อเมริกา-ยุโรป แห่ขึ้นป้ายขาย "โบสถ์คริสต์" หลังผู้คนทิ้งศาสนา บวกเผชิญหน้าพิษเศรษฐกิจ

อเมริกา-ยุโรป แห่ขึ้นป้ายขาย "โบสถ์คริสต์" หลังผู้คนทิ้งศาสนา บวกเผชิญหน้าพิษเศรษฐกิจ

โบสถ์คริสต์ หมายถึงศาสนสถานที่ใช้ประกอบพิธีกรรมในศาสนาคริสต์ โดยโบสถ์เป็นคำที่ใช้เรียกคริสตศาสนสถานโดยรวมๆ ทั้งหมด ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับวัดในพระพุทธศาสนาหรือมัสยิดในศาสนาอิสลามในแง่ที่มีสถานที่ตั้งอยู่ในแทบทุกชุมชนของบรรดาผู้นับถือศาสนานั้นๆ อาศัยอยู่

สำหรับประเทศไทยมีวัดในพระพุทธศาสนาประมาณ 41,310 วัด และมัสยิดในศาสนาอิสลามมีอยู่ประมาณ 3,943 มัสยิด ส่วนโบสถ์คริสต์มีอยู่ประมาณ 5,789 โบสถ์

ที่เขียนมาข้างต้นนั้นเพื่อที่จะเรียนท่านผู้อ่านว่า ปัจจุบันเกิดปรากฏการณ์การประกาศขายโบสถ์คริสต์เกิดขึ้นอย่างมากมายทั้งในยุโรปและอเมริกา เนื่องจากอัตราคนไม่เชื่อเรื่องพระเจ้าและไม่มีศาสนาสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้โบสถ์คริสต์ไม่ค่อยมีคนไปร่วมพิธีกรรมทางศาสนา การรับบริจาคก็ลดลงไปมาก ประกอบกับเศรษฐกิจตกต่ำส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายของโบสถ์แบบว่าไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าบำรุงรักษาโบสถ์ และเงินเดือนเจ้าหน้าที่ประจำโบสถ์ ตลอดจนค่าใช้จ่ายของบาทหลวงและศาสนาจารย์

วิกฤตขายโบสถ์คริสต์มีให้เห็นทั่วไปที่สหรัฐอเมริกา หากเข้ากูเกิลและพิมพ์คำว่า "CHURCHES FOR SALE" (การขายโบสถ์คริสต์) ก็จะพบประกาศขายโบสถ์คริสต์มากมายอย่างไม่น่าเชื่อในทุกมลรัฐของสหรัฐอเมริกา การซื้อขายโบสถ์คริสต์เป็นเรื่องที่กำลังได้รับความนิยมเนื่องจากนักพัฒนาที่ดินหลายรายชอบซื้อโบสถ์คาทอลิกไปทำธุรกิจอื่น อาทิ ร้านอาหาร รวมไปถึงผับบาร์ สาเหตุที่คนพวกนี้ชอบซื้อโบสถ์คริสต์เพราะมีการออกแบบภายในสวยงามเป็นที่ถูกอกถูกใจ รวมทั้งมีภาพวาดเทวดามีปีกตัวเล็กๆ บินว่อนบนเพดานโบสถ์และมีการประดับกระจกสีที่สวยงาม

ปัจจุบันนี้มีหลายประเทศในยุโรปที่เป็นคาทอลิกหรือโปรเตสแตนท์ ต่างประสบปัญหานี้กันถ้วนหน้า อีกสาเหตุก็คือ นอกจากวิกฤตเศรษฐกิจและคนไม่มีศาสนาเพิ่มแล้ว ยังมีปัญหาขาดแคลนบาทหลวงและศาสนาจารย์ ทำให้องค์การศาสนาคริสต์ต่างๆ ต้องตัดสินใจขายโบสถ์ในความดูแล เพื่อรักษาองค์การศาสนาคริสต์ของตนไม่ให้ล้มละลายก่อนสายเกินแก้

โดยในแต่ละปี องค์การศาสนาคริสต์นิกายแองกลิกันในสหราชอาณาจักร (อังกฤษ, สกอตแลนด์, เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ) จะประกาศปิดโบสถ์และ "ตั้งป้ายขาย" โบสถ์ที่ถูกปิดนั้น อย่างน้อย 20 แห่งต่อปี เนื่องจากโบสถ์เหล่านี้มีผู้มาร่วมพิธีน้อยมาก การขายโบสถ์เพื่อเก็บเงินสดไว้ใช้ยามฉุกเฉินจึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

เยอรมนีเป็นประเทศที่มีชาวคริสต์คาทอลิกและคริสต์โปรเตสแตนท์ จำนวนพอๆ กัน โดยปัจจุบันในเยอรมนีมีสมาชิกโบสถ์ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกประมาณ 23 ล้านคน และนิกายโปรเตสแตนท์มีประมาณ 21.14 ล้านคน ซึ่งคิดเป็น 53.2% ของจำนวนประชากรเยอรมันที่มีกว่า 83 ล้านคน

แต่ในปี พ.ศ. 2561 ปีเดียว ชาวเยอรมันยกเลิกการเป็นสมาชิกโบสถ์ทั้งโรมันคาทอลิกและโปรเตสแตนท์กว่า 430,000 คน โดยมีรายละเอียดดังนี้คือ สมาชิกของคริตจักรนิกายโรมันคาทอลิกในเยอรมนีลาออกทั้งสิ้น 216,078 คน ขณะที่นิกายโปรเตสแตนท์มีสมาชิกขอลาออกจากการเป็นผู้สนับสนุนโบสถ์อีกประมาณ 220,000 คน เนื่องจากประชาชนชาวเยอรมันจะต้องเสียภาษีบำรุงศาสนาให้แก่โบสถ์ถึง 9% ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวจะถูกหักอัตโนมัติจากบัญชีของประชาชนผู้เสียภาษีในเยอรมนี เช่นเดียวกับภาษีเงินได้และเงินสมทบประกันสังคม ทำให้ศาสนจักรทั้ง 2 นิกายในเยอรมนีได้เงินสนับสนุนจากประชาชนหลายพันล้านยูโรในแต่ละปี

ดังนั้น คนเยอรมันผู้ไม่ต้องการเสียภาษีนับถือศาสนาทำให้โบสถ์คริสต์ถูกตั้งป้ายขาย และคนที่มาขอซื้อก็คือชาวมุสลิมที่ต้องการสถานที่นั้นเพื่อใช้เป็นมัสยิด

ส่วนสวีเดนและเดนมาร์ก สองประเทศในแถบสแกนดิเนเวียก็ประสบปัญหาการขายโบสถ์ด้วย โดยโบสถ์โปรเตสแตนท์ของสองชาตินี้ถูกขายให้กับชาวมุสลิมที่ต้องการใช้สถานที่เป็นมัสยิด ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องแปลกในสแกนดิเนเวีย เพราะปัจจุบันชาวสแกนดิเนเวียไม่เชื่อเรื่องพระเจ้าและเลิกนับถือศาสนากันมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ชาวมุสลิมที่อพยพลี้ภัยสงครามจากอิรัก, อัฟกานิสถาน, ปากีสถาน และโซมาเลีย ได้เข้าไปอาศัยในสแกนดิเนเวียเป็นจำนวนมาก และคนเหล่านี้นับถือศาสนาอิสลาม จึงเป็นลูกค้าที่ซื้อโบสถ์คริสต์ไปดัดแปลงเป็นมัสยิดนั่นเอง

น่าคิดนะครับ ที่งานวิจัยของมหาวิทยาลัยไฟร์บวร์ก (University of Freiburg) แห่งเยอรมนีคาดการณ์ว่า ภายในปี พ.ศ. 2578 สมาชิกของโบสถ์ทั้งนิกายคาทอลิกและโปรเตสแตนท์ในเยอรมนีจะลดลงอีก 22% และภายในปี พ.ศ. 2603 คืออีก 40 ปีข้างหน้า สมาชิกของคริสตศาสนาจะลดลงอีก 49% ทั้งยังประเมินอีกว่าจะมีประชาชนชาวเยอรมันที่เป็นสมาชิกของศาสนจักรเหลือเพียง 23 ล้านคนเท่านั้นจากปัจจุบันมีอยู่ 45 ล้านคน         

ครับ! ศาสนาที่มีความสำคัญในอดีตถึงขนาดเกิดสงครามศาสนาขึ้นหลายครั้ง ผู้คนล้มตายจากสงครามศาสนานับล้านคน มีการกดขี่ข่มเหงถึงขนาดจำคุกและฆ่าฟันกันตายเรื่องศาสนามาเป็นเวลาหลายร้อยปี แต่ในปัจจุบันแนวโน้มที่ประชาชนจะเลิกนับถือศาสนาก็มีอยู่ทั่วไป ทำให้ดูเหมือนว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตวิญญาณกันยกใหญ่อย่างแน่นอน