"โอ๊ต วรวุฒิ" เผยชีวิตรักกับ "จีน่า" ภรรยาอายุห่าง 21 ปี เกือบขายโรงแรมเพราะไม่ได้เจอครอบครัว

"โอ๊ต วรวุฒิ" เผยชีวิตรักกับ "จีน่า" ภรรยาอายุห่าง 21 ปี เกือบขายโรงแรมเพราะไม่ได้เจอครอบครัว
S! News

สนับสนุนเนื้อหา

ตั้งแต่ขึ้นแท่นเป็นคุณพ่อลูกสองเราก็มักจะได้เห็นความมุ้งมิ้งของ โอ๊ต-วรวุฒิ นิยมทรัพย์ ในสไตล์ของคุณพ่อโอปป้าอยู่เสมอๆ ซึ่งเจ้าตัวที่ได้มาเยือน รายการต้มยำอมรินทร์ ผลิตโดย CHANGE2561 ได้เผยว่าที่ในช่วงนี้เห็นลุคใหม่ของตัวเองเป็นสไตล์เกาหลีก็เพราะถูกภรรยาสุดที่รัก จีน่า ปรับเปลี่ยนให้เพราะกำลังติดซีรีส์เกาหลี พร้อมสารภาพจากคนที่ไม่เคยคิดมีครอบครัว แต่พอได้เจอ จีน่า คือ สยบอยู่กับที่กลายเป็นคนรักครอบครัว ถอดเขี้ยวเล็บหมดแล้วในชีวิตนี้ 

เป็นพระเอกอยู่ในวงการมา 30 ปีถึงจริงไหม

โอ๊ต วรวุฒิ : "เข้าวงการมาประมาณ 30 ปีเศษๆ ส่วนอายุก็เข้าเลขห้าแล้วครับ แต่ตอนนี้ต้องบอกก่อนว่าที่เหมือนโอปป้า เพราะแฟนติดซีรีส์เกาหลีผมนี่ก็ต้องทรงเกาหลีเพราะเขาตัดให้เราเอง เสื้อผ้าเราเขาก็เปลี่ยนให้ผม เขาพยายามเปลี่ยนตัวเราเพราะอยากให้เราเล่น TikTok กับเขาด้วย ก็เลยอยากให้เราแต่งตัว คือ ไม่เล่นไม่ถ่ายให้เขาไม่ได้ก็งอน" 

ก็ไม่ต้องแปลกใจที่ต้องตามใจภรรยาเพราะภรรยาเด็กกว่า 21 ปี แต่ขอถามหน่อยว่าทำไมถึงสยบกับผู้หญิงคนนี้

โอ๊ต วรวุฒิ : "อันนี้ตอบยากมากเลยเพราะว่าสมัยก่อนเรากลัวการมีชีวิตคู่ กลัวการแต่งงานเพราะเหมือนเราเคยบาดเจ็บมา เราก็ตั้งใจว่าในช่วงที่เราบาดเจ็บมาเราจะไม่มีใครอีกแล้ว (ตอนนั้นเราคิดเลยว่าจะโสดจนตายเลย) จะโสด จะใช้ชีวิตที่เหลือเหมือนหนุ่มโสดเพราะว่าเราเคยคาดหวังกับชีวิตคู่มาแล้วไม่แฮปปี้ รู้สึกว่ามันไม่สนุก มันไม่มีความสุข อึดอัดไม่ได้อยากกลับไปอยู่บรรยากาศแบบเดิมๆ อะไรแบบนั้น เราก็เลยใช้ชีวิตแบบมีความสุขให้เต็มที่ คบผู้หญิงเราก็คบๆ นะ ไม่ใช่แบบว่าตั้งใจโสดแล้วไม่คบใครนะครับ ตั้งใจโสดแต่ก็คบก็ศึกษา ก็คบๆ แต่พอผู้หญิงจะจริงจังด้วยเราหนีเลย แต่ว่าถ้าคบอยู่แล้วไม่จริงจังคบไปเรื่อยๆ เราก็สบายใจที่จะคบด้วย แต่ถ้าใครจริงจังเราก็ถอยเลย" 

จริงๆก็เหมือนแบบถ้าเป็นผู้หญิงก็เป็นเจ้าสาวที่กลัวฝนนิดๆ แต่เราคือ กลัวการผูกมัด

โอ๊ต วรวุฒิ : "กลัวการผูกมัดกลัวความรู้สึกเดิมๆ กลับมา จนมาเจอ จีน่า คือไม่รู้ว่าจับพลัดจับผลูอะไรก็ไม่รู้ช่วงแรกมีความรู้สึกว่าเด็กคนนี้ใสๆ ง่ายๆ เขามีความเป็นตัวของตัวเอง เราอยู่ด้วยแล้วเราสบายใจ มีความสุข แล้วคือคบกันเร็วมากด้วย ตอนที่เราเจอเขาคือ ปิ๊งกันเลย ทุกอย่างมันก็เกิดขึ้นเร็วมาก คบกันตอนแรกเราคุยกันเราตั้งใจว่าจะมีลูกก่อนแล้วพอลูกสักขวบกว่าๆ แล้วค่อยเอาลูกเข้างานแต่งงาน (แต่เราก็ได้ในสิ่งที่เราต้องการนะ พอลูกเราประมาณสักขวบกว่าๆ) เขาก็มาเดินถือแหวนในงานแต่งงานให้เรา แต่ว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความผิดพลาดหรือว่าอะไรมันเกิดขึ้นจากความตั้งใจ เพราะว่าตั้งแต่ที่เราคบกับ จีน่า ตั้งแต่แรกๆ แล้วผมเดินเข้าไปหาคุณแม่ เดินเข้าไปบอกว่าขอเป็นแฟนกันลูกสาว ถ้าเป็นไปได้ผมอยากจะมีลูก (คุณแม่เขาก็บอกว่าเร็วไปหรือเปล่า) ตอนที่เข้าไปคุยกับคุณแม่เขาคือ จีน่า อายุ 23 ค่อนข้างอายุยังน้อยพอสมควรครับ" 

แต่ก่อนที่จะไปเรื่องครอบครัว ขอย้อนมาที่เรื่องในวงการบันเทิงกันก่อนเป็นพระเอกนะแต่ก่อนใครที่เป็นพระเอกเขาก็จะคีพลุคพระเอกของเขากันอยู่แบบนั้น แต่สำหรับ โอ๊ต คือ เป็นพระเอกที่ชอบเป็นตัวร้ายๆ

โอ๊ต วรวุฒิ : "เราอยากลองมากกว่า เราอยากลองอะไรที่หลากหลายแล้วมีความซนเด็กๆ ยิ่งซน เรามีความรู้สึกว่าอะไรที่เขาห้ามๆ เรายิ่งอยากลองแล้วมันติดใจบทร้าย ไม่อยากกลับไปเล่นบทคนดี อยากเล่นในบทร้ายๆเพราะว่าเรารู้สึกว่าเราได้ทำในสิ่งที่เราไม่สามารถที่จะทำในชีวิตประจำวันได้ โดยจินตนาการของเราเองด้วยนะ (เพราะบางทีเราเก็บกดอยากระบาย) บางทีเราก็ไปใส่กับบทเต็มที่เลย (หัวเราะ) มันได้ปลดปล่อย"

แต่ก็ได้บทพระเอกอยู่ดีๆ แต่ทำไมถึงอยากรับบทร้าย

โอ๊ต วรวุฒิ : "แต่เอาจริงๆ เราก็สลับกันนะ เราเล่นทั้งร้ายทั้งดีกลับไป กลับมา เราก็ไม่ได้ทิ้งบทตัวดีไปเลย แต่ถ้าถามความชอบของเราเลย ถ้าหากว่าเราเลือกบทที่จะเล่นเราอยากเล่นบทที่มันแรงๆ ร้ายๆ เราไม่ชอบบทนิ่งๆเพราะเรารู้สึกว่าบทนิ่งๆ มันเล่นแล้วมันอึดอัด มันต้องเป็นคนดีตลอดเวลา ตัวจริงเราก็ไม่ได้ดีอะไรขนาดนั้น"

แต่ยังไงก็แล้วแต่ 30 ปีเศษๆ ที่โลดแล่นอยู่ในวงการมาสารพัดบทบาทที่ทำมีช่วงหนึ่งที่ โอ๊ต เบื่อมากไม่รับงานในวงการเลยเกิดอะไรขึ้น

โอ๊ต วรวุฒิ : "หายไป 2 ปีครับช่วงนั้น เรารู้สึกว่ามันถึงทางตันมันไม่มีอะไรท้าทาย มันเริ่มไม่มีอะไรสนุกมันเริ่มแบบว่าบทซ้ำซาก บทเดิมๆ ทางเดิมๆเราเคยเล่นมาหมดแล้วไม่รู้ว่าจะฉีกยังไงแล้ว เริ่มไม่มีความสุข เริ่มไม่อยากไปกองถ่าย แต่งหน้า ทำผม เรารู้สึกว่าบทที่เราเล่นมันฉีกไม่ออก แล้วเวลาที่คนส่งบทมาในช่วงเวลาเดียวกันให้เราชอบส่งบทมาแบบซ้ำๆ ในคาแรคเตอร์เดิมๆ เจ้าชู้ เป็นนักธุรกิจก็จะส่งมาเป็นบทเดิมๆ เราก็มีความรู้สึกว่ามันก็ไม่มีไฟในการทำงานมันไม่ได้มีความคิดอะไรที่มันเป็นครีเอทีฟใหม่ๆ เกิดขึ้น เลยรู้สึกเบื่อเราก็เลยปฏิเสธไปหมดเพื่อรอในบทที่เราชอบ ก็ไม่มีเรารอส่งมาเลย 2 ปี ไม่รับเลย ตอนนั้นที่เราปฏิเสธไปเป็นตอน (เราอายุยี่สิบกว่าๆ เอง) เพราะเราเด็กมันเลยไม่กลัวเรามีความมุ่งมั่น เราก็รอๆ จนวันหนึ่งมันคิดถึง เราก็คิดว่าบทนี้ก็ได้นิ เริ่มสนุก ก็เลยกลับมา ตอนที่หยุดไปเหมือนเราไปชาร์จแบตให้ตัวเราเองด้วย 

แต่พอกลับมาเข้าสู่วงการกลับมาเล่น หลายเรื่องหลายบทบาท แต่พอมีลูกอยากกลับไปเล่นแต่กลับลูกไม่อยากรับละครอีกแล้ว

โอ๊ต วรวุฒิ : "(หัวเราะ) อย่างที่แล้วช่วงที่แล้วที่ผ่านมาเรามีความรู้สึกว่าทำงานไปถึงช่วงจุดจุดหนึ่งเราก็เริ่มรู้สึกว่าเรามีความสนุกกับงานเบื้องหลังละครก็ไปทำกับเพื่อนๆ พอทำได้สักพักก็รู้สึกว่าสนุกดี เบื้องหน้าเราก็ค่อยๆเลือกบทที่เราอยากรับจริงๆ แล้วพอเราแต่งงานมีลูกก็มีความคิดที่ว่าเราจะทำอะไรเพื่อลูกก็มีความคิดที่ฉีกมาแล้ว เพราะงานในวงการไม่ได้เป็นสมบัติที่เป็นชิ้นๆ ไม่สามารถส่งต่อให้ลูกเราได้ เราก็อยากเริ่มไปทำอะไรข้างนอกคือ ตั้งโครงการทำโรงแรมที่ บุรีรัมย์ แต่พอไปทำโครงการที่ บุรีรัมย์ แล้วเริ่มเหนื่อย"

"(ซึ่งตอนนั้นเราก็กำลังถ่ายละครอยู่ด้วยแล้วเราก็ตั้งใจว่าพอจบเรื่องนี้เราจะหายไปสัก 2 ปีไปทำโรงแรมก่อน พอทำโรงแรมเสร็จแล้วเราจะกลับมา) สานต่อในสิ่งที่เราคิดเอาไว้ แต่พอเราไปทำคือ มันไม่ใช่ 2 ปี ทุกอย่างมันไม่จบมันไปเรื่อยๆ มีปัญหาเรื่องจุกจิก โน้นนี่ ที่สำคัญ คือ เรื่องของเวลา ของครอบครัวอันนี้คือ เราทรมานมากเพราะมันปั่นทอนจิตใจ คือเราอยากอยู่กับครอบครัว แต่เราไม่มีเวลาให้เขาเลยเพราะพอเราเริ่มทำโรงแรมสัก 2 เดือน ลูกคนที่สองมาแล้วคนแรกขวบกว่าๆ เกือบสองขวบเลยมีความสับสนว่าแล้วยังไงดี เขาจะเลี้ยงไหวไหม เพราะเราก็ต้องดูงานอยู่ทางนี้ คือ ใจเราเป็นห่วงเขาตลอด เราก็เลยรู้สึกว่าไม่เอาล่ะจะไม่ทำโรงแรมแล้วปลดีกว่าแล้วกลับมาอยู่กรุงเทพฯ กับลูกแล้วหาอะไรทำไปเช้า เย็นกลับดีกว่าในตอนนั้นที่เรารู้สึก ตอนนั้นคือ จิตใจเราอ่อนแอมาก แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้ขายเพราะพอทำไปทุกอย่างเริ่มคลี่คลายมีพี่สาวมาช่วย ตอนนี้ทุกอย่างคือ ลงตัวมาก เราไม่ต้องลงไป บุรีรัมย์ เลยอยู่กับลูกเต็มที่เลย"

พูดถึงลูกนะคือ คนแรกคือผู้ชาย

โอ๊ต วรวุฒิ : "ตอนนี้ 4 ขวบครึ่งแล้วครับชื่อ โอลาฟ แล้วคนที่สองคือ เราอยากได้ผู้หญิงเลยตั้งชื่อไว้ว่า โอลีฟ แล้วพอภรรยาท้องได้ 4 เดือนเราก็ไปอัลตร้าซาวด์หมอบอกว่าชัดเจนเลยครับ ผู้ชาย ที่อยากได้ลูกสาวเพราะว่าชอบเด็กผู้หญิง แต่ในอนาคตคิดว่าจะไปขอเลี้ยง แต่รอให้สองคนพี่เขาโตขึ้นมาก่อน เพราะภรรยาเราก็อยากได้ผู้หญิง" 

เพราะเป็นคนที่รักครอบครัวมากเลยมีช่องยูทูบที่เป็นของครอบครัวขึ้นมา

โอ๊ต วรวุฒิ : "เป็นช่องของภรรยาครับ ชื่อว่า JenaOat Family ก็ฝากท่องเที่ยวนะครับ อยากช่วยผู้ประกอบการทุกคนเลยสภาวะมันซ้ำเติม บั่นทอนกำลังใจยังไงก็ไปเที่ยวกันถ้าหาก บุรีรัมย์ ถ้าอยากไปเรามีโรงแรม t-rex buriram boutique อยู่นะครับ"

สามารถชมรายการ ต้มยำอมรินทร์ ย้อนหลังได้ทาง ยูทูป