ดราม่า วีไอพี ลัดคิวหมอฉีดวัคซีนโควิด ผอ.รพ.โร่แจง เป็นความเข้าใจผิด

ดราม่า วีไอพี ลัดคิวหมอฉีดวัคซีนโควิด ผอ.รพ.โร่แจง เป็นความเข้าใจผิด
Sanook! Regional

สนับสนุนเนื้อหา

กรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊คโพสต์ถึงการฉีดวัคซีนโควิด-19 ล็อตแรกของจังหวัดเชียงใหม่ที่มีขึ้นวานนี้ โดยให้ข้อมูลว่ามีกลุ่ม "บุคคลวีไอพี" ลัดคิวแพทย์ เพื่อให้ตัวเองได้ฉีดวัคซีนก่อนคนอื่น และทำให้แพทย์บางคนไม่ได้รับการฉีดวัคซีน  

ล่าสุด น.พ.วรเชษฐ เต๋ชะรัก ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครพิงค์​ จ.เชียงใหม่ ชี้แจงเรื่องนี้ว่า เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน โดยอธิบายว่าวัคซีนล็อตแรกที่จังหวัดเชียงใหม่ได้รับจำนวน 1,750 คน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดได้จัดสรรให้กับกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ทั้งหมด 1,450 คน และกลุ่มบุคลากรด่านหน้าอื่นๆ อาทิ อสม. ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และ หน่วยงานอื่นๆ ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรค รวมทั้งตัวแทนจากภาคการท่องเที่ยว รวมทั้งหมด 300 คน ซึ่งในจำนวนนี้แต่ละหน่วยงานจะคัดเลือกเจ้าหน้าที่ที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีนตามลำดับความสำคัญของแต่ละหน่วยงาน โดยทั้งหมดนี้ไม่มีกลุ่มบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่มีความจำเป็น เข้ารับการฉีดวัคซีนแต่อย่างใด  

ส่วนที่เกิดเป็นประเด็นอาจเป็นเพราะการฉีดวัคซีนเมื่อวานนี้ ก่อนที่จะเริ่มฉีดได้มีการแถลงข่าวกับสื่อมวลชน ในการแถลงข่าวมีทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและตัวแทนจากหน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรฉีดวัคซีนเข้าร่วม ซึ่งทุกคนก็จะแต่งชุดข้าราชการประจำหน่วยงานมาร่วมแถลงข่าว ก่อนเข้ารับการฉีดวัคซีน  

ขณะที่หลายหน่วยงาน อาจส่งผู้บริหารหรือผู้บังคับบัญชามาร่วมฉีดด้วย เพราะต้องการสร้างความเชื่อมั่น เนื่องจากการสำรวจก่อนหน้านี้ พบว่ามีเจ้าหน้าที่หลายคนในหน่วยงานที่ได้รับการคัดเลือก ตัดสินใจที่จะยังไม่รับวัคซีน เพราะยังกังวลถึงประสิทธิภาพ ทำให้การฉีดวัคซีนครั้งแรกนี้มีหัวหน้าส่วนราชการบางหน่วยเข้ารับการฉีดเพราะต้องการสร้างความมั่นใจให้กับคนในหน่วยงานของตัวเอง โดย น.พ.วรเชษฐ ยืนยันว่า ไม่มีบุคคลวีไอพีหรือบุคคลอื่นที่ไม่ได้รับการคัดเลือกเข้ารับการฉีดวัคซีนอย่างแน่นอน  

สำหรับจังหวัดเชียงใหม่เป็นหนึ่งใน 13 จังหวัดที่ได้รับการจัดสรรวัคซีนโควิด-19 ในล็อตแรก โดยวันนี้ได้รับวัคซีนจำนวน 3,500 โดส จากนั้นในเดือนเมษายน จะได้รับอีก 32,000 โดส และ เดือนพฤษภาคมอีก 48,000 โดส ซึ่งวัคซีนทั้งหมดทาจังหวัดจะกระจายฉีดกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง และ กลุ่มเสี่ยงสัมผัสโรคกลุ่มอื่นๆ เพื่อให้ครอบคลุมมากที่สุด  

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าผู้ที่นำเรื่องไปโพสต์จนเกิดเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ เป็นบุคลากรทางการแพทย์ภายในโรงพยาบาลนครพิงค์ ซึ่งทางผู้บริหารจะเรียกมาชี้แจงทำความเข้าใจอีกครั้ง