"หนูอาจตายได้เลยนะลุง" สาวท้อง 6 เดือน หนีตายผัวซ้อม แท็กซี่ดันปลดล็อกรถ

"หนูอาจตายได้เลยนะลุง" สาวท้อง 6 เดือน หนีตายผัวซ้อม แท็กซี่ดันปลดล็อกรถ
Sanook! Regional

สนับสนุนเนื้อหา

สาวท้อง 6 เดือนร้องมูลนิธิปวีณาฯ ถูกสามีซ้อมจนทนไม่ไหว พร้อมขอให้ตำรวจเรียกตัวคนขับแท็กซี่ช่วยเหลือฝ่ายชาย เปิดประตูรถให้สามีมาฉุดไปจนถูกซ้อม ทั้งที่ขอร้องว่า “อย่าเปิดล็อกประตูรถเพราะหนูอาจตายได้เลยนะลุง”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (16 ก.ค.) เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ สภ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ได้พา น้องเค (นามสมมติ) มาพบ พ.ต.อ.สุรพจน์ รอดบำรุง ผกก.สภ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี เพื่อติดตามคดีกรณีสามีน้องเคได้ทำร้ายร่างกายเมื่อคืนวันที่ 6 ก.ค.63 ด้วยการจับน้องเค กดหัว แล้วต่อย ตบตี อย่างรุนแรง จนร่างกาย ใบหน้า ศีรษะ และตาบวมช้ำ และยังขู่ว่า “ถ้าแทงมึงตายกูต้องติดคุกกี่ปี” จนทำให้หวาดกลัวมาก

นอกจากจะมาติดตามดำเนินคดีสามีทำร้ายร่างกายแล้ว น้องเคประสงค์จะแจ้งความให้ตำรวจติดตามตัวคนขับแท็กซี่มาดำเนินคดี ในข้อหาช่วยเหลือฝ่ายชายจนทำให้ตนเองถูกทำร้ายจนแทบเอาตัวไม่รอด

น้องเค กล่าวว่า ตนเองรู้จักกับฝ่ายชายมาได้ประมาณ 1 ปี แต่เมื่อช่วงกลางเดือนเมษายน 2563 ตนท้องได้ 3 เดือน จึงตัดสินใจมาเช่าห้องอยู่กับฝ่ายชาย แต่ตลอดระยะเวลาที่อยู่ด้วยกันก็มีการทำร้ายร่างกายมาโดยตลอด

ซึ่งหลังสุดที่ถูกทำร้ายหนักวันที่ 31 ธ.ค.62 ถูกทำร้ายจนเข้ารพ.พระนั่งเกล้า พักรักษาตัว 11 วัน อาการซี่โครงร้าว ม้ามแตก ตับฉีก แต่ไม่ได้แจ้งความ เพราะทุกครั้งที่ฝ่ายชายทำร้ายมักจะมีการพูดจาข่มขู่ และบอกว่ารู้จักกับตำรวจหลายคน อย่างมากก็เสียค่าปรับ

จนวันที่ 6 ก.ค.63 เวลา 13.00 น. ตนเองได้ตัดสินใจจะเลิกกับฝ่ายชาย จึงได้มีการส่งข้อความไปบอกเลิก และบล็อกเบอร์โทรของฝ่ายชาย แต่ทางฝ่ายชายได้ให้น้องชายของตนเองโทรมาหา เพราะทางฝ่ายชายจะขอคุยเรื่องสิ่งของที่ยังอยู่กับฝ่ายชาย จากนั้นตนเองจึงปลดบล็อกเบอร์และได้มีการพูดคุยกับทางฝ่ายชายโดยตกลงยอมเลิกกันด้วยดี และขาดการติดต่อกันไป

น.ส.เค กล่าวต่อว่า จนถึงเวลา 21.02 น. ตนเองเลิกงาน จึงขอให้เพื่อนร่วมงานช่วยไปดูหน้าออฟฟิศว่ามีฝ่ายชายมารอหรือไม่ เพื่อนแจ้งว่าไม่มี มีแต่แท็กซี่จอดอยู่ 1 คัน จึงรีบไปขึ้นรถแท็กซี่ ทะเบียนสีเขียวเหลือง และบอกคนขับแท็กซี่ว่าไปสนามบินน้ำ เพราะจะไปนอนบ้านแม่

แต่รถแท็กซี่คันดังกล่าวได้ขับออกมาจากหน้าออฟฟิศแล้วเลี้ยวมาอีกทาง ตนจึงถามคนขับแท็กซี่ว่า ทำไมลุงเลี้ยวมาทางนี้ คนขับแท็กซี่บอกว่า "แฟนหนูรออยู่" จากนั้นคนขับแท็กซี่ขับรถมาจอดต่อท้ายรถของฝ่ายชาย ตนเห็นฝ่ายชายได้เดินลงมาจากรถ จึงขอร้องคนขับรถแท็กซี่ว่า "อย่าเปิดล็อกประตูรถเพราะหนูอาจตายได้เลยนะลุง"

ก่อนที่ฝ่ายชายเดินมาเปิดประตูทางฝั่งที่ตนเองนั่ง แต่ตนเองได้ล็อกประตูไว้ทันทางฝ่ายชายจึงเปิดไม่ได้ แต่ทางคนขับแท็กซี่ได้เปิดล็อกประตูให้ ฝ่ายชายจึงเปิดประตูและมากระชากลงจากรถ และได้จ่ายเงินให้คนขับแท็กซี่ไป 400 บาท

น.ส.เค กล่าวอีกว่า จากนั้นทางฝ่ายชายได้ฉุดกระชากตนเข้าไปในรถ แล้วตบตี ต่อย จับหัวกดลง และพูดว่า "ถ้าแทงมึงตายกูต้องติดคุกกี่ปี" ตนเองกลัวจึงขอร้องไม่ให้ฝ่ายชายทำร้ายร่างกาย ฝ่ายชายจึงขับรถมุ่งหน้ามาทางรังสิต บอกว่าจะไปบ้านแม่ของฝ่ายชายอยู่ที่คลอง 10 ธัญบุรี เมื่อมาถึงประมาณคลอง 1 จึงได้โทรไปหาแม่ ทางแม่ฝ่ายชายบอกว่ามีญาติมาอยู่หลายคนไม่สะดวก

ฝ่ายชายจึงบังคับให้ตนเองพามาที่บ้านของครอบครัวตนเองซึ่งอยู่ที่ จ.นนทบุรี และบอกว่าครั้งหน้าถ้าดิฉันหนีมาจะได้ตามมาถูก จากนั้นได้ขับรถพากลับมาที่ห้องเช่าแถวท่าอิฐ จ.นนทบุรี ที่เช่าอยู่ด้วยกันทางฝ่ายชายก็ทำตัวปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

จนถึงเช้าวันที่ 7ก.ค.63 เวลาประมาณ 10.00 น. ฝ่ายชายก็ขับรถมาส่งที่ออฟฟิศ จากนั้นทางเพื่อนร่วมงานได้เห็นร่องรอยการถูกทำร้าย จึงได้โทรศัพท์แจ้งขอความช่วยเหลือมายังมูลนิธิปวีณาฯ เพราะดิฉันต้องการเลิกกับฝ่ายชาย และขอให้มูลนิธิปวีณาฯช่วยเหลือให้ถึงที่สุด

ด้าน นางปวีณา หงสกุล กล่าวว่า กรณีเคสน้องเคนั้น เป็นห่วงเรื่องสุขภาพและจิตใจของน้องเค รวมทั้งลูกในท้อง และความปลอกภัย ดังนั้นมูลนิธิปวีณาฯ จึงให้การดูแลอย่างใกล้ชิด และฟื้นฟูสภาพจิตใจรวมทั้งต้องพาไปตรวจครรภ์ให้ครบตามกำหนด ซึ่งมูลนิธิปวีณาจะคุ้มครองน้องเคและลูกในท้องให้ดีที่สุด

ทุกวันนี้สถิติการรับเรื่องราวร้องทุกข์ของมูลนิธิปวีณาฯ มีเรื่องการทำร้ายร่างกายภรรยา หรือแฟน เป็นอันดับหนึ่ง จึงขอให้ผู้หญิงที่คิดจะคบหากับใคร ควรเรียนรู้ความประพฤติ รู้จักครอบครัว ศึกษาประวัติ ลักษณะนิสัยของฝ่ายชายให้แน่ชัดก่อน เพราะบางคนมีพฤติกรรมชอบใช้ความรุนแรง ก่อนที่จะตกลงอยู่กินกับฝ่ายชาย โดยเฉพาะการมีบุตรด้วยกัน ต้องมีความรัก มีความพร้อมที่จะมีบุตรเสียก่อน มิฉะนั้นเด็กที่เกิดมาจะเป็นเหยื่อของสังคมที่ชั่วร้ายต่อไป