พิพากษายืนยกฟ้องส.ทักษิณ มือปืนคดีฆ่าไมเคิล วันสเลย์ ก่อนประกันตัว 5 แสน

พิพากษายืนยกฟ้องส.ทักษิณ มือปืนคดีฆ่าไมเคิล วันสเลย์ ก่อนประกันตัว 5 แสน

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ยกฟ้องส.ทักษิณคดีฆ่าไมเคิล วันสเลย์ ชี้พยานหลักฐานอัยการให้การขัดกันและยังน่าสงสัย ก่อนได้ประกันตัววงเงิน 5 แสนระหว่างฎีกา เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 กันยายน ที่ห้องพิจารณาคดี 714 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง นายพิเชษฐ์ หรือทักษิณ หรือ ส.ทักษิณ หรือน้อง แก้วสามดวง อายุ 40 ปี จำเลยในคดีฆ่า นายไมเคิล เออร์วิน วันสเลย์ หัวหน้าฝ่ายตรวจสอบบัญชีของบริษัทเซ้าท์สาทร แพลนเนอร์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบการทุจริตของโรงงานน้ำตาลเกษตรไทย ที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ ความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน

ทั้งนี้ คดีมีพนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ เป็นโจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2546 สรุปว่า เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยมีเจตนาฆ่านายไมเคิล เออร์วิน วันสเลย์ อายุ 58 ปี หัวหน้าฝ่ายตรวจสอบบัญชีของบริษัท เซ้าท์สาทร แพลนเนอร์ จำกัด มีนายสมชาย ใจห้าว จำเลยร่วมในคดีนี้ ซึ่งศาลจังหวัดนครสวรรค์มีคำพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต เป็นผู้ขี่จักรยานยนต์ แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนขนาด 11 มม. ยิงผู้ตาย 8 นัด กระสุนถูกศีรษะและลำตัวผู้ตายจนเสียชีวิตคารถตู้ เหตุเพราะผู้ตายตรวจสอบพบการทุจริตของโรงงานน้ำตาลเกษตรไทยที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ เหตุเกิดที่บริเวณถนนทางเข้าโรงงานน้ำตาลเกษตร ต.หนองโพ อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์

คดีศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2551 ให้ยกฟ้องจำเลย เนื่องจากพยานโจทก์ยังมีความสงสัยว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย แต่ให้ขังจำเลยไว้ระหว่างอุทธรณ์ ซึ่งต่อมาอัยการยื่นอุทธรณ์ ขณะที่จำเลยยื่นประกันและได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์คดี

ต่อมาศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวน ประชุมหารือกันแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติว่า วันและเวลาเกิดเหตุ นายไมเคิล เออร์วิน วันสเลย์ ผู้ตายและคณะโดยสารรถตู้ไปร่วมประชุมคณะผู้บริหารโรงงานน้ำตาลเกษตรไทย เมื่อไปถึงถนนทางเข้าโรงงาน นายสมชาย ใจห้าว (จำเลยร่วมที่ศาลจังหวัดนครสวรรค์พิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต) กับพวกร่วมกัน ขี่รถจักรยานยนต์ประกบรถตู้แล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย

ศาลอุทธรณ์มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดกับนายสมชาย หรือไม่ เห็นว่าคดีนี้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานยืนยันว่าจำเลยเป็นคนยิงผู้ตาย คงมีเพียงบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของนายสมชาย ที่เป็นผู้กระทำความผิด ที่ยอมรับว่านายสมชายเป็นผู้ขี่รถจักรยานยนต์ จำเลยนั่งซ้อนท้ายและเป็นคนยิงผู้ตาย ซึ่งคำให้การของนายสมชายถือเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิด จึงต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง

ศาลอุทธรณ์ยังวินิจฉัยว่าส่วนพยานโจทก์อื่นซึ่งพยานร่วมกระทำผิดที่พนักงานสอบสวนกันไว้เป็นพยาน, พนักงานโรงานน้ำตาล และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ที่เบิกความว่าเห็นนายสมชายนำรถจักรยานยนต์มาจอดที่วัดหนองโพ บริเวณทางเข้าโรงงาน และเบิกความว่าเคยเห็นหน้าจำเลย ก็เป็นพยานแวดล้อม ซึ่งเคยเห็นหน้าจำเลยเพียงครั้งเดียว ขณะที่จำเลยไม่มีลักษณะพิเศษแตกต่างบุคคลทั่วไป นอกจากนี้พยานโจทก์ยังเบิกความว่าขัดแย้งกันเกี่ยวกับวันและเวลาที่นายไมเคิลถูกยิง ส่วนหมายเลขโทรศัพท์มือถือที่ผู้ร่วมกระทำผิดใช้ติดต่อที่พยานโจทก์เบิกความถึง ก็ได้ความว่ามีบุคคลอื่นจดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่อง ไม่มีชื่อของจำเลย พยานหลักฐานโจทก์จึงยังน่าสงสัยอยู่ว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย พิพากษายืน แต่ให้ขังจำเลยไว้ระหว่างฎีกา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังฟังคำพิพากษา นายพิเชษฐ์ หรือ ส.ทักษิณ จำเลย ซึ่งสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวลายทาง กางเกงยีนส์ ที่ได้รับการประกันตัวในชั้นอุทธรณ์ ได้โผเข้ากอดญาติและเพื่อนที่มาร่วมฟังคำพิพากษาประมาณ 10 คน ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม จากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวนายพิเชษฐ์ไปยังห้องคุมขังใต้ถุนศาล ส่วนญาติของนายไมเคิลผู้เสียหายนั้นไม่ได้เดินทางมาศาลร่วมฟังคำพิพากษาแต่อย่างใด

ต่อมาญาตินายพิเชษฐ์ จำเลย ได้ยื่นคำร้องขอประกันตัว พร้อมหลักทรัพย์เป็นห้องอาคารชุดย่านปากเกร็ด จ.นนทบุรี เนื้อที่ 28.40 ตารางเมตร ราคาประเมิน 440,200 บาท พร้อมเงินสดอีกจำนวน 60,000 บาท รวมราคาทั้งสิ้น 500,200 บาท ศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยระหว่างฎีกา โดยตีราคาประกัน 500,000 บาท

สำหรับคดีฆ่านายไมเคิลนั้น ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2549 คดีที่พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ และนายอดัม เออร์วิน วันสเลย์ บุตรชายนายไมเคิล ร่วมกันเป็นโจทก์ ได้ยื่นฟ้อง นายบุญพรรณ สุทธิวิริวรรณ นายสมโชค สุทธิวิริวรรณ น้องชายนายบุญพรรณ นายประดิษฐ์ ศิริวิริยะกุล กรรมการบริหารโรงงานน้ำตาลเกษตรไทย และนายสมพงษ์ บัวสกุล หรือพงษ์ ปากพนัง ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานจ้างวาน ฆ่า และร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งศาลอาญาพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต นายบุญพรรณ จำเลยที่ 1 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.289 (4) และฐานเป็นผู้ให้การช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกผู้อื่นกระทำผิด ตาม ม.86 และให้ประหารชีวิต นายสมโชคและนายสมพงษ์ จำเลยที่ 2 และ 4 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.289 (4) และ ม.83 สำหรับนายประดิษฐ์ จำเลยที่ 3 พิพากษาให้ยกฟ้อง

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล