รพ.วชิระภูเก็ต เปิดผลฉีดแอสตร้าฯ เข็ม 3 เข้าผิวหนัง ใช้ปริมาณวัคซีน 20% ภูมิขึ้นสูง

รพ.วชิระภูเก็ต เปิดผลฉีดแอสตร้าฯ เข็ม 3 เข้าผิวหนัง ใช้ปริมาณวัคซีน 20% ภูมิขึ้นสูง

รพ.วชิระภูเก็ต เปิดผลฉีดแอสตร้าฯ เข็ม 3 เข้าผิวหนัง ใช้ปริมาณวัคซีน 20% ภูมิขึ้นสูง
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

รพ.วชิระภูเก็ต เผยผลทดลองกับอาสาสมัคร ฉีดเข็ม 3 ใช้วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าฉีดเข้าผิวหนังปริมาณเพียง 20% พบภูมิขึ้นสูงกว่าปกติ ผลข้างเคียงน้อยกว่า

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ต โพสต์เพจเฟซบุ๊ก โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต ประสบความสำเร็จ วิจัยฉีดวัคซีนเข็ม 3 ด้วย วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า แบบฉีดเข้าผิวหนังโดยใช้ปริมาณวัคซีนเพียง 20% พบภูมิต้านทานขึ้นสูงกว่าปกติ ขณะที่ผลข้างเคียงน้อยกว่าฉีดแบบทั่วไป โดยระบุว่า

“โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต ประสบความสำเร็จในการทำวิจัยฉีดวัคซีนเข็ม 3 ด้วย วัคซีน Astrazeneca แบบฉีดเข้าผิวหนังโดยใช้ปริมาณวัคซีนเพียง 20%

ในการวิจัยนี้ มีอาสาสมัครอายุระหว่าง 18-60 ปี จำนวน 242 คนที่เคยได้รับวัคซีน Sinovac แล้ว 2 เข็มเข้าร่วมโครงการ โดยแบ่งอาสาสมัครเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1 ได้รับการฉีดแบบทั่วไป (แบบเข้ากล้ามเนื้อ) จำนวน 120 คนโดยได้รับวัคซีน 0.5 ml
กลุ่มที่ 2 ได้รับการฉีดแบบใต้ผิวหนัง จำนวน 122 คน โดยได้รับวัคซีน 0.1 ml หรือ 1 ใน 5 ของการฉีดแบบทั่วไป

ผลการทดลองพบว่า ภูมิต้านทานของผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนแบบใต้ผิวหนัง มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าผู้ที่รับการฉีดวัคซีนแบบทั่วไปเล็กน้อย โดยผู้ที่รับการวัคซีนแบบใต้ผิวหนัง มีภูมิคุ้มกันเฉลี่ย 17,662.3 AU/ml และ ผู้ที่รับการฉีดวัคซีนแบบทั่วไป มีภูมิคุ้มกันเฉลี่ย 17,214.1 AU/ml

โดยผู้รับวัคซีนทั้งสองกลุ่ม มีค่าภูมิคุ้มเกินเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด (840 AU/ml) ซึ่งผลข้างเคียงในการฉีดวัคซีนแบบใต้ผิวหนัง มีน้อยกว่าการฉีดแบบทั่วไป เช่น มีไข้ หรือปวดศีรษะเพียง 70 ราย เมื่อเทียบกับการฉีดแบบทั่วไป 98 ราย แต่การฉีดวัคซีนแบบใต้ผิวหนังจะมีผลข้างเคียงบริเวณที่ฉีดเช่น ระคายเคือง และบวมแดงมากกว่าแต่ไม่เป็นที่น่าวิตกกังวล

นายแพทย์เฉลิมพงษ์ สุคนธผล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต กล่าวว่า ทางโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต นำโดย พญ.ศุภลักษณ์ ละอองเพชร และ พญ. วิทิตา แจ้งเอี่ยม ได้ริเริ่มงานวิจัยนี้ เพื่อเป็นทางเลือกในการบริหารวัคซีน ของจังหวัดภูเก็ต และน่าเป็นทางเลือกของประเทศไทยในการใช้วัคซีนเข็มที่ 3 ที่ใช้ปริมาณน้อยลงถึง 5 เท่า

การวิจัยนี้ ทำเพื่อยืนยันผลการฉีดวัคซีนแบบใต้ผิวหนังว่า ภูมิคุ้มกันหลังฉีด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับหรือสูงกว่าการฉีดแบบทั่วไป และเป็นการเปิดมิติใหม่ ในการใช้วัคซีนเข็ม 3 ให้กับประชาชน

โดยจังหวัดภูเก็ตจะนำร่องในการฉีดวัคซีน Astrazeneca แบบใต้ผิวหนัง ให้กับชาวภูเก็ตจำนวน 200,000 คนที่ได้รับวัคซีน 2 เข็ม ชนิด Sinovac ไปก่อนหน้านี้

การกลับไปสู่วิถีชีวิตปกติ ความจำเป็นของการได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 น่าจะเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง และในภาวะที่วัคซีนมีจำนวนจำกัด การใช้เทคนิคการฉีดแบบใต้ผิวหนัง จะใช้วัคซีนที่น้อยกว่า ทำให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตแบบปกติได้เร็วขึ้นกว่าเดิมมาก

นอกจากนี้ ยังน่าจะเป็นวิธีการสำคัญ ในการแก้ปัญหาวัคซีนขาดแคลนของมนุษยชาติ ที่จะรับมือกับโควิด-19 โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดเชื้อสายพันธุ์เดลตาอีกด้วย”

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook