั้นก็มีคนติดต่อให้ไปถ่ายนิตยสาร ให้ไปถ่ายผลิตภัณฑ์หลายๆ อย่าง"

แล้วจริงๆ พี่แบมชอบวงการบันเทิงไหม?

แบม : "ทุกวันนี้ยังคิดถึง ก็เป็นอะไรที่สนุก จริงๆ อยู่ในรายการตีสิบ อาจจะ 3 ปี แต่ว่าเริ่มต้นตั้งแต่เป็นพิธีกรรายการอื่นๆ รวมๆ แล้วน่าจะมี 5 ปี ก็สนุกและมีความสุขที่ได้ทำ" 

ตอนนั้นมีคนชวนไปเป็นนักแสดงบ้างไหม?

แบม : "มีค่ะ ยังคิดเสียดายอยู่เลยนะ ตอนนั้นน่าจะไปเล่นสักหน่อย มันจะเป็นอะไรที่เป็นประสบการณ์ ซึ่งตอนนั้นถามว่าทำไมไม่ไป จริงๆ เป็นคนขี้เกียจ คือรู้ว่านักแสดงต้องทุ่มเทมาก เวลาไปออกกอง คิวได้ยินเวลาเขาเล่าว่าต้องรอ เรารู้สึกว่าขี้เกียจไปนั่งรอถ่าย แล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่บทบาทของเรา ก็เลยไม่เอาดีกว่า ไม่น่าจะเป็นเรา"

จากพิธีกร มาเล่นการเมือง มันคนละทางกันเลย?

แบม : "พอเรียนจบกลับมา ก่อนที่จะไปเป็นพิธีกรตีสิบ กลับมาเมืองไทยรับราชการก่อน แล้วไม่ได้มีความคิดเลยจะมาทำพิธีกรจริงจัง แต่พอมาทำปั๊บทำให้คนเห็นหน้าเราในความเป็นสาธารณะ และในหมวดที่เราเป็นข้าราชการก็เลยมีโอกาสได้เจอพวกผู้หลัก ผู้ใหญ่ที่เป็นนักการเมืองอยู่บ่อยครั้ง แล้วก็บทสัมภาษณ์ที่ออกมาเรามีความสนใจ เพราะเราเรียนรัฐศาสตร์ แล้วก็เรียนโทด้านนี้ ก็เลยเกิดการทาบทามว่ามาลง สส.ไหม เป็นข้าราชการก็ทำงานให้ประเทศได้นะ แต่ถ้าเป็นนักการเมือง เป็น สส. ถ้าได้รับเลือกตั้งเป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชนเลย ทำได้หลายเรื่องมาก ก็ตัดสินใจอยู่พอสมควร เพราะตอนนั้นก็เป็นพิธีกรแล้วด้วย รายการตีสิบ อะ เพราะเรารู้ว่าเราต้องออกจากตรงนั้น ห้ามเป็นคู่กัน" 

แสดงว่าเป็นความชอบตั้งแต่ทุนเดิมสำหรับการเป็นนักการเมือง?

แบม : "ต้องบอกว่าโดยพื้นฐานจริงๆ ลึกๆ คุณแม่ก็รัฐศาสตร์ แล้วคุณแม่ให้เราเข้ารัฐศาสตร์ แล้วมาทำงานราชการจริงๆ คุณแม่เป็นคนชอบการเมือง จริงๆ คุณแม่อยากให้เราทำงานราชการ หรือไปเป็นนักการเมืองอยู่แล้ว ซึ่งถามว่าตัวเองชอบไหม เราก็ทำได้ แล้วเราก็สนใจเรื่องบ้าน เรื่องเมือง แต่ว่าไม่ได้คิดว่ามันจะเร็วขนาดอายุ 26 ปีที่จะก้าวออกไปเลย แต่สุดท้ายตัดสินใจ เพราะได้รับโอกาสที่ดี"

พอเข้ามาในวงการนักการเมืองก็มีคนโทรมาขู่ มันมาได้ยังไง?

แบม : "พี่เป็นสส. เป็นนักการเมือง รวมกันแล้ว 2 สมัย แล้วก็ 8 ปี สมัยแรกเป็นแบบบัญชีรายชื่อ คือเลือกมาจากพรรคแล้วเราได้ แล้วสมัยที่สอง เราไปลงเลือกตั้งไปแบบแบ่งเขต คือเป็นตัวแทนในการหาเสียง พอเราลงพื้นที่มีผู้คนหลากหลายต่อสู้ มีการแข่งกันในพื้นที่ค่อนข้างเยอะมาก ดุเดือด หลายกลุ่มหลายพวก อย่างว่าคนที่ลงแข่งเขาอาจไม่ชอบเรา ก็เจอเรื่องน่ากลัวๆ ตอนนั้นอายุประมาณใกล้ 30 ปี"

ตอนนั้นกลัวไหม?

แบม : "ตอนนั้นตัวคนเดียวลุคบู๊ ทีมเวิร์ก พรรคพวกเยอะก็ไม่กลัวนะคะ เราก็ซ่า" 

พี่แบมจัดการกับความรู้สึกตรงนั้นได้ยังไง?

แบม : "พอได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนในพื้นที่ พอเราลงไปเขาเฮ เขาอยากให้เรามา มันเหมือนฮึกเหิม แล้วก็ไม่แคร์ เรารู้สึก เรามีประชาชนเป็นโล่ ถ้าอะไรเกิดขึ้นมันคงเป็นเรื่องอะไรที่ไม่น่าจบง่ายๆ  แล้วตัวคนทำก็ต้องเจออยู่แล้ว ก็เลยคิดว่าไม่น่ามีใครกล้าเอาตัวเองมาเสี่ยง ก็น่าจะเป็นคำขู่"

เห็นว่ามีเอาปืนมาขู่ลูกน้องพี่แบมด้วย?

แบม : "ใช่ ก็หลากหลาย บางทีเราไปออกงาน บางทีมีคนกินเหล้าเมา มาทีก็มาแบบอะไรอย่างนี้ แต่เราก็รู้อยู่แล้วว่าพื้นที่ไหน จุดเสี่ยงเป็นยังไง อันตราย เราก็จะมีทีมงานที่เข้าไป คือไม่เคยไปไหนคนเดียว"

มีท้อไหม?

แบม : "มีเหนื่อยเป็นพักๆ ท้อมีเป็นระยะๆ แต่ว่าเราเป็นคนอึด เหนื่อยๆ พอนอนข้ามคืนเหมือนมันรีชาร์จ มันก็เลยไม่ค่อยรู้สึกว่าจะถอย"

แล้วกับข่าวลือต่างๆ เหมือนเม้าท์พี่แบมว่าเป็นภรรยาน้อยบ้าง เวลาเราได้ยินรู้สึกยังไงบ้าง?

แบม : "จริงๆ ตั้งแต่เข้าวงการการเมืองมันก็จะมีมาตลอด ซึ่งจริงๆ เราเตรียมตัวในระดับนึง เรารู้อยู่พอสมควรว่ามาเป็นนักการเมือง มันเป็นกลยุทธอ่ะในการที่จะดิสเครดิตอีกฝั่งนึง เวลาได้ยินเราก็เซ็งนะ เพราะตอนที่เราอยู่วงการบันเทิง มันมีแฟนคลับ เราไม่ค่อยโดนอะไรแบบนี้ เป็นที่รัก แต่อยู่ดีๆ เราต้องมาโดนแบบว่าป้ายสีอะไรแบบนี้ แบมเชื่อว่าสุดท้ายความจริงก็ต้องปรากฏออกมาว่ามันเป็นยังไง"

"อย่างเรื่องที่โดนกับท่านหัวหน้าพรรคในยุคนั้น ก็จะเป็นประเด็นโจมตี เพราะว่าท่านหัวหน้าพรรคก็เอ็นดูแบมจริงๆ ในการทำงาน เพราะเราก็เป็นคนทำงานให้พรรค แล้วก็การทำงานของเราในยุคนั้นก็พิสูจน์คนที่ติดตามการเมืองในยุคนั้น คนที่ออกมาแสดงและหลุดพ้นจากราคีนี้ก็คือภรรยาและลูกสาวของท่านหัวหน้าพรรค" 

แล้วมีคนคิดต่อจริงๆ ไหม เพราะพี่แบมทั้งสวย ทั้งสาว และอยู่ตรงนั้น น่าจะมีผู้ใหญ่ที่เขามองพี่เหมือนกัน?

แบม : "มันก็คงจะมีนะ แต่ว่าเราก็ต้องมีวิธีหลบหลีก เอาตัวรอด"

แต่ว่าสุดท้ายก็มาพบรักกับคุณสามี?

แบม : "ตอนนั้นกำลังจะคบสมัยของการเป็น สส.แล้วนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ต้องมีการยุบพรรค พอเราผ่านการเลือกตั้งไปก็มีเหตุการณ์การยุบพรรค แล้วก็พรรคการเมืองที่สังกัดโดนคำสั่ง กรรมการบริหาร ซึ่งเราเป็นหนึ่งในนั้นด้วยต้องเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี เราก็เลยโอเค ทำอะไรไม่ได้แล้ว ก็เลยเริ่มกลับมาใช้ชีวิตที่เป็นตัวของตัวเอง หลังจากเกือบ 10 ปีไม่เคยไปนั่งฟังเพลงข้างนอก ใช้ชีวิตสาวๆ วัยรุ่น ก็เลยมีโอกาสได้ไปแล้วไปเจอกับพี่โบ๊ทโดยบังเอิญที่สถานที่นั่งฟังเพลงที่นึง เราเห็นหน้าเขาแบบไม่รู้ทำไมหน้าเขาเตะตาเรา เราคิดในหัวว่าเด็กคนนี้หน้าตาบ๊องแบ๊วจังเลย"

ทำไมถึงใช้คำว่าเด็ก?

แบม : "เพราะคิดว่าเขาอายุน้อยกว่า ไม่ได้คิดว่าเขาเป็นรุ่นพี่"

 

เห็นแล้วสเปคเลยไหม?

แบม : "ไม่ๆ เห็นแล้วแบบเหมือนเราเห็นดาราคนนึง ว่าเออ...น้องคนนี้หน้าตาดีนะ แต่ว่าพอเวลาผ่านไปสักพัก อยู่ดีๆ ก็แบบแบมๆ นี่แนะนำให้รู้จักรุ่นพี่โรงเรียนสาธิต หันไปเอ้า...เด็กคนเมื่อกี้ ยกมือไหว้แทบไม่ทัน ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ได้แนะนำให้รู้จัก" 

แล้วต่อเนื่องกันยังไง?

แบม : "เราก็แบบว่า...สวย ไม่รวย แต่หยิ่งนะ เขาก็ขอเบอร์หน่อย แต่เราเป็นคนที่แบบอยู่ดีๆ ไม่ไปให้เบอร์โทรศัพท์กับใคร ในความรู้สึกแบบไม่ได้ให้เบอร์ผู้ชายแปลกหน้า เหมือนเราแบบมีใจ ก็ไม่ให้ เปลี่ยนเรื่อง แต่เราก็รู้ว่าเดี๋ยวเขาก็คงเอาได้แหละ" 

แล้วนานขนาดไหนพี่ถึงเปิดใจแล้วได้คุยกัน?

แบม : "ก็น่าจะประมาณสักเดือน สองเดือน เขาก็โทรมา เริ่มคุยโทรศัพท์ตอนนั้น แต่ว่าไม่ไปกินข้าวกับเขาเลยนะ เรามีความรู้สึกแบบถ้าเราไม่ได้รู้จัก ไม่ได้เป็นเพื่อนของเพื่อนที่เราแบบว่าคุ้นเคยแล้ว ไปนั่งทานข้าวด้วย ยุคนั้นเดี๋ยวจะมีความรู้สึกว่าเรามีใจให้ เสียฟอร์มเรา ไม่ไป ทั้งที่จริงๆ แล้วต้องไปตั้งนานแล้วนะ" 

สุดท้ายแล้วทำไมถึงต้องไป?

แบม : "มันมีเหตุการณ์ที่ต้องเดินทางไปดูงานที่ต่างประเทศ ที่อเมริกาประมาณ 3 สัปดาห์ เขาก็บอกว่ามาเถอะ มาเจอกัน ทานข้าว ไม่มีอะไรกินข้าว คุยกันได้ เราก็มานั่งคิด เราก็ 30 กว่าแล้วจะมาอะไรกันมากมาย ก็เลยโอเคไปก็ได้ ก็เลยได้ไปทานข้าวกัน 1 มื้อก่อนที่จะเดินทางไปต่างประเทศ"

บรรยากาศเป็นยังไงบ้าง?

แบม : "ก็เคร่งเครียด พี่โบ๊ทเขาสนใจเรื่องเหตุการณ์บ้านเมือง เขาเป็นคนคุยที่มีสาระ ซึ่งที่ผ่านมาเราไม่เคยคุยกับผู้ชายที่มาเดทหรือมาจีบในลักษณะประมาณนี้ ก็แปลกใจนิดนึง ก็โอเคเขามีอีกมุมนึงที่เราไม่เคยเจอ ข้ามคืนนั้นก็ไปต่างประเทศ ก็คุยกันผ่านวีดิโอคอล แล้วพอถึงวันที่แบมจะต้องกลับเมืองไทยแล้ว ตอนนั้นอยู่ซานฟรานฯ มันใกล้ถึงเดือนตุลาคมคือวันเกิด เขาก็บอกว่าเดี๋ยวกลับมา มากินข้าวที่กรุงเทพฯ ด้วยกันนะหลังวันเกิด เราโอเค แต่เขาบอกว่าที่นัดไว้ทานข้าวยกเลิกนะ ตอนแรกก็แบบอะไร เขาบอกเดี๋ยวจะบินไปทานที่นั่นด้วย"

พอเขาบอกเดี๋ยวบินมา พี่เชื่อไหม?

แบม : "ช็อก คือแบบนี่อีก 3 วันจะกลับนะ จะมาเหรอ มาได้ยังไงเขาก็บอกไป เดี๋ยวไปพรุ่งนี้เลย" 

รู้สึกยังไงพอเขามาเซอร์ไพรส์ถึงที่?

แบม : "เป็นอะไรที่ประทับใจนะ แล้วมา 2-3 วัน ก็รู้สึกว่าเขาก็ต้องชอบเราจริงนะ"

วันนั้นตัดสินใจเป็นแฟนกันเลยไหม?

แบม : "ค่ะ ก็กลับมาก็คุยกันต่อ จริงๆ เราก็เริ่มผู้ใหญ่กันแล้ว เป็นคนใกล้ชิดกันไม่ได้ประกาศอะไรว่าเป็นแฟน แต่ก็คือคบกัน" 

มีทะเลาะกันถึงขั้นบอกเลิกไหม?

แบม : "มีนะคะ ส่วนใหญ่บางทีพี่ก็บอก บางทีก็ไม่ได้บอก ก็แบบว่าห่างๆ กันแล้วกัน แต่ก็ไม่กี่วันหรอก คิดว่าต่างคนต่างกลัวมากกว่า คือเขาก็จะ 40 แล้ว เขาจะต้องแต่งงาน เขาไม่อยากจะคบใครแบบหลายๆ คน มันเลยเป็นความรู้สึกแบบกลัวมากกว่าตกลงมันใช่ไหมเนี่ย เหมือนระแวงกันไปมา ถามว่าใครง้อใคร ก็ง้อกันไปมา แต่จริงๆ เขาไม่ชอบคนขี้งอนนะ ถ้าเรางอนแบบงุ้งงิ้งเขาจะไม่ แต่ถ้าเขารู้สึกว่าที่เราโกรธกันมันเป็นเรื่องของความไม่เข้าใจกัน เขาก็จะกลับมาพูดแบบเดี๋ยวทานข้าวกันไหม"

คบนานไหมกว่าจะมีการขอแต่งงาน?

แบม : "น่าจะประมาณสัก 2 ปี" 

ติดตามชมรายการ คุยแซ่บ Show ทุกวันจันทร์-วันศุกร์  เวลา13.40-14.40 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama