นิพนธ์คุยสุเทพอุบไขก็อกปมขัดแย้งตั้งผบ.ตร.

อภิสิทธิ์ ยันเข้าใจ นิพนธ์ ปัดคุยเรื่องลาออก ขณะที่ นิพนธ์ ดอดคุย สุเทพ อุบไขก๊อกปมขัดแย้งตั้ง ผบ.ตร. ศิริโชค ชี้เป็นแค่ข่าวลือ ลั่นอำนาจเสนอชื่อ ผบ.ตร.เป็นของนายกฯ ส่วนการประชุม ก.ตร.โผ 688 นายตำรวจผ่านฉลุย เผยวงประชุมขวาง วิเชียร นั่ง ก.ตร.
จากกรณีมีกระแสข่าวว่า นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี จะลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากมีความเห็นไม่ตรงกันกับนายกรัฐมนตรีในเรื่องการเสนอชื่อ ผบ.ตร.นั้น เมื่อเวลา 12.15 น. วันที่ 31 สิงหาคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้หารือกับนายนิพนธ์ แต่ไม่ได้พูดเรื่องการลาออก เป็นการคุยกันปกติ ซึ่งตนกับนายนิพนธ์เข้าใจกันดี ส่วนกระแสข่าวที่ออกมานั้นไม่ทราบ ตนไม่ใช่คนให้ข่าว
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ ก.ตช.บางคนเสนอว่า ควรมีการหารือ และคุยนอกรอบกันก่อนการเลือก ผบ.ตร.คนใหม่ ว่า คิดว่าก่อนประชุมครั้งต่อไปคงจะทำความเข้าใจกันให้เรียบร้อย แต่จะเป็นรูปแบบใดยังไม่ทราบ ซึ่งกำลังทำเรื่องนี้ เนื่องจากต้องการให้ทุกอย่างเรียบร้อยที่สุด ฉะนั้นจึงบอกว่า ก.ตร.ทำงานไป และไม่จำเป็นต้องเร่งทำในสัปดาห์นี้ ให้ใช้เวลาให้เต็มที่เพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกัน
ส่วนที่นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ในฐานะ ก.ตช.ระบุว่า ยังมีความเห็นไม่ตรงกับสิ่งที่นายอภิสิทธิ์เสนอ และนายอภิสิทธิ์ควรไปถามเรื่องนี้จากนายนิพนธ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นั่นมันเรื่องเดิม เดี๋ยวค่อยๆ คุยกัน
"นิพนธ์"ดอดคุย"สุเทพ"
ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อเวลา 15.45 น. นายนิพนธ์ได้เข้าพบนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ห้องทำงานตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อพูดคุยเป็นการส่วนตัวนานเกือบ 2 ชั่วโมง โดยภายหลังการหารือ นายสุเทพมีสีหน้ายิ้มแย้มและกล่าวหยอกล้อกับผู้สื่อข่าวว่า "พวกคุณไม่กลับบ้านกลับช่องกันหรืออย่างไร ผมบอกแล้วไงว่าคุยกับผมวันละครั้ง วันนี้ก็ 2 ครั้งแล้ว ยังมาตื๊อครั้งที่ 3 อีก"
จากนั้นผู้สื่อข่าวถามว่า ได้หารือกับนายนิพนธ์เกี่ยวกับการแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่มีแล้วๆ ไม่ได้คุย บอกแล้วว่า หนึ่งไม่หนี สองไม่พูด เป็นสิ่งที่เราตกลงกันไว้แล้วไง อย่างไรก็ตาม นายสุเทพปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการนายกรัฐมนตรีของนายนิพนธ์ โดยเดินเลี่ยงขึ้นรถยนต์ส่วนตัวเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลทันที
ขณะเดียวกัน ขณะบรรดาผู้สื่อข่าวกำลังสัมภาษณ์นายสุเทพอยู่นั้น นายนิพนธ์ได้อาศัยช่วงเวลาดังกล่าวเดินเลี่ยงลงบันไดด้านหลังตึกบัญชาการไปขึ้นรถเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลไปทันทีเช่นกัน
"ศิริโชค"ยันข่าวลือ"นิพนธ์"ไขก๊อก
นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กระแสข่าวนายนิพนธ์จะลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากรู้สึกอึดอัดใจที่นายกรัฐมนตรีไม่ฟังข้อมูลเรื่องการแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่นั้น ยืนยันว่าไม่มี เป็นข่าวลือกันไปเอง เป็นการปล่อยข่าวเพื่อสร้างสถานการณ์ให้ดูวุ่นวายว่ารัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ แต่ความจริงไม่มีอะไรเลย ยืนยันว่านายนิพนธ์เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี และยังทำงานอยู่ ไม่ได้มีความท้อแท้แต่อย่างใด แต่ความขัดแย้งทางความคิดเกิดขึ้นได้เสมอในระบอบประชาธิปไตย
นายศิริโชคยังยืนยันด้วยว่า หากนายกรัฐมนตรียังยืนยันที่จะเสนอชื่อ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ เป็น ผบ.ตร.คนใหม่ ก็เชื่อว่าไม่มีปัญหา เพราะเป็นแค่ตำแหน่งหนึ่งเท่านั้น ซึ่งไม่แน่ใจว่านายนิพนธ์เลือกใคร แต่เชื่อว่านายนิพนธ์ทำตามที่นายกรัฐมนตรีสั่งอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ได้มีปัญหาถึงกับจะต้องลาออกแต่อย่างใด
อำนาจนายกฯ เสนอชื่อผบ.ตร.
ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า หากนายกรัฐมนตรียืนยันที่จะเสนอชื่อ พล.ต.อ.ปทีป ก็อาจจะมีปัญหากับพรรคภูมิใจไทย นายศิริโชค กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน เพราะเรื่องนี้เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีในการเสนอชื่อ และเป็นไปตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ที่ระบุว่าอำนาจในการเสนอชื่อให้ ก.ต.ช.พิจารณาลงมติเห็นชอบนั้นเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีคนเดียว
"ผมคิดว่า ถ้านายกฯ เสนอ นายกฯ ก็ต้องมั่นใจว่าต้องได้ ถ้าท่านเสนอนะ นายกฯ มีอำนาจในการคัดเลือก และ ก.ต.ช.มีหน้าที่แค่เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เพราะฉะนั้น ก.ต.ช.จะบอกว่าชอบคนนั้นมากกว่าคนนี้ไม่ได้ คือ ชื่อที่นายกฯ เสนอ ก.ต.ช.ก็ต้องลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ทราบเหมือนกันว่านายกฯ จะเสนอชื่อใคร แต่นายกฯ ยืนยันว่าจะเสนอชื่อเดียวตามกฎหมาย" นายศิริโชค กล่าว
ยันคนมีภาวะผู้นำก็ต้องดื้อ
นายศิริโชคกล่าวถึงเสียงวิจารณ์ว่านายกรัฐมนตรีดื้อ ว่า คงพูดยาก เพราะถ้านายกรัฐมนตรีไม่ทำ ก็หาว่าไม่มีภาวะผู้นำ ทีนี้คำว่าภาวะเป็นผู้นำก็คือต้องดื้อ ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง คนเป็นผู้นำก็ต้องดื้ออยู่แล้ว เพราะตามตำราบอกเอาไว้อย่างนั้น ถ้าไม่ดื้อก็เป็นผู้นำไม่ได้ ผู้นำต้องเชื่อในสิ่งที่ตัวเองกำลังพยายามพาประเทศไป ถ้านายกรัฐมนตรีหวั่นไหวตามกระแสสังคม แปลว่านายกรัฐมนตรีก็ขาดความเป็นผู้นำ แล้วแต่คนจะตีความ ถ้าตีความให้สวยหรูหน่อยก็พูดว่ามีภาวะความเป็นผู้นำ แต่ถ้าจะด่าก็บอกว่าทำไมดื้อจัง ดังนั้นต้องถามว่า คำว่าดื้อนั้นอยู่ในมาตรฐานของใคร
ภูมิใจไทยปัดเอี่ยวเสนอชื่อผบ.ตร.
นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ ที่มีการเสนอชื่อ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รอง ผบ.ตร. และพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ ให้นายอภิสิทธิ์เลือกว่า พรรคไม่ได้มีการพูดคุยกันเลย ซึ่งเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นคนตัดสินใจเพียงคนเดียวเท่านั้น
ส่วนที่นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ออกมาบอกว่าอาจจะมีการยุบสภาหลังจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ผ่านนั้น โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า การที่นายชัยพูดเช่นนั้น เพราะเป็นการวิเคราะห์ เนื่องจากประวัติศาสตร์มักจะเป็นเช่นนั้น โดยนายชัยพูดในหลักการ ขณะที่พรรคภูมิใจไทยยังไม่มีความคิดที่จะยุบสภา
ถก ก.ตร.ผ่านหลักเกณฑ์ฉลุย
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 31 สิงหาคม นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ร่วมกับ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. จเรตำรวจ รอง ผ.ตร. และ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ โดยใช้เวลาการประชุมประมาณ 2 ชั่วโมง
ภายหลังการประชุม นายสุเทพให้สัมภาษณ์ว่า การประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผ่านไปทุกอย่าง ไม่มีอะไรเป็นปัญหา ส่วนตำแหน่งสุดยอด ตำแหน่ง ผบ.ตร.ที่ยังไม่เรียบร้อยนั้น นายสุเทพกล่าวติดตลกว่า เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ ก.ตร.
ยันโผ 688 นายไม่มีเด็กเส้น
พล.ต.อ.พัชรวาท เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการพิจารณาตำรวจ 688 นาย ที่ได้รับการยกเว้นหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้ง ซึ่งก็ผ่านที่ประชุมทุกตำแหน่ง แต่ ก.ตร.ก็มีการซักถามในบางตำแหน่งที่มีปัญหา เช่น เรื่องวุฒิการศึกษา การปรับเปลี่ยนตำแหน่ง การกำหนดหลักเกณฑ์โครงสร้างใหม่แต่ทำงานในตำแหน่งเดิม แต่สามารถชี้แจงได้ทุกตำแหน่ง ยืนยันว่าไม่มีเด็กเส้น เป็นการปรับเกลี่ยลงในตำแหน่งระนาบเดียวกัน ส่วนกรณีที่ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รอง ผบ.ตร. ยื่นร้องเรียนความไม่เป็นธรรมในการแต่งตั้งรักษาราชการแทน ผบ.ตร.นั้น อยู่ในวาระอื่น ซึ่งที่ประชุม ก.ตร.ได้มอบหมายให้ เลขาฯ ก.ตร.ไปพิจารณาข้อกฎหมายและมาเสนอในที่ประชุม ก.ตร.ครั้งต่อไป
ขวางที่ปรึกษา (สบ10) นั่งก.ตร.
พล.ต.ท.อาจิณ โชติวงศ์ ผบช.ก.ตร. กล่าวถึงการประชุม ก.ตร.ว่า การพิจารณาเรื่องสำคัญใน ก.ตร. มีเรื่องที่ พล.ต.อ.ชลอ ชูวงศ์ ที่ปรึกษา (สบ 10) เสนอให้ตำแหน่งที่ปรึกษาเทียบเท่า รอง ผบ.ตร. สามารถเป็น ก.ตร.โดยตำแหน่งได้นั้น ที่ประชุมพิจารณาแล้วเห็นว่าขัดกับ พ.ร.บ.ตำรวจ มาตรา 30 (ข) ที่ระบุชัดเจนว่า รอง ผบ.ตร. และจเรตำรวจ เท่านั้นที่เป็น ก.ตร.โดยตำแหน่ง หากมี ก.ตร.โดยตำแหน่งเพิ่มก็ต้องมี ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มในอัตราที่เท่ากัน นอกจากนี้ตำแหน่งที่ปรึกษาเป็นตำแหน่งเฉพาะตัว เมื่อเกษียณราชการตำแหน่งก็หมดไปตามหน้าที่
รายงานข่าวระบุว่า การประชุมครั้งนี้ มี ก.ตร.บางคนพยายามเสนอให้ พล.ต.อ.ที่อยู่ในตำแหน่งที่ปรึกษา เทียบเท่า รอง ผบ.ตร. ซึ่งในที่นี้หมายถึง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี สามารถเป็น ก.ตร.ด้วย แต่ที่ประชุมกลับไม่เห็นด้วย เนื่องจากไม่ต้องการให้ พล.ต.อ.วิเชียร มีโอกาสเข้ามานั่งใน ก.ตร.
ขยายเวลาแต่งตั้งถึง 30 ก.ย.
พล.ต.ท.อาจิณ กล่าวถึงเรื่องการขออนุมัติยกเว้นคุณสมบัติตำรวจ 688 ตำแหน่งว่า เมื่อตรวจสอบแล้วเหลือเพียง 686 ตำแหน่ง ซึ่งไม่มีกรณีพิเศษใดๆ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการกำหนดคุณสมบัติตำรวจที่จะดำรงตำแหน่งตามโครงสร้างใหม่ โดยส่วนใหญ่จะปฏิบัติหน้าที่นั้นเป็นเวลานานอยู่แล้ว เพียงขาดคุณสมบัติด้านวุฒิการศึกษา การอบรมหลักสูตร แต่การพิจารณาในครั้งนี้ พล.ต.อ.พัชรวาท ก็ต้องการเพียงแค่ปรับเกลี่ยตำแหน่งตามโครงสร้างใหม่เท่านั้น ส่วนการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งก็จะนำไปพิจารณาในวาระประจำปี เนื่องจากมีปัญหาเรื่องข่าวการซื้อขายตำแหน่ง
ส่วนเรื่องการขออนุมัติขยายระยะเวลาการคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ ผบก. ในวาระประจำปีนั้น พล.ต.ท.อาจิณ กล่าวว่า ที่ประชุม ก.ตร.ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าควรขยายระยะเวลา เนื่องจากเดิมกำหนดให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 สิงหาคม แต่ไม่ทัน เนื่องจากมีการปรับโครงสร้างใหม่ ต้องรอแต่งตั้งโครงสร้างใหม่ให้เสร็จสิ้นก่อน จึงขยายเวลาพิจารณาการแต่งตั้งไปถึงวันที่ 30 กันยายน ส่วนการแต่งตั้งโยกย้ายระดับ รอง ผบก.ลง ไป ก็ไม่น่าจะเกินกำหนดระยะเวลาเดิมคือวันที่ 30 พฤศจิกายน
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


