จตุพร จับอาการสัญญาณ "แปลกๆ" กลัวจบด้วยรัฐประหาร แนะเยาวชนยึด 3 ข้อเรียกร้องเดิม

จตุพร จับอาการสัญญาณ "แปลกๆ" กลัวจบด้วยรัฐประหาร แนะเยาวชนยึด 3 ข้อเรียกร้องเดิม
S! News (Rewrite)

สนับสนุนเนื้อหา

"จตุพร พรหมพันธุ์" จับอาการสถานการณ์แปลกๆ คล้ายเมื่อปี 2549 และ 2557 ที่ลงท้ายด้ยการรัฐประหาร แนะแฟลชม็อบเยาวชนถอยไปปักหลักเรียกร้อง 3 ข้อ ถือเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่

วานนี้ (14 ส.ค.) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในระหว่างออกอากาศสดทางเพจเฟซบุ๊ก PEACETALK โดยระบุถึงสถานการณ์ทางการเมืองก่อนจะถึงวันนัดชุมนุมใหญ่ของสองฝ่ายวันที่ 16 ส.ค.นี้ ว่า แต่ละฝ่ายมีความเคลื่อนไหวแปลกๆ แล้วจะจบลงท้ายเช่นใด

นายจตุพร ระบุถึงความแปลกๆ นั้นว่า สถานการณ์การเมืองของไทยในอีก 2 วันข้างหน้าไม่มีใครรู้ปลายทางสุดท้ายจะเกิดอะไรขึ้น เนื่องจากเกิดปรากฏการณ์แปลกๆ ขึ้นหลายกรณี เช่น อาการแปลกจากผู้ปราศรัยคนสำคัญของขบวนการเยาวชนปลดแอก เขียนจดหมายเฟซบุ๊กส่งความคิดถึง นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกทีวีพูดถึงการลดความเกลียดชัง สร้างความสามัคคีของคนในชาติ ไม่แบ่งเขาแบ่งเรา

ส่วนในสภาผู้แทนราษฎร มีการอภิปรายรายงานการปรองดองสมานฉันท์ต่อสภา ซึ่งซีกรัฐบาลแสดงความเห็นกลับไปมา ทั้งเห็นด้วยแล้วไม่เห็นด้วย ท้ายสุดไฟดับที่สภา จึงเลื่อนไปโหวตลงมติในพุธหน้าว่า สภาจะรับผลการศึกษาเพื่อส่งถึงรัฐบาลหรือไม่ จึงเป็นการวัดใจกัน

"ผมอยากให้เสียงนี้เพื่อรักษาบรรยากาศ ว่า การรายงานแต่ละฉบับไม่จำเป็นต้องเห็นชอบกันหมด แต่สาระหลักเมื่อหัวหน้ารัฐบาลแสดงเจตนา (ปรองดองสร้างสามัคคี) แล้ว รวมทั้ง ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลก่อนไฟดับบอกจะให้ความเห็นชอบ แต่วันพุธหน้าถ้ายังมีสภาอยู่แล้ว จะได้ตัดสินใจกันอย่างไร"

นายจตุพร กล่าวว่า ในสถานการณ์ขณะนี้ดูเหมือนบรรยากาศไม่มีอะไร หากย้อนไปพิจารณาเหตุการณ์เมื่อกันยายน ปี 2549 มีการประกาศที่ลานพระบรมรูปทรงม้า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน จึงยึดอำนาจ และในปี 2557 นปช.ไปชุมนุมที่พุทธมณฑล แม้มีการเจรจากัน แต่สุดท้ายก็ยึดอำนาจ ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์ขณะนี้จึงแปลกๆ เช่นกัน

“ผมย้ำถึงความปรารถนาดี และห่วงใยของการชุมนุมของคนหนุ่มสาว และสิ่งสำคัญภูมิต้านทานการต่อสู้เป็นสิ่งจำเป็นสูงสุด ถ้ายืนหยัด 3 ข้อจะทรงพลังที่สุด แต่เมื่อทะลุเพดานไปเท่ากับเป็นการเปิดประตูให้เกิดรัฐประหารขึ้น อีกทั้งภาพการชุมนุมสองฝ่ายที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กับ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในวันเดียวกันแล้ว หากใครมองไม่มีความแตกต่างจากการชุมนุมเมื่อปี 2519 แล้ว และถ้ามองปรากฏการณ์ในวันอาทิตย์นี้ไม่มีอะไรแปลกแล้ว เท่ากับคนนั้นไม่ได้อยู่ในสมรภูมินี้”

นอกจากนี้ นายจตุพร ย้ำว่า ยังหวังว่าคนหนุ่มสาวจะเรียกร้องยึด 3 ข้อเป็นหลัก เพราะความเปราะบางวันที่ 16 ส.ค.นี้ และหลังจากนั้นย่อมมีอะไรแปลกๆ เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา รวมทั้งตนต้องการบรรทัดฐานเช่นกันว่า เมื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ต้องเป็นนักประชาธิปไตยด้วย เมื่อประชาธิปไตยเป็นความแตกต่างทางความเห็น คนหนุ่มสาวต้องยอมรับความแตกต่างได้ด้วย

อีกอย่าง ในการต่อสู้ การรับผิดชอบต่อขบวนการเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การต่อสู้ทางการเมืองอยู่ที่ความชอบธรรมที่สุด การกำหนดย่างก้าวต้องไม่ออกแบบลักษณะสุ่มเสี่ยงเช่นนี้ หากคนออกแบบจังหวะก้าวไม่ต้องรับผิดชอบแล้ว ถือเป็นความอำมหิตที่สุด

“เรียนถึงรัฐบาล ในสถานการณ์นี้ ไม่ว่าม็อบที่อนุสารีย์ชัยสมรภูมิ และอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เขาคือคนไทยเหมือนเราทุกคน การปฏิบัติต้องใช้หลักความเป็นคนไทยแก้ไขปัญหา ระมัดระวังไม่ให้เกิดน้ำผึ้งหยดเดียว อีกทั้งมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลต้องใช้หลักรัฐศาสตร์นำหลักนิติศาสตร์ ต้องเจรจา พูดคุย ร่วมหาทางออก เพราะเหตุการณ์นำไปสู่ได้หลายสถานการณ์มาก”

นายจตุพร กล่าวอีกว่า ถ้าเวทีชุมนุมของขบวนการคนหนุ่มสาววันนี้ ประกาศจุดยืนหลักชัดเจนว่า ยอมถอยเหลือ 3 ข้อเรียกร้องเท่านั้น จะทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลงอย่างมาก เพราะหลายอย่างผิดปกติอย่างมาก ทุกฝ่ายเคลื่อนไหวมีลักษณะแปลกไม่แตกต่างกัน

ดังนั้น ตนจึงเชื่อว่า ช่วงคืนวันศุกร์และเสาร์ ทั้งฝ่ายเคลื่อนไหว ฝ่ายค้าน รัฐบาล ฝ่ายนักการเมืองคงต้องนอนดึกกันพอสมควร เพื่อติดตามสถานการณ์บ้านเมืองอย่างใกล้ชิด อะไรไม่เคยคิด ต้องนำกลับมาคิดกัน

“ผมเรียนย้ำอีกครั้งว่า ยังมีความปรารถนาดี และเสาร์-อาทิตย์ ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดที่สุด ขอให้แต่ละฝ่ายได้ตั้งสติกัน เมื่อต้องการให้บ้านเมืองแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้อง ผมเชื่อว่าถ้าดำรงความมุ่งหมาย 3 ข้อเรียกร้องอย่างแข็งแรงแล้ว ขบวนการคนหนุ่มสาวจะได้ชัยชนะ และเป็นชัยชนะของประเทศไทย แต่ถ้าเลยไปจากนั้น ผมไม่เชื่อว่าผลลัพธ์จะเหมือน 3 ข้อ และผมหวังว่า สิ่งห่วงใยที่มีต่อกันนั้น แต่ละฝ่ายจะได้ทบทวนกัน” อดีตแกนนำกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในอดีต กล่าวปิดท้าย