อิสราเอลกับการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์เพื่อนบ้าน!

อิสราเอลกับการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์เพื่อนบ้าน!

ความลับที่ดูเหมือนว่าใครๆ ก็ทราบว่าประทศอิสราเอลได้สร้างหัวรบปรมาณูเสร็จแล้วมากกว่า 200 หัวรบ ด้วยเตาปฏิกรณ์ที่ศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ชิมอน เปเรส เนเกฟ เมืองดิโมนา แต่ทางการอิสราเอลไม่รับและไม่ปฏิเสธว่าอิสราเอลมีอาวุธนิวเคลียร์ที่พร้อมใช้การได้จำนวนเท่าใด

แต่อิสราเอล ซึ่งเป็นประเทศที่มีศัตรูรอบด้านในภูมิภาคตะวันออกกลางมีนโยบายที่จะขัดขวางทุกประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางมิให้มีอาวุธนิวเคลียร์ได้โดยเด็ดขาดในทุกวิถีทางและได้ปฏิบัติการทางทหารกับ 3 ประเทศ คือ อิรัก ซีเรีย และอิหร่าน ตามลำดับ

บทความนี้จะบรรยายความเป็นมาที่อิสราเอลได้โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของประเทศอิรัก ซีเรีย และอิหร่านเริ่มจากปัจจุบันย้อนหลังไปเป็นเวลาร่วม 40 ปีที่ผ่านมา

หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ได้อ้างคำพูดของผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านข่าวกรองและการทหารที่มีความคุ้นเคยกับศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ที่ดิโมนาเป็นอย่างดีหลายคนได้ ระบุว่า อิสราเอลมีปั่นเครื่องเพิ่มความเข้มข้นวัสดุนิวเคลียร์ (Centrifuge) ของตนในลักษณะคล้ายคลึงกับเครื่อง Centrifuge ที่ติดตั้งอยู่ที่ศูนย์นิวเคลียร์ เมืองนาตันซ์ ของประเทศอิหร่าน ที่ทางการอิหร่านกำลังพยายามอย่างหนักเพื่อเพิ่มความเข้มข้นของยูเรเนียมเพื่อพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ปรากฎว่าเมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 เม.ย. ที่ผ่านมานี้ หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ได้อ้างจากแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ข่าวกรองทั้งของสหรัฐฯและของอิสราเอลโดยไม่ระบุชื่อ รายงานเหมือนกันว่า อิสราเอลมีบทบาทในการโจมตีครั้งนี้ ซึ่งเกิดการระบิดที่ทำลายระบบไฟฟ้าที่ส่งเข้าเครื่องปั่นเพื่อเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียมซึ่งตั้งอยู่ชั้นใต้ดินของโรงงานที่เมืองนาตันซ์แห่งนี้

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงวันเดียวหลังจากที่อิหร่านประกาศว่าได้เริ่มเดินเครื่องอุปกรณ์หมุนเหวี่ยงเสริมสมรรถนะยูเรเนียมขั้นสูงในโรงงานในนาตันซ์ ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงนิวเคลียร์เมื่อปี 2558 กับชาติมหาอำนาจ ที่หยุดชะงักอยู่ในขณะนี้ และเห็นกันว่าเป็นการสร้างแรงกดดันเพิ่มอำนาจต่อรองของฝ่ายอิหร่านที่เริ่มเจรจากับสหรัฐอเมริกาและชาติมหาอำนาจอื่นๆ ที่กรุงเวียนนา

ความจริงการโจมตีของอิสราเอลต่อเครื่องปั่นเพื่อเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียมซึ่งตั้งอยู่ชั้นใต้ดินของโรงงานที่เมืองนาตันซ์ของอิหร่านนี้ไม่ใช่เป็นครั้งแรกเพราะเมื่อปี 2553 ทางการอิสราเอลได้ส่งไวรัสคอมพิวเตอร์ที่มีชื่อว่า สตุกซ์เน็ต (Stuxnet) เข้าโจมตีโรงงานที่เมืองนาตันซ์นี้ ทำให้ความเสียหายถึงขั้นทำให้พวกเครื่องเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียมที่จัดวางเรียงเป็นแถวๆ เป็นชั้นๆ เกิดการแตกหักพัง โดยที่ไวรัสตัวนี้คาดว่าเป็นผลงานการพัฒนาร่วมกันระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิสราเอล

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 5-6 ก.ย. 2550 อิสราเอลได้ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดไปถล่มโรงงานอัลคีบาร์ ในจังหวัดเดอีร์เอสซอร์ของซีเรีย ห่างจากกรุงดามัสกัสทางตะวันออกเฉียงเหนือ 450 กิโลเมตร โดยอิสราเอลเชื่อว่าโรงงานแห่งนี้เป็นโรงปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของซีเรีย ซึ่งก่อสร้างใกล้เสร็จแล้ว

แม้ว่ารัฐบาลซีเรียจะยืนกรานปฏิเสธมาโดยตลอดว่าซีเรียไม่ได้สร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์และทางกระทรวงกลาโหมอิสราเอลได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2561 ว่าเตาปฏิกรณ์นี้สร้างใกล้จะแล้วเสร็จ ปฏิบัติการโจมตีครั้งนี้สามารถขจัดภัยคุกคามจากขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ของซีเรียที่กำลังจะส่งผลต่ออิสราเอลและต่อภูมิภาคนี้โดยรวม

ส่วนในวันที่ 7 มิ.ย. 2524 กองทัพอากาศอิสราเอล ได้ทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะทำได้ นั่นคือ การบุกเข้าไปถึงใจกลางดินแดนข้าศึก ทิ้งระเบิดทำลายเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของอิรักที่ฝรั่งเศสช่วยสร้างให้โดยแลกกับน้ำมันและเงินจำนวนมหาศาลและผลจากการโจมตีทำให้เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของอิรักถูกทำลายอย่างสิ้นเชิงช่างเทคนิคชาวฝรั่งเศสเสียชีวิตหนึ่งคน ทหารอิรักเสียชีวิต 10 นาย โดยเครื่องบินโจมตีของอิสราเอล 14 เครื่องกลับมายังฐานทัพในอิสราเอลอย่างปลอดภัย

ครับ! ไม่ว่าประเทศใดในภูมิภาคตะวันออกกลางหากจะมีศักยภาพในการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นมาได้ก็คงต้องถูกทางการอิสราเอลพยายามขัดขวางและทำลายอยู่ร่ำไป