บทวิเคราะห์ : ถอดบทเรียนแรงงานนอกระบบ(อาชีพคนทำงานในบ้าน)ตอน 1
ที่ผ่านมา แรงงานที่ทำงานบ้านถูกมองในมิติทางเศรษฐศาสตร์ ว่า เป็นแรงงานที่ทำงานไม่ก่อให้เกิดการสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจ เมื่อถูกตีความเช่นนี้ จึงส่งผลต่อภาพการให้ความช่วยเหลือคุ้มครองทางกฎหมายแรงงาน รวมถึงการเข้าถึงระบบสวัสดิการทางสังคมต่างๆ ที่แรงงานภาคส่วนนี้ควรจะได้รับ ทำให้สภาพชีวิตของแรงงานที่ทำงานในบ้านต้องเผชิญกับชะตากรรมต่างๆ เช่น การถูกขูดรีดค่าจ้างแรงงานอย่างไม่เป็นธรรม การเอาเปรียบด้านการทำงานที่มีชั่วโมงยาวนาน ไม่มีวันหยุดพักผ่อนที่แน่นอน ทำงานคนเดียวแต่รับใช้คนในครอบครัวและเครือญาติหลายคน มีโอกาสทางการศึกษาน้อย บางรายถูกควบคุมเสรีภาพในการสื่อสารเพื่อการติดต่อกับคนภายนอก หรือญาติ ที่สำคัญแรงงานที่ทำงานในบ้านบางคนที่เป็นผู้หญิงหลายรายต้องตกอยู่ในสภาวะความไม่ปลอดภัยในเนื้อตัวร่างกาย และจบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตาย หรือถูกฆาตกรรมจากนายจ้างบางคนหรือโจรขโมย เป็นต้น ด้วยสภาพการณ์ดังกล่าว ปัจจุบันแรงงานประเภทคนทำงานในบ้าน จึงมีสถานะการคุ้มครองสิทธิทางกฎหมายที่ไม่ชัดเจน ทำให้การตีความในหลายภาคส่วนได้จัดแรงงานประเภทนี้อยู่ในกลุ่มแรงงานนอกระบบ และจากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกร จำกัด ได้คาดการณ์ว่าปี 2550 จำนวนคนที่ทำงานในบ้านมีรวมกันมากถึง 400,000 คน สร้างเม็ดเงินสะพัดสูงถึง 27,000 ล้านบาท โดยอัตราค่าจ้างจะมีความแตกต่างกัน ซึ่งนายจ้างจะดูจากประสบการณ์การทำงาน และความพึงพอใจ สำหรับประเภทของงานบริการทำงานในบ้านสารถแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ ประเภทหนึ่ง เป็นงานบริการทำงานในบ้านที่คนไทยทำใน ประเทศปี 2550 มีประมาณ 225,000 คน เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 11,000 ล้านบาท ประเภทที่สอง เป็นแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานอาชีพบริการทำงานในบ้านปี 2550 มีประมาณ 150,000 คน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนประมาณ 9,000ล้านบาท โดยแรงงานกลุ่มนี้จะมีค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ 3,000-5,000บาทต่อเดือน และ ประเภทที่สาม คือแรงงานที่เป็นคนไทย แต่ไปทำงานในบ้านที่ต่างประเทศ (อาชีพแม่บ้าน) มีประมาณ 25,000คนในปี 2550 สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศมากถึง 7,000 ล้านบาท นางสาวสุชิน บัวขาว ตัวแทนผู้ใช้แรงงานในบ้าน เล่าว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดของผู้ใช้แรงงานในบ้าน คือการไม่มีสวัสดิการใดๆรองรับ โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพและสิทธิที่ลูกจ้างควรได้รับ เช่นวันหยุด วันลา และค่าจ้างที่เหมาะสม ซึ่งหากเป็นลูกจ้างแบบประจำกินนอนที่บ้าน ส่วนมากจะได้รับค่าจ้างประมาณเดือนละเพียง 4,500 บาทหรือน้อยกว่านั้น แต่ต้องทำงานตั้งแต่เจ็ดโมงเช้ากว่าจะได้เลิกงานประมาณสามทุ่มและทำงาน 7 วัน แต่เมื่อเจ็บป่วยก็ต้องออกค่ารักษาพยาบาลไปก่อน หรือเบิกค่าจ้างล่วงหน้ามาจ่ายค่ารักษา ค่าเดินทาง หยุดได้เพียง 1-2 วันเท่านั้น โดยที่การลาหยุดบางคนก็ไม่ได้ค่าแรง ซึ่งเป็นเรื่องที่คนกลุ่มนี้ได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก และต้องการให้รัฐบาลดูแลลูกจ้างกลุ่มนี้ด้วยการจัดการให้ทุกคนมีสิทธิ สวัสดิการ ได้รับการคุ้มครองเหมือนลูกจ้างกลุ่มอื่นด้วย ขณะที่ตัวแทนผู้ใช้แรงงานในบ้านอรายคือ นางสาวแดง บอกว่า อยากให้นายจ้างและคนทั่วไปมองผู้ทำงานกลุ่มนี้อย่างเพื่อนมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ไม่อยากให้ดูถูก ดูหมิ่น หรือประเมินศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต่ำกว่าอาชีพอื่น และการจำกัดอิสรภาพ ไม่ให้ออกไปไหน หรือพบปะญาติมิตร รวมทั้งการกำหนดเงื่อนไขที่นายจ้างทำอะไรไม่ผิด แต่ลูกจ้างไม่มีสิทธิอธิบายชี้แจงเหตุผลใดๆ สิ่งเหล่านี้ ล้วนสร้างความอึดอัดและกดดันให้กับลูกจ้าง ทำให้ไม่อยากอยู่กับนายจ้างอีกต่อไป จากสถานการณ์ดังกล่าวเนื่องในวัน คนทำงานบ้านสากล 28 สิงหาคมของทุกปี และในปีนี้ตัวแทนแรงงานในระดับองค์กรภาคเครือข่ายต่างๆ ได้รวบรวมข้อเสนอและโปสการ์ดของผู้ใช้แรงงานนอกระบบอาชีพคนทำงานในบ้าน ที่ระบุความต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้างจากรัฐบาลจำนวน 7,000 ใบ ให้กับ ว่าที่ร้อยตรี ดร.สุเมธ ฤทธาคนี ประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อเร่งผลักดันให้คนทำงานที่บ้านได้รับการคุ้มครองโดยเฉพาะสวัสดิการและมีวันหยุดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ชัดเจนโดยเร็ว สำหรับข้อเรียกร้องของกลุ่มแรงงานนอกระบบที่ทำงานในบ้าน มีอะไรบ้าง และแนวทางความช่วยเหลือจากภาครัฐเป็นอย่างไร สำนักข่าวแห่งชาติจะนำเสนอในตอนต่อไป
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


