วอชด็อกช่วยหมาไทยหลังอาน 50 ตัว เฒ่าฝรั่งเพาะขาย ปล่อยอดอยากน่าเวทนา

วอชด็อกช่วยหมาไทยหลังอาน 50 ตัว เฒ่าฝรั่งเพาะขาย ปล่อยอดอยากน่าเวทนา
Sanook! Regional

สนับสนุนเนื้อหา

วอชด็อกช่วยหมาไทยหลังอาน 50 ตัว สภาพอดอยาก ป่วย ตาย น่าเวทนา เจ้าของแจ้งความกลับ ยันแค่เลี้ยงไว้เฉยๆ ไม่ได้ขาย

วันนี้ (2 ก.ค.63) ที่สถานีตำรวจภูธรสารภี อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ตัวแทนมูลนิธิวอชด็อกไทยแลนด์ เดินทางเข้าพบ พนักงานสอบสวนแจ้งความดำเนินคดี กับชายชาวอเมริกัน อายุ 73 ปี ในข้อหาทารุณกรรมสัตว์ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ชายคนดังกล่าว ซึ่งชาวบ้านพักอยู่ในพื้นที่อำเภอสารภี และทำการเพาะเลี้ยงสุนัขพันธุ์หลังอานส่งขายต่างประเทศ ได้ประสานขอความช่วยเหลือผ่านทางอาสาสมัครของมูลนิธิ โดยแจ้งว่าตัวเองล้มป่วยไม่สามารถดูแลสุนัขที่เพาะเลี้ยงไว้กว่า 50 ตัวได้ จึงอยากจะมอบสุนัข ให้ทางมูลนิธิรับไปช่วยดูแล ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เข้าตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่พบว่าสุนัขทั้งหมด มีสภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้ายมาก ทั้งสถานที่สกปรก ป่วย เป็นขี้เรื้อนและอดโซ รวมทั้งถูกปล่อยให้นอนตายด้วย

โดยต่อมาวานนี้ (1ก.ค.63) ทางมูลนิธิจึงได้ประสาน เจ้าหน้าที่ตำรวจ และปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมนำคนเข้าไปรับสุนัขทั้งหมดเพื่อจะนำไปดูแลที่มูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม ที่อำเภอแม่แตง แต่ปรากฏว่าชายคนดังกล่าวไม่ยินยอมเพราะต้องการจะเก็บสุนัขจำนวน 5 ตัว สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ดีไว้ จึงเกิดความขัดแย้งกับทางมูลนิธิ ที่เห็นว่าชายคนดังกล่าวไม่มีศักยภาพหรือความสามารถที่จะดูแลสุนัขได้ อีกทั้งเคยมีประวัติ เกี่ยวข้องกับการทารุณกรรมสุนัขที่เพาะเลี้ยงไว้หลายครั้ง จึงนำมาสู่จาก เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อแจ้งความดำเนินคดี

ขณะที่ตัวแทนมูลนิธิวอชด็อกไทยแลนด์ เปิดเผยว่า ชายชาวอเมริกันรายนี้ที่อาศัยเพียงลำพังและล้มป่วยอยู่ด้วย เป็นผู้ร้องขอความช่วยเหลือผ่านทางอาสาสมัครของมูลนิธิที่เป็นชาวต่างชาติและรู้จักกับชายคนนี้ ซึ่งจากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าสุนัขกว่า 50 ตัว ที่อยู่ในความดูแลของชายคนนี้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่เลวร้ายมาก ถูกเลี้ยงอยู่ในกรงที่วางซ้อนกันเป็นชั้นๆ ปล่อยให้ขับถ่ายเรี่ยราดสกปรก อดอยากหิวโซและป่วย รวมทั้งมีที่ถูกปล่อยให้นอนตายโดยไม่มีการนำไปฝังด้วย ซึ่งประเมินแล้วชายคนนี้ไม่มีความสามารถที่จะดูแลสุนัขได้ อีกทั้งจากการแจ้งเบาะแสและร้องเรียนของคนรักสัตว์ในต่างประเทศ ระบุว่าชายคนนี้มีประวัติทารุณกรรมสัตว์หลายครั้ง ด้วยการทำร้ายหรือปล่อยให้สุนัขที่หมดประโยชน์แล้วตาย

อีกทั้งทำฟาร์มเพาะสุนัขส่งขายต่างประเทศในราคาตัวละหลักหมื่นถึงแสน ทั้งๆ ที่ไม่มีใบอนุญาตและไม่มีความพร้อมใดๆ เลย ดังนั้นทางมูลนิธิจึงต้องการที่จะรับสุนัขทั้งหมดไปดูแล แต่ทางชายคนนี้ไม่ยินยอมและต้องการจะเก็บสุนัขจำนวน 5 ตัว ที่สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ดีและยังเพาะขยายพันธุ์ได้ไว้ จึงเกิดความขัดแย้งขึ้น โดยที่ทางมูลนิธิคำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์และยืนยันว่าต้องนำสุนัขทั้งหมดไป ซึ่งทางปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ก็มีความเห็นเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงทำให้ต้องมีการแจ้งความดำเนินคดีกับชายคนนี้ในข้อหาทารุณกรรมสัตว์

ทั้งนี้ทางเจ้าของสุนัขก็ได้แจ้งความกลับตัวแทนมูลนิธิวอชด็อกไทยแลนด์  ไว้กับทางสภ.สารภี ในข้อหาลักทรัพย์ โดยอ้างว่าตนเองได้โทรไปขอความช่วยเหลือให้มาช่วงดูแลและให้อาหารสุนัขที่ตนเลี้ยงไว้เท่านั้น และยืนยันว่าตนเองไม่ได้เพาะเลี้ยงสุนัขไว้ขาย แต่สุนัขที่เลี้ยงไว้ออกลูกออกหลานมาจำนวนมาก และที่ต้องแยกขังไว้เนื่องจากสุนัขพันธุ์ไทยหลังอานมักจะกัดกันเองจนได้รับบาดเจ็บเสมอจึงต้องแยกขัง ส่วนที่ไม่สามารถเลี้ยงได้เนื่องจากตนเองมีอาการป่วยไม่สามารถลุกไปให้อาหารเองได้ ซึ่งก่อนหน้านี้มีลูกจ้างช่วยดูแลแต่เมื่อลูกจ้างออกไปจึงต้องดูแลเอง

ส่วนทางตำรวจเองก็ได้รับแจ้งความไว้ทั้ง 2 ฝ่ายเพื่อดำเนินการสืบสวนสอบสวนให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่ายต่อไป