"แตงโม นิดา" เล่านาทีบอกลา "พ่อโสภณ" เสียดายที่สุด คือพ่อไม่ได้อยู่เห็นวันที่ลูกเรียนจบ

"แตงโม นิดา" เล่านาทีบอกลา "พ่อโสภณ" เสียดายที่สุด คือพ่อไม่ได้อยู่เห็นวันที่ลูกเรียนจบ

หลังเสร็จสิ้นพิธีไว้อาลัยและฌาปนกิจ พ่อโสภณ พัชรวีระพงษ์ คุณพ่อของนักแสดงสาวชื่อดัง แตงโม นิดา ณ ฌาปนสถานคริสเตียน คริสตจักรเมธอดิสท์ ที่ได้จากไปอย่างสงบ ในวัย 71 ปี อันเนื่องมาจากภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดบริเวณปอด และกระเพาะปัสสาวะ หลังเข้ารับการรักษาตัวด้วยอาการป่วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ระยะที่ 4

ทางด้านของ แตงโม นิดา ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ซึ่งเธอเล่าถึงช่วงเวลาสุดท้ายที่ได้กล่าวคำลากับคุณพ่อ รวมถึงคำสั่งเสียที่ พ่อโสภณ ได้มอบไว้ ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยการย้ำความรู้สึกว่า สำหรับเธอแล้วพ่อคือพ่อที่สมบูรณ์แบบที่สุด

“วันนี้ถือว่าเป็นวันที่จะเศร้าก็ไม่เชิง เพราะว่าเราก็ทราบดีอยู่แล้วว่าคุณพ่อกลับไปอยู่กับพระเจ้าแล้ว จึงเป็นวันที่ชื่นชมยินดีในส่วนหนึ่ง เพราะเรารู้ว่าสุดท้ายแล้วเราก็จะกลับไปเจอกันที่บนสวรรค์เหมือนเดิม”

“สาเหตุที่เลือกจัดงานเพียงวันเดียว เอาตามสะดวกของคนที่มามากกว่า เพราะว่าช่วงนี้มีทั้งฝนตกรถติดด้วย ถ้าเกิดจัดหลายวันบางคนก็อาจจะมาไม่ได้ เลยคิดว่ารวบรัดวันเดียวไปเลยดีกว่า เขาจะได้มาแล้วจบไปเลยภายในวันเดียว ในส่วนของอัฐิของคุณพ่อส่วนหนึ่งจะเอาไปฝังที่ภูเก็ตไว้กับอากงอาม่า อีกส่วนหนึ่งโมจะเอามาทำร็อกเก็ต”

สภาพจิตในวันนี้ถือว่าเข้มแข็งมากน้อยแค่ไหน ?
“โมว่าตัวเองเข้มแข็งระดับหนึ่งแล้วเลยแหละ เพราะว่าคุณพ่อก็ป่วยมาสักระยะ เหมือนให้เราได้ทำใจมาสักระยะแล้ว ช่วงวาระสุดท้ายโมได้ทันกลับไปหาคุณเพราะพอดี ทางโรงพยาบาลโทรมาบอกว่าคุณพ่อเริ่มไตวายเฉียบพลันและติดเชื้อในกระแสเลือดแล้ว หายใจเหนื่อยหอบมาก เลยรีบไปกันค่ะ”

“ได้บอกลาคุณพ่อว่า ให้คุณพ่ออยู่กับพระเจ้า ไม่ต้องมีห่วงอะไร ไม่ต้องเป็นห่วงลูก คุณพ่อเหนื่อยก็พักได้แล้วเพราะว่าอยู่ไปก็ทรมาน โมเห็นคุณพ่อแล้วก็ทรมานแทน จริงๆ ก่อนที่คุณพ่อจะไปก่อนหน้านั้นประมาณ 3 วันเป็นวันเกิดโมพอดี คุณพ่อก็ได้อวยพรมายืดยาวเลย แต่ว่าฟังไม่เป็นคำแล้วเพราะเริ่มที่จะพูดไม่มีเสียง เท่าที่จับใจความได้ก็คือขอให้สุขภาพแข็งแรง มีงานเข้ามาเยอะๆ แล้วก็ขอให้เป็นลูกพระเจ้าตลอดไป ขอให้พระเจ้าทรงดูแล”

คิดว่ายังมีอะไรที่คุณพ่ออยู่เรามากที่สุด ?
“น่าจะเป็นเรื่องสุขภาพมากกว่า หลังจากคุณพ่อเสียยังไม่มีโอกาสได้ฝันถึงเลย เพราะว่าทางคริสเตียนเชื่อว่าถ้าหากใครที่ล่วงหลับไปแล้วก็จะไปอยู่กับพระเจ้าทันที ไม่มีเวียนว่ายตาย ไม่มีกลับมาหา”

อาการของป่วยของคุณพ่อที่ผ่านมารักษายังไงบ้าง ?
“คุณพ่อเริ่มป่วยตั้งแต่ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รักษาตามอาการบ้าง เข้าโรงพยาบาลบ้าง แล้วแต่ความหนักเบาอาการ ช่วงนั้นก็ย้ายมาหลายโรงพยาบาลกว่าจะได้ที่ลงตัว แล้วคุณพ่อก็เป็นหลายโรคมาก ทั้งปอดทะลุ ถุงลมโป่งพอง แล้วมะเร็งต่อมลูกหมากลามไปกระดูก ช่วงเดือนกุมภาพันธ์คุณหมอยังไม่ได้บอกให้ทำใจ เพราะว่าสภาพของคุณพ่อยังแข็งแรงกว่านี้เยอะ แต่ว่าช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนที่ผ่านมาคุณหมอบอกว่าอยู่ได้ไม่เกิน 1 เดือน ตอนนั้นก็ตกใจมาก แต่คุณพ่อก็อยู่ได้มาเดือนกว่าๆ สู้สุดใจเหมือนกัน สู้จนนาทีสุดท้ายเลย หายใจเหนื่อยหอบมากไม่ยอมไป”

คำสอนอะไรของคุณพ่อที่ยึดถือมาปฏิบัติ ?
“น่าจะเป็นในเรื่องของการเรียนค่ะ โมยังไม่จบมหาวิทยาลัยเลย เสียดายที่คุณพ่อยังไม่ทันได้อยู่ถ่ายรูปกับเรา เหลืออีกแค่ 2 เทอมก็จะจบแล้ว ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย แต่โมก็เชื่อว่าจะได้รับรู้อยู่ข้างบน”

โสภณ พัชรวีระพงษ์ พ่อผู้เป็นที่รัก

ตอนกล่าวคำไว้อาลัยบอกว่าคุณพ่อเป็นเหมือนคนคนเดียวกันกับตัวเรา ?
“ใช่ค่ะ พอตอนนี้ก็เหมือนอยู่คนเดียว แต่ก็ยังมีเพื่อนๆ ญาติๆ มีคุณแม่คอยเป็นห่วงอยู่ ยังไม่ถึงกับเหงา มีบ้างที่แอบคิดถึง ว้าเหว่ แอบคิดว่าเราไม่มีคนที่ปรึกษาแล้ว อย่างงานวันนี้คุณแม่ก็มาด้วย ซึ่งก็จะเป็นลมท่าเดียวเลย กลายเป็นเราก็ต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกัน”

“ตอนนี้เพื่อนก็ผลัดเวรกันมาอยู่เป็นเพื่อน จะไม่ปล่อยให้โมอยู่คนเดียวก่อน นั่งกินข้าวดูหนังอะไรกันไป แล้วสักพักก็แยกย้ายกันไปนอน แต่ว่าตอนนี้โมยังไม่สามารถอยู่คนเดียวได้เลย นอนไม่ค่อยหลับ ปกติจากที่ไม่ค่อยหลับอยู่แล้วก็ยิ่งไม่หลับหนักกว่าเดิม เลยมีอาการเบลอๆ งงๆ มันเป็นเพราะว่าตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ไม่รู้ทำไมตัวเองถึงไม่หิวข้าว ไม่หิวน้ำ กินอะไรก็ไม่ค่อยได้ คงเป็นเพราะจิตใจหดหู่มั้งคะ เลยทำให้โมไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงสักเท่าไร เพื่อนๆ ก็พยายามบอกให้กินเยอะๆ ตลอดเวลา”

สุดท้ายแล้วมีอะไรอยากจะบอกคุณพ่อไหม ?
“คุณพ่อทำหน้าที่ได้สมบูรณ์แบบอย่างที่สุดแล้ว แล้วก็ใช้ชีวิตมาอย่างคุ้มค่ามากแล้วจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน กีฬา และอีกหลายอย่างเลย แล้วก็เป็นต้นแบบที่ดีมากๆ ของเราเลยค่ะ”