"ซาร่า คาซิงกินี" ให้ "ไมค์ พิรัชต์" เซ็นรับรองบุตร แต่สิทธิปกครองเป็นของตน

"ซาร่า คาซิงกินี" ให้ "ไมค์ พิรัชต์" เซ็นรับรองบุตร แต่สิทธิปกครองเป็นของตน
INN News

สนับสนุนเนื้อหา

ได้บทสรุปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับการไกล่เกลี่ยรอบ 3 ในการยื่นขอเซ็นรับรองบุตรของ ไมค์ พิรัชต์ และอดีตแฟนสาว ซาร่า คาซิงกินี โดยใช้เวลาในการไกล่เกลี่ยนานกว่า 9 ชั่วโมง

โดย นายประมาณ เลืองวัฒนะวณิช ทนายความ ได้เปิดเผยว่า "ข้อตกลงเรื่องของผู้เยาว์ซึ่งเป็นเรื่องของการใช้อำนาจปกครองกับบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย ทางซาร่าตกลงให้ไมค์เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฏหมาย และซาร่าขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว โดยมีอำนาจในการกำหนดถิ่นที่อยู่ กำหนดสถานที่ศึกษา และกำหนดเรื่องอื่นๆเกี่ยวกับชีวิตของลูก และสามารถที่จะเป็นตัวแทนของลูกได้โดยลำพัง รวมถึงเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องของค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งหมด โดนไมค์ไม่ต้องจ่ายนับจากวันนี้"

"ส่วนในเรื่องของค่าเทอมนั้น จะรับผิดชอบร้วมกันคนละครั้งจนถึงชั้น ป.6 จากนั้นในชั้น ม.1 จะให้ไมค์และบุตร เป็นผู้ปรึกษาตกลงกันในเรื่องของการเลือกสถานศึกษา โดนไมค์จะรับผิดชอบเรื่องค่าเทอมต่อจนจบในระดับปริญญาตรี รวมถึงรับผิดชอบในเรื่องของค่าเจ็บป่วยของลูกในส่วนของค่ารักษา พยาบาล ค่าประกันชีวิต และมีสิทธิในการเจอลูกได้เดือนละ 2 ครั้งและต้องแจ้งล่วงหน้าเป็นเวลาประมาณ 5 วัน โดยทั้งนี้ต้องได้รับการยินยอมจากลูกด้วย"

ด้าน ซาร่า เปิดเผยด้วยน้ำตาคลอว่า "ยอมรับว่าค่อนข้างเครียด เพราะเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องที่หลายคนวิพากษ์วิจารณ์และส่งผลกระทบกับลูก แต่ก็ถือว่าวันนี้จบด้วยดี และทุกอย่างมีการลงลายลักษณ์อักษรแล้ว หลังจากนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องคุยกันเอง ส่วนบรรยากาศก็ต้องยอมรับว่าไม่เหมือนเดิมอยู่แล้ว เนื่องจากมีปัญหากันมาตั้งนานแล้ว ซึ่งตนก็หวังว่าทุกอย่างจะกลับมาดีขึ้น แต่ ณ วันนี้ก็ไม่ได้เหมือนเดิม ซึ่งหลังจากนี้หากไมค์จะพาลูกไปรับงาน ทางตนก็ไม่ได้ติด และไม่อยากให้ทุกคนยึดติดถึงเรื่องเก่า เพราะเป็นเรื่องที่ทนายต้องร่างขึ้นมาเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก ไม่ได้เกี่ยวกับตน เพราะฉะนั้น ณ วันนี้ไม่ว่าจะเป็น 6 ข้อเรียกร้อง หรือข้อเลี้ยงร้อง หรือ 2,500 ทุกอย่างคือการไกล่เกลี่ยปรับเปลี่ยนกันได้ตลอดเวลา ไม่ใช่ข้อสรุป แต่เป็นการพูดคุยและตกลงกัน"

"โดยยึดผลประโยชน์ของลูกเป็นหลัก ยืนยันไม่เคยกีดกัดไมค์เจอลูก แม้ว่าอีกฝั่งจะพูดมาตลอดว่ามีการกีดกัน ซึ่งตนก็อยากขอหลักฐานในการกัดกัน เพราะไม่มีทางเป็นไปได้ เนื่องจากในโซเชียลต่างๆ ของอีกฝ่ายและคนรอบข้าง ก็ยังมีรูป มีการลงว่าได้มีการพูดคุย พบปะ และเจอกันตลอด แต่ด้วยสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา ก็ทำให้ไม่สามารถเดินทางไปได้ เนื่องจากสนามบินปิด ประกอบกับตนกำลังตั้งท้องด้วย ดังนั้นจึงไม่ใช่การกีดกัน ประกอบกับแม็กซ์เวลล์รู้อยู่แล้วว่าใครคือพ่อ แล้วตนจะไปทำร้ายความรู้สึกลูกเพื่ออะไร การที่พ่อกับแม่ทะเลาะกัน ไม่ใช่เรื่องที่ตนจะนำไปใส่ลูก และจะห้ามไม่ให้เจอกันเพื่ออะไร มันเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้วที่พ่อลูกรักกัน"

 

"หลังจากนี้หากลูกถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้น หรือได้อ่านข่าวนี้ ตนก็จะพูดตามความจริง และเชื่อว่าลูกอยู่กับตนมาตลอด คงไม่ตัดสินเรื่องนี้ตามที่ข่าวเป็น และเชื่อว่าลูกจะต้องมีเกาะป้องกันต่างๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าครอบครัวเป็นแบบไหน และข่าวก็คือข่าว และในมุมมองของตนในฐานะความรักที่ไม่ประสบผลสำเร็จในชีวิต แต่ในมุมความเป็นแม่ตนเชื่อล้านเปอร์เซ็นต์ว่าตนไม่ได้เป็นแม่ที่เลวร้ายเหมือนที่ข่าวเขียน ไม่ใช่แม่ที่เอาลูกเป็นตัวประกัน รีดไถ ตั้งแง่ หรือกีดกัน เชื่อว่าลูกรู้ว่าตนรักลูกมาก และอยากให้ลูกรักพ่อมากเหมือนที่รักตน"

"ดังนั้นตนเชื่อมั่นว่าลูกจะต้องรู้ว่าที่ตนทำตรงนี้ ทำทุกอย่างเพื่อลูกจริงๆ พร้อมยอมรับเหนื่อยเนื่องจากเหตุการณ์ตอนที่ตนตั้งท้องด้วย และหลังจากนี้ภาระที่ตนต้องแบกค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างหนักหน่วงสำหรับตน และด้วยข่าวที่ออกไปก็มีผลกระทบกับหน้าที่การงาน ตนมองว่าหลังจากนี้สิ่งที่ต้องรับผิดชอบนั้นค่อนข้างเยอะ ตนจึงต้องขยัน อดทน ทั้งในเรื่องของการเลี้ยงดูและรับอุปการะค่าเลี้ยงดูทั้งหมด จึงอยากจะขอโอกาสให้ทุกคนเปิดใจและเข้าใจตนมากกว่านี้