“การเมือง” อุปสรรคใหญ่ของการรับมือ “โควิด-19” ในสหรัฐฯ

“การเมือง” อุปสรรคใหญ่ของการรับมือ “โควิด-19” ในสหรัฐฯ

ในขณะนี้ ทั่วโลกต่างพบว่า “หน้ากากอนามัย” สามารถควบคุมโรคโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถลดการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโคโรนาได้มากถึง 50 – 85 เปอร์เซ็นต์ ยิ่งไปกว่านั้น หน้ากากอนามัยยังมีราคาถูกและเป็นเครื่องมือที่ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงใด ๆ ทั้งยังสามารถทำใช้เองได้ และยังไม่มีผลกระทบจากการใช้อีกด้วย ประกอบกับมีงานวิจัยที่สนับสนุนการใช้หน้ากากอนามัยในช่วงโควิด-19 ที่ได้รับการเปิดเผยเพิ่มมากขึ้น  

สิ่งที่เหมือนกันของประเทศที่สามารถควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ได้สำเร็จ คือ ผู้นำประเทศ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข นักการเมือง และประชาชนทั่วไป เต็มใจใช้หน้ากากอนามัยโดยไม่มีข้อโต้แย้ง งานวิจัยชิ้นล่าสุดค้นพบว่า ในประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่สวมหน้ากากอนามัย ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการระบาดของโรคโควิด-19 เช่น ฮ่องกง เกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทย และเวียดนาม จะมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคน้อย ขณะที่ระยะการระบาดของโรคก็เป็นเพียงช่วงสั้น ๆ เท่านั้น นอกจากจะใช้การสวมหน้ากากอนามัยแล้ว ก็ยังทำควบคู่ไปกับมาตรการอื่น ๆ เช่น การรักษาระยะห่างทางสังคม การติดตามผู้มีความเสี่ยงติดเชื้อ เป็นต้น  

อย่างไรก็ตาม “สหรัฐอเมริกา” ซึ่งอัตราการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 อยู่ที่ 379 รายต่อประชากร 1 ล้านคน กลับมองว่า หน้ากากอนามัยคือเครื่องมือของ “การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย” ซึ่งเป็นผลจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ปฏิเสธการสวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องปรากฏตัวในโทรทัศน์ พร้อมยังกล่าวว่า ชาวอเมริกันที่สวมหน้ากากอนามัยคือกลุ่มที่ไม่พอใจการทำงานของตัวเขา ทำให้ผู้สนับสนุนทรัมป์หลายคนมองว่า การสวมหน้ากากอนามัยเท่ากับการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของพวกเขา ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่สนับสนุนการสวมหน้ากากอนามัย ก็ต้องจำใจลาออกจากงาน เพราะถูกขู่ทำร้าย และเนื่องจากความเชื่อที่ประธานาธิบดีกระพือขึ้น ทำให้มีเพียง 18 รัฐทั่วสหรัฐฯ เท่านั้น ที่ประกาศให้สวมหน้ากากอนามัยในพื้นที่สาธารณะ และมีเพียง 2 รัฐเท่านั้นที่มีผู้ว่าการรัฐมาจากพรรครีพลับลิกัน

การปฏิเสธที่จะสวมหน้ากากอนามัย ทำให้อัตราผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น งานศึกษาชิ้นหนึ่งค้นพบว่า รัฐที่ประกาศให้สวมหน้ากากอนามัย มีอัตราการติดโรคโควิด-19 รายใหม่ลดน้อยลงมากกว่า 450,000 เคสจนถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2020 ขณะที่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน คาดการณ์ว่า สหรัฐฯ จะมีผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 มากถึง 180,000 รายในเดือนตุลาคม แต่พวกเขาก็แนะนำว่า ชาวอเมริกันสามารถลดจำนวนผู้เสียชีวิตได้มากกว่า 33,000 ราย หากประชาชน 95 เปอร์เซ็นต์สวมหน้ากากอนามัย

วัฒนธรรม “Me First” เป็นปัญหาใหญ่ของการรับมือกับโรคโควิด-19 ในสหรัฐฯ ซึ่งกลุ่มคนที่ต่อต้านการสวมหน้ากากอนามัยอ้างเรื่องสิทธิที่จะไม่สวมหน้ากากอนามัยในพื้นที่สาธารณะ มากกว่าการรักษาชีวิตและป้องกันตัวจากโรคระบาด แต่สิ่งที่กลุ่มคนเหล่านี้ยังไม่เข้าใจ คือการสวมหน้ากากอนามัยเป็นการปกป้องผู้สวมและคนอื่น ยิ่งไปกว่านั้น หากอัตราการสวมหน้ากากอนามัยเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงของการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาก็จะลดน้อยลง นี่จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทางการต้องประกาศมากตรการสวมหน้ากากอนามัย

อย่างไรก็ตาม การสวมหน้ากากอนามัยอาจจะไม่ใช่วิธีการเดียวที่จะหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ แต่ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่ไม่ทำให้มาตรการล็อกดาวน์ถูกประกาศใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังจะเห็นได้จากหลายประเทศทั่วโลกที่ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยอย่างแพร่หลาย พร้อมกับการรักษาระยะห่างทางสังคม ล้างมือสม่ำเสมอ ร่วมกับการตรวจหาเชื้อและติดตามผู้มีความเสี่ยงติดเชื้ออย่างใกล้ชิด เมื่อปฏิบัติตัวดังนี้ ชีวิตแบบ “ปกติ” ก็คงจะกลับมาในเร็ววัน