ผบ.ทบ.ขึงขังสั่งรวบรวมข้อมูลใครผิดว่าตามผิดคดีฆ่า5ศพ กองปราบฯ มุ่งปมทะเลาะวิวาทในกลุ่มคนมีสี

ผบ.ทบ.ขึงขังสั่งรวบรวมข้อมูลใครผิดว่าตามผิดคดีฆ่า5ศพ กองปราบฯ มุ่งปมทะเลาะวิวาทในกลุ่มคนมีสี

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กองปราบฯลุยสางคดีสังหารโหด 5 ศพ มุ่งปมทะเลาะวิวาทกับกลุ่มคนมีสี รองโฆษก ทบ.เผยอนุพงษ์สั่ง ผบ.จทบ.สระบุรี รวบรวมรายละเอียด ใครทำผิดพร้อมให้ความร่วมมือ ตร.จัดการเต็มที่ พล.ต.เมธี ธรรมรังษี เผย ก่อนเกิดเหตุ ส.ท.เจ้าของร้านไวท์เฮาส์ขอให้ไปช่วยเคลียร์กลุ่มทหาร แต่ได้ขอให้รอหายจากบาดเจ็บก่อน

พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม (ผกก.2 บก.ป.) สั่งการให้ พ.ต.ท.อรรถพล พานประทีป สว.กก.2 บก.ป. พร้อมกำลัง เข้าร่วมสนับสนุนการทำงานของ บช.ภ.1 คลี่คลายคดีสังหารโหด 5 ศพ เหยื่อประกอบด้วย 1.นายประโมทย์ สานิชวรรณกุล อายุ 43 ปี ผู้จัดการบริษัท อรรณพรรณ จำกัด 2.นายพิเชษฐ์ ทิพย์เสวก อายุ 43 ปี สมาชิกสภาเทศบาล (ส.ท.) เมืองสระบุรี และเจ้าของร้านอาหารริมคลองชล 3.นายอารมย์ อุดมสันต์ อายุ 32 ปี ส.ท.เมืองสระบุรี และเจ้าของร้านอาหารไวท์เฮาส์ 4.นายปัญญา มหาแก้ว อายุ 42 ปี ผู้จัดการบริษัท เวนเท็ค จำกัด และ 5.นายวรพล ชาจิรัสย์ อายุ 56 ปี ในบ้านเลขที่ 149 หมู่ 4 ต.พุแค อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ชุดสืบสวนทุกหน่วยได้ประชุมร่วมกันเพื่อประมวลความคืบหน้าและวางแนวทางการทำงาน

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับปมสังหารมุ่งเน้นการทะเลาะวิวาทระหว่างกลุ่มผู้ตายกับกลุ่มคนมีสีเป็นหลัก แต่ยังไม่ตัดประเด็นอื่นๆ มีการตรวจสอบไปยัง สภ.เมืองสระบุรี เพิ่มเติมว่านอกจากคดีที่นายอารมณ์ถูกหมายจับในข้อหาใช้จ้างวาน และร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นแล้วกลุ่มผู้ตายยังมีคดีอื่นอีกหรือไม่

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า ทีมสืบสวนอยู่ระหว่างรอผลการตรวจสอบอาวุธปืนที่ตกอยู่ในเกิดเหตุ 3 กระบอก ประกอบด้วยอาวุธปืนพกสั้นขนาด .38, 9 มม. และ 11 มม. สันนิษฐานเป็นของกลุ่มผู้เสียชีวิต ส่วนหัวกระสุนปืนในศพมี ขนาด .38 และ 11 มม. แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นลูกกระสุนที่มาจากปืนที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุหรือไม่ นอกจากนี้ รอผลชันสูตรศพจากแพทย์นิติเวชในเรื่องบาดแผล วิถีกระสุน และช่วงระยะเวลาการตาย รวมทั้งประเด็นอาจทำร้ายร่างกายก่อนยิงด้วย

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่พบพยานแวดล้อมแต่อย่างใด เนื่องจากบ้านที่เกิดเหตุอยู่ไกลจากบ้านคนอื่น และอยู่ในพื้นที่เปลี่ยวไกลผู้คน รวมทั้งเป็นไปได้ว่าคดีมีกลุ่มอิทธิพลเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ไม่มีใครกล้าเป็นพยาน

ขณะที่ พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ถึงการติดตามตัวทหารยศพันตรี ผู้ต้องสงยในคดีนี้ว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ตรวจสอบกับผู้บังคับหน่วยทหารในพื้นที่ และให้นโยบายว่า ไม่ว่าจะเป็นใครหรือเป็นกำลังพลคนใดของกองทัพบก หากเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่ามีการดำเนินการสิ่งใดที่เกี่ยวข้อง ตำรวจสามารถดำเนินคดีได้ตามกฎหมาย และหากตำรวจขอความช่วยเหลือ กองทัพบกพร้อมให้ความช่วยเหลือเต็มที่ ส่วนเรื่องการสอบสวนเป็นเรื่องของตำรวจ กองทัพรับฟังการร้องขอจากตำรวจ

ผบ.ทบ.สั่งการให้ ผบ.จทบ.สระบุรี และหน่วยต้นสังกัดของทหารที่ถูกทำร้ายร่างกายติดตามเรื่องนี้ไปรวบรวมรายละเอียดข้อเท็จจริงในคดีที่ถูกแจ้งความ หากตำรวจร้องขออะไรให้ดำเนินการไปตามนั้น ผบ.ทบ.ย้ำว่าหากใครทำผิดและมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีทางหน่วยต้องให้ความร่วมมือกับตำรวจอย่างเต็มที่ รองโฆษกกองทัพบกกล่าว

รายงานข่าวจากจังหวัดทหารบกสระบุรี เปิดเผยว่า ในช่วงวันเกิดเหตุมีนายทหารยศพันตรี 2 นาย และยศร้อยโทอีก 2 นาย ได้ไปนั่งรับประทานอาหารอยู่ภายในร้านไวน์เฮาท์ ในพื้นที่ จ.สระบุรี แต่ในช่วงที่มีการชกต่อยกันภายในร้านทางจังหวัดทหารบกสระบุรียังไม่ทราบข้อเท็จจริง ทราบแต่เพียงนายทหารยศพันตรี และนายทหารยศร้อยโทถูกทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้ง 4 นาย โดยทั้ง 4 นาย ประกอบด้วย รองผู้บังคับการกองพันทหารม้าที่ 24 (รอง ผบ.ม.พัน.24) นายทหารยุทธการ และการฝึกกรมทหารม้าที่ 5 ซึ่งนายทหารทั้งสองมียศเป็นพันตรี ส่วนยศร้อยโทอีก 2 คนคือ ผู้บังคับกองร้อยทหารม้าที่ 23 และอีก 1 คน เป็นนายทหารรับใช้ผู้ใหญ่

ทั้งนี้ ภายหลังจากนายทหารยศพันตรี 2 นาย และนายทหารยศร้อยโทอีก 2 นาย ถูกทำร้ายร่างกายจนเจ็บปางตาย ทราบภายหลังว่าผู้ทำร้ายเป็นกลุ่มและพรรคพวกของสมาชิกสภาเทศบาลเมืองสระบุรี ที่ถูกยิงเสียชีวิตรวม 5 คน โดยกลุ่มของสมาชิกสภาเทศบาล จ.สระบุรี ได้ให้ พล.ต.เมธี ธรรมรังสี นายกเทศมนตรีเมืองสระบุรี ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงไปเคลียร์ปัญหาดังกล่าว โดยเบื้องต้น พล.ต.เมธีได้ตกลงจ่ายค่าเสียหายพร้อมค่ารักษาพยาบาลให้กับนายทหารยศพันตรี พร้อมพวกเป็นเงิน 1 ล้านบาท แต่ทหารกลุ่มดังกล่าวปฏิเสธที่จะรับเงิน อย่างไรก็ตาม การเสียชีวิตของทั้ง 5 คน จะเชื่อมโยงกันหรือไม่ ต้องรอผลการสอบสวนอีกครั้ง

ขณะที่ พล.ต.เมธีให้สัมภาษณ์ว่า ก่อนเกิดเหตุนายอารมณ์ อุดมสันต์ ส.ท.เมืองสระบุรี และเจ้าของร้านอาหารไวท์เฮาส์ เข้ามาคุยบอกว่ีเรื่องมีปัญหากับกลุ่มทหาร ขอให้ตนไปช่วยเคลียร์ด้วย จึงบอกว่ารอให้นายทหารที่บาดเจ็บหายบาดเจ็บก่อนจะไปเคลียร์ให้

ส่วนความพยายามคลี่คลายคดีในพื้นที่นั้น เวลา 11.00 น. พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (รอง ผบช.ภ.1) เข้าร่วมประชุมที่ห้องประชุม ภ.จว.สระบุรี โดยมี พล.ต.ต.อุฬาร อเนกบุณย์ ผบก.ภ.จว.สระบุรี พ.ต.อ.อัครวัฒน์ พิพัฒน์โชติกร รอง ผบก.ภ.จว.สระบุรี พ.ต.อ.ทรงฤทธิ์ สุขสมใจ ผกก.สภ.หน้าพระลาน อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี พ.ต.ท.ปรีชา เจียร์สกุล รอง ผกก.(ปป.), พ.ต.ท.จักรกฤช วีระเดช รอง ผกก.(สส.), พ.ต.ท.มนต์ชัย พุ่มพูน สวป. และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมติดตามความคืบหน้าคดี

จากนั้น พล.ต.ต.คำรณวิทย์ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ได้สอบพยานเพิ่มจาก 4 ปากเป็น 7 ปากแล้ว ชุดสืบสวนยังคงลงพื้นที่หาพยานหลักฐานอยู่ อีกอย่างต้องรอผลพิสูจน์ปลอกกระสุนและบาดแผลจากผู้ตาย เพื่อประกอบการสอบสวน หากมีหลักฐานแน่ชัด มีหลักฐานแน่นอนจึงจะขอหมายจับคนร้ายได้ ขณะนี้ยังต้องหาพยานหลักฐานต่างๆ ส่วนคดีที่มีนายทหารถูกกลุ่มวัยรุ่นรุมตีที่ร้านอาหารไวท์เฮาส์นั้น เป็นคนละคดีคนละพื้นที่ต่างกรรมต่างวาระ ทั้งนี้นายทหารที่ถูกกลุ่มวัยรุ่นรุมตีนั้น มียศพันตรี 1 นาย ระดับรองผู้บังคับการกองพัน และอีก 3 นายเป็นนายร้อย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับศพนายชวลิต ทิพยเศวต ส.ท.เมืองสระบุรี และนายปัญญา มหาแก้ว เสี่ยรับเหมา ตั้งบำเพ็ญกุศลที่ศาลาวัดบ้านอ้อย เขตเทศบาลเมืองสระบุรี ส่วนศพนายอารมณ์ ตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดเชิงเขา(วัดเขาดิน) ทั้งหมดมีกำหนดประชุมเพลิง วันที่ 8 ตุลาคมนี้ ขณะที่ศพนายปราโมจน์ หรือปุ๋ย สานิชวรรณกุล อายุ 42 ปี เสี่ยเจ้าของกิจการรถบรรทุกขนส่ง ญาตินำไปบำเพ็ญกุศลที่ จ.นครปฐม และศพนายวรพล หรือเบิ้ม ชาจิรัสย์ ญาตินำไปบำเพ็ญกุศลที่กรุงเทพฯ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล