"ลิเดีย-แมทธิว" เปิดใจคุย 27 วัน ในการรักษาโควิด-19 ตอบคำถามทำไมอยู่ด้วยกันได้

"ลิเดีย-แมทธิว" เปิดใจคุย 27 วัน ในการรักษาโควิด-19 ตอบคำถามทำไมอยู่ด้วยกันได้

ออกมาเปิดใจพูดคุยและอัปเดตอาการให้แฟนๆ ได้ติดตามกันอีกครั้ง สำหรับคู่สามีภรรยา แมทธิว ดีน และ ลิเดีย-ศรัณย์รัชต์ ดีน หลังจากเข้ารับการรักษาตัวเนื่องจากติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นเวลานานถึง 27 วัน

โดยงานนี้ ลิเดีย-แมทธิว ได้เผยให้เห็นถึงใบหน้าที่สดใสและมีรอยยิ้ม พร้อมคลายข้อสงสัยด้วยว่า ทำไมคู่ตนถึงเข้ารับการรักษาตัวนานกว่าคนอื่น ทั้งๆ ที่ร่างกายดูปกติแล้ว นั่นก็เพราะผลเลือดที่ตรวจยังออกมาเป็นลบ แต่ทั้งคู่ก็พร้อมที่จะอยู่โรงพยาบาลต่อไปจนกว่าจะหายดีเป็นปกติ เนื่องจากไม่อยากนำเชื้อกลับไปแพร่ให้คนอื่นรวมถึงคนในครอบครัว และไม่อยากให้ใครต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้

ทั้งนี้ ลิเดีย-แมทธิว ยังได้ตอบคำถามที่ว่าทำไมทั้งสองถึงอยู่ด้วยกันโดยไม่ต้องใส่หน้ากากอนามัย นั่นก็เพราะตนมีเชื้อไวรัสตัวเดียวกัน และต่างก็มีภูมิต้านทานแล้ว ซึ่งคุณหมอบอกว่าเชื้อไม่น่าส่งกลับไปมาหากันได้

แมทธิว : “สวัสดีครับทุกคน ยังอยู่ที่เดิมนะครับตอนนี้เราสองคน (ยิ้ม) ผมก็อยู่ที่โรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 13 จนถึงวันนี้ก็ประมาณ 27 วันได้แล้ว”

ลิเดีย : “ส่วนเดียอยู่ตั้งแต่วันที่ 16 ก็ประมาณ 24-25 วันค่ะ”

แมทธิว : “ก็อย่างที่เห็นครับ อาการเราโอเคนะ ได้อยู่ รู้สึกว่าร่างกาย 99 เปอร์เซ็นต์ครับ เราก็นอนกินอยู่นี่ ทำเหมือนที่ทุกๆ ท่านกำลังทำอยู่ที่บ้านนะครับ นอน กิน ดูนู่น ดูนี่ พยายามให้ร่างกายมันเคลื่อนไหวนิดหนึ่ง ครั้งนี้เราไม่ได้มีข้อมูลเพิ่มเติมอะไรที่จะมาพูดสักเท่าไหร่ เพราะล่าสุดที่ได้ไปเมื่อวันก่อนผลยังเป็นบวกอยู่ (positive) หลังจากที่ตรวจสวอปของผมไปประมาณ 5 ครั้งแล้ว แต่ก็ยังคงเป็นบวกอยู่ เราสองคนและมีพี่ป๋องที่เป็นพิธีกรร่วมที่ลุมพินี ก็ยังเป็นพวกกันอยู่ทั้ง 3 คนครับ เท่าที่รู้มีบางคนเข้ามา ผลตรวจลบเร็ว ได้กลับบ้านเร็ว หายก่อน ก็แล้วแต่ครับ เราบอกไม่ถูกจริงๆ กับโรคนี้ มันไม่มีอะไรที่แน่นอนจริงๆ ครับ”

ลิเดีย : “เขาบอกว่าในหลายเคสจะไม่เหมือนกันเลย อย่างเคสเราอาการมันค่อนข้างโอเคทุกอย่าง แต่ยังตรวจออกมาเป็นบวก บางคนเดินยังเหนื่อย ยังหอบอยู่ ไอหนักมาก แต่ผลเป็นบวกแล้ว บางคนตั้งแต่แรกเข้ามาไม่มีอาการอะไรเลย ไม่ต้องกินยา แต่ผลยังเป็นลบอยู่ อะไรแบบนี้ มันก็แล้วแต่คน ส่วนของพวกเราน่าจะผ่านจุดที่เรียกว่าวิกฤตที่สุดมาแล้ว คือถ้าเราออกมาจากห้องไอซียูแล้ว และผ่านมา 20 กว่าวันแล้ว ก็น่าจะโอเคแล้ว น่าจะไม่ทรุดอีกรอบหนึ่ง”

แมทธิว : “หนักสุดก็คือช่วง 10 วันแรกนี่แหละครับ ที่เขาบอกเป็น 10 วันอันตรายของทุกๆ คน มันจะต้องดูเรื่องของไข้ให้ดี จะต้องตรวจดูเรื่องชองปอดว่าติดเชื้อไหม มีปัญหาเรื่องการหายใจอะไรหรือเปล่า ซึ่งก็โชคดีครับที่บ้านเรามีโรงพยาบาลค่อนข้างเยอะ และรับคนไปตรวจเยอะ มีการคุมเข้มอยู่”

ลิเดีย : “ที่สำคัญเดียว่าต้องดูว่ามันลงปอดไหม ถ้ามันไม่ลงปอดก็น่าจะรักษาได้ง่ายกว่า ไม่ต้องมีอะไรที่กังวลมาก อาจจะไม่ต้องกินยาก็ได้ แล้วแต่คนนะ แต่ถ้ามันลงปอดเมื่อไหร่ เราก็ต้องดูว่ามันลงและมันลามขนาดไหน ต้องรักษาไปแนวทางไหน สำหรับพวกเราตอนนี้ถ้าถามว่าทำไมยังไม่รู้สึกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ คือของเดียยังมีการไอบ้างนิดหน่อย ซึ่งคุณหมอบอกว่าอาการพวกนี้คือการฟื้นตัวของร่างกายเรา ในเมื่อปอดเรามันโดนไวรัสเข้าไปอยู่ในปอด ก็เป็นแผลอยู่ในปอด ร่างกายเราก็จะค่อยๆ ซ่อมแซมมา จะผลิตเสมหะขึ้นมา หรืออะไรต่างๆ ที่ทำให้เราไอหรือมีอาการระคายคอบ้าง มันคือขั้นตอนของการซ่อมแซมร่างกายเรา”

ลิเดีย แมทธิว ยังสู้ไหว

แมทธิว : “จริงๆ มันไม่ได้อันตรายแล้ว แต่มันแค่เป็นส่วนที่ร่างกายจะต้องซ่อมตัวเองครับ”

ลิเดีย : “ซึ่งตามทฤษฎีเขาบอกว่าตอนนี้อาจจะตรวจแล้วเจอไวรัส แต่ก็ไม่รู้ว่ามันเป็นไวรัสที่ตรวจเจอแล้วตายแล้ว หรือเป็นไวรัสที่ยังไม่ตาย คือเราก็ยังไม่รู้”

แมทธิว : “แต่เราต้องเดาว่ามันยังมีชีวิตอยู่เพราะในเมื่อเจอแล้ว ถึงแม้มันอาจจะไม่ได้ทำร้ายเราแล้ว แต่มันมีโอกาสที่จะไปแพร่ให้คนอื่น ไปทำร้ายคนอื่นได้ เพราฉะนั้นก็ต้องรอให้ผลมันออกมาลบจริงๆ ถึงจะกลับบ้านกันได้”

ลิเดีย : “แต่ถ้ามันลบจริงๆ แล้ว และเราหายแล้ว 100 เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ดีก็ตรงที่ว่า เราจะมีภูมิต้านทานสำหรับตัวไวรัสนี้ไปสักระยะหนึ่ง ก็อาจจะช่วยผู้ป่วยคนอื่นๆ ได้ อย่างที่คุณหมอบอกว่าอาจจะเอาตัวพาสมาร์เราไปบริจาคและช่วยได้”

แมทธิว : “ถ้าเราหายดีแล้วจะจัดการกันอย่างแน่นอน สำหรับทุกคนผมเชื่อว่าก็คงจะอยู่บ้านกันไปอย่างต่อเนื่องนะครับในช่วงนี้ ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีนะ ดูจากตัวเลขในประเทศไทยตอนนี้ ก็รู้สึกดีถ้าตัวเลขอยู่ประมาณนี้และค่อยๆ ลดลง ผมว่าเราก็มาถูกทางแล้วแหละ ในวิธีการแบบนี้ มีการเว้นระยะห่างทางสังคม อยู่บ้าน เจอคนน้อย มันก็จะทำให้คนเป็นน้อยลง และมันจะกระจายน้อยลงไป ก็ทำกันไปเรื่อยๆ ครับ เข้าใจว่ามันลำบาก ผมว่าคนทางบ้านน่าจะลำบากกว่าเราสองคนด้วยซ้ำ เพราะอยู่โรงพยาบาลยังมีอาหารกิน 3 มื้อ ไม่ต้องทำอะไรมากมาย มีทั้งพยาบาล คุณหมออยู่ และยังอยู่ในห้องแอร์ทั้งวัน”

ลิเดีย : “แต่ก็อยากเจออากาศข้างนอกนะ (หัวเราะ)”

แมทธิว : “อันนั้นมันก็อยากเจอ แต่คนอื่นที่ต้องอยู่กับโรคและโลกความเป็นจริง ยังคงต้องกลัวในเรื่องของไวรัส ยังคงต้องระวังในทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำ ก็คงจะหนักหน่อย เหนื่อยหน่อย แต่ผมว่าทำไปเถอะ ผมไม่อยากให้คนต้องมาเจอกับสถานการณ์แบบเรา ถึงร่างกายเราจะไม่ได้เป็นหนักมาก แต่มันกระทบเรื่องของจิตใจมากกว่า ของเราคือ 4 สัปดาห์ที่อยู่ตรงนี้ มันก็เบื่อสุดๆ บอกตรงๆ มันอยากจะเจออากาศ เจอแสงแดด อยากกลับไปเจอครอบครัว อยากกลับไปกอดลูก นี่คือสิ่งที่ลำบากที่สุดสำหรับเรา เราก็ไม่อยากจะให้ใครมาเจอแบบนี้แหละ”

 

ลิเดีย : “แต่อย่างน้อยก็ยังมีกันและกัน เพราะลองคิดดูถ้าต้องอยู่คนเดียว และสู้กับโรคอยู่คนเดียว ก็คงหนัก”

แมทธิว : “บางคนคงจะตกใจที่วันนี้เราไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัยกัน และอยู่ด้วยกันแบบนี้ได้ ซึ่งทางคุณหมอบอกว่าโอเคอยู่ เพราะเราทั้งผ่านในส่วนที่เป็นไวรัสที่มันจะเป็น ซึ่งเราก็เป็นตัวเดียวกันนี่แหละ มันเลยไม่มีโอกาสที่จะส่งไปหรือส่งกลับมาแล้วครับ”

ลิเดีย : “เรามีภูมิต้านทานแล้ว มีแต่คนที่ยังไม่เคยเป็นมาก่อนนี่แหละที่เราจะทำให้เขาติดได้”

แมทธิว : “อีกอย่างคืออยากจะให้ทุกคนคิดถึงเรื่องของร่างกาย ระหว่างที่อยู่ในบ้าน หรือไม่สามารถออกไปไหนได้มากมาย ลองออกกำลังกาย เดี๋ยวนี้ก็ทำการเยอะครับ มันเป็นการกระตุ้นร่างกายและภูมิต้านทานของให้แข็งแรงขึ้น ถ้าเกิดบังเอิญเราจะต้องไปเจอไวรัส และร่างกายของเรามีความแข็งแรง ถึงแม้จะเป็นก็อาจจะเป็นในขั้นที่ไม่หนักเหมือนเรา ผมเชื่อว่าการที่เราดูแลสุขภาพ ออกกำลังกาย กินวิตามิน กินอาหารดีๆ มันมีผลต่อการที่เราเป็นจะได้ไม่รุนแรงมาก ถึงจะเป็นนานแต่มันไม่ได้รุนแรงมากมายสำหรับเรา เพราะฉะนั้นดูแลร่างกายให้ดีครับ”

ลิเดีย : “ใช่ค่ะ ก็อยากลืมดื่มน้ำ พักผ่อน ทานอาหารให้ครบทุกหมู่ ทานวิตามิน อาหารเสริม ดูแลตัวเองให้ดีที่สุด ให้แข็งแรงที่สุด อย่างตอนนี้พวกเราก็ได้กินยาต้านไวรัสอะไรแล้ว ก็พยายามดูแลสุขภาพร่างกายเราให้ดีที่สุด”

แมทธิว : “เดี๋ยวเราจะคอยอัปเดตให้ฟังบ่อยๆ นะครับ ซึ่งจะตรวจไวรัสอีกทีเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ จริงๆ คุณหมอไม่อยากตรวจให้แล้ว เพราะเชื่อว่ามันยังคงเป็นบวกอยู่ จนจะครบเดือนกว่าๆ เพราะฉะนั้นรอต่อไป ไม่เป็นไรครับ มาอยู่กันขนาดนี้แล้ว เราอยู่ได้ครับ เพราะไม่อยากที่จะกลับไปแล้วไปแพร่ต่อให้กับคนอื่น ยิ่งคนในครอบครัวก็ไม่อยากให้ใครเป็นแน่นอน เพราะฉะนั้นเราอยู่นี่แหละครับ สบายดี สู้ๆ ครับทุกคน ลุยกันต่อ เราต้องชนะโควิด-19 ให้ได้อย่างแน่นอน”