สาวห้างถึงกับช็อก ทำงานได้เงินวันละ 300 กว่าบาท ถูกฟ้องเรียกเก็บภาษี 32 ล้าน

สาวห้างถึงกับช็อก ทำงานได้เงินวันละ 300 กว่าบาท ถูกฟ้องเรียกเก็บภาษี 32 ล้าน
Sanook! Regional

สนับสนุนเนื้อหา

สาวสุดมึน เป็นแค่พนักงานห้างรายได้วันละ 300 กว่าบาท จู่ๆ มีชื่อเป็นกรรมการบริษัท ถูกสรรพากรฟ้องเรียกเก็บภาษี 32 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (7 ก.ค.) เมื่อเวลา 14.30 น. น.ส.นันทวรรณ อายุ 35 ปี พนักงานรายวันอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ย่านปู่เจ้าสมิงพราย ต.เทพารักษ์ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ได้หอบเอกสารเข้าขอความเป็นธรรมกับทนาย ดร.เกรียงศักดิ์ พินทุสรศรี ที่สำนักงานเกรียงศักดิ์และเพื่อนทนายความการบัญชี จำกัด หลังทราบว่าตัวเองตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายเรียก ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ได้ออกหมายเรียกให้ไปพบเพื่อแจ้งข้อกล่าวหา แจ้งข้อความเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรฯ ตามประมวลกฎหมายรัษฎากรฯ ที่มีกรมสรรพากร เป็นโจทย์ยื่นฟ้องเรียกเก็บภาษีย้อนหลังเป็นเงินจำนวน 32 ล้านบาท กับ น.ส.นันทวรรณ ซึ่งถูกระบุว่า มีตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัทแห่งหนึ่ง

โดยที่ น.ส.นันทวรรณ ไม่เคยเกี่ยวข้องกับบริษัทดังกล่าว หรือมีตำแหน่งตามที่ถูกกล่าวหา แต่อย่างใด และยังมีหนังสือนัดส่งตัว ให้ น.ส.นันทวรรณ ไปพบพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญามีนบุรี 2 ฟ้อง เพื่อฟังคำสั่ง หรือส่งตัวฟ้องศาล ในวันที่ 13 ก.ค. เวลา 10.00 น.

ซึ่งความเป็นจริง น.ส.นันทวรรณ คุ้มศิริ ไม่ได้เป็นกรรมการบริษัทดังกล่าวและไม่รู้จักและไม่เคยทำธุรกิจในคดีนี้แต่อย่างใด มีรายได้เพียงเงินค่าแรงรายวัน วันละ 300 กว่าบาท ต้องเช่าห้องอยู่มีลูกอีก 4 คน และแม่วัย 70 ปี ที่ต้องเลี้ยงดู แต่ต้องมาถูกดำเนินคดีข้อหา แจ้งข้อความเท็จ เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ตามประมวลกฎหมายรัษฎากรโดยที่ไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง ถ้าในวันที่ 13 ก.ค. ส่งฟ้อง น.ส.นันทวรรณ ต้องติดคุกเพราะไม่มีเงินประกันตัว เนื่องจากยอดเงินที่ฟ้องสูงถึง 32 ล้านบาท

น.ส.นันทวรรณ เล่าทั้งน้ำตาว่า ตนเองตกเป็นผู้ที่ถูกกรมสรรภากรเรียกเก็บภาษี โดยกล่าวหาว่าตนเองมีชื่อเป็นประธานกรรมการบริษัท ซึ่งเราไม่เคยทำหรือไปจดทะเบียนกับบริษัทอะไรเลย เพราะเราทำงานเป็นพนักงานของห้าง รายได้ก็วันละประมาณ 300 กว่าบาท ตกเดือนละไม่ถึงหมื่นบาท ไม่รู้ว่าตนเองถูกสวมสิทธิ์หรือว่าไปพลาดอะไรตรงไหน อยู่ดีๆ ก็มีหมายเรียกมาเมื่อ 4 ปี ที่แล้ว เราก็ไปตามที่เขานัดและเราก็ปฎิเสธทุกข้อกล่าวหาว่าเราไม่รู้เรื่อง และก็ไม่ได้เป็นประธานกรรมการบริษัทนี้

ล่าสุด เมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา มีหมายเรียกส่งไปที่บ้านที่ต่างจังหวัด และแม่ตนเป็นคนรับหมาย ซึ่งตนก็ไปหาตามหมายเรียกเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว และปฎิเสธเหมือน 4 ปีที่แล้วว่าไม่รู้เรื่อง และไม่เคยทำอะไรตามที่ถูกกล่าวหา ซึ่งตำรวจบอกว่าหากไม่มีหลักทรัพย์ประกันตัว 2 แสนบาท ก็อาจจะต้องติดคุก

"ต้องมาติดคุกทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เราต้องจ่ายภาษีถึง 32 ล้าน นึกไม่ออกเลยว่าเงินมันเยอะแค่ไหน ถ้าเราเป็นประธานบริษัท ตามที่ถูกกล่าวหาจริงๆ เราจะมาเป็นลูกจ้างเขาทำไม ห้องเราจะมาเช่าเขาอยู่ทำไม ค่าเช่าเรายังจ่ายเขาไม่ตรงเลย เจ้าของตึกเขาไม่ไล่ตนออกไปนอนข้างนอกก็ดีแค่ไหนแล้ว จะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายเงินไม่ใช่แค่บาทสองบาท"

น.ส.นันทวรรณ  กล่าวอีกว่า ทำไมตนต้องมาเจออะไรแบบนี้ ตนรับไม่ได้ และมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย นั่งร้องไห้ทุกวัน กินข้าวไม่ได้ตั้งแต่วันที่กลับมาจากศาล และก็นอนไม่หลับ จนต้องกินยานอนหลับ ตนเครียดจนไม่ไหวแล้ว ก็เลยมาร้องขอความเป็นธรรมที่สำนักงานทนายความดังกล่าว

ด้าน ทนาย ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า หลังจากนี้ที่ตนรับเรื่องมา ประมาณวันที่ 12 หรือ 13 ก.ค. ตนก็ต้องไปที่อัยการเพื่อทำคำร้องขอความเป็นธรรม สำหรับคดีนี้ต้องใช้เวลานานหลายเดือนหรืออาจจะเป็นปี และต้องตรวจสอบรายละเอียด เพราะ น.ส.นันทวรรณ มาร้องขอความเป็นธรรมและไม่มีเงิน และไม่รู้จักกับบริษัทที่ถูกกล่าวหาเลย โดยตนเองก็จะช่วยเหลือเต็มที่โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย