ครั้งแรกในรอบสัปดาห์ สธ.เผยยอดผู้เสียชีวิตจากหวัด2009 เพิ่มอีก 20 ราย ระบุแนวโน้มเสียชีวิตคงที่
ครั้งแรกในรอบสัปดาห์ที่กระทรวงสาธารณสุขเผยยอดผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เพิ่มเป็น 44 ราย แต่แนวโน้มเสียชีวิตคงที่ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อช่วง 2 เดือนนี้อัตราการระบาดจะพุ่งสูงสุด ก่อนลดระดับลงจนกลายเป็นโรคธรรมดา นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงตัวเลขผู้ป่วยและติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เป็นครั้งแรกในรอบ 1 สัปดาห์ มีผู้ติดเชื้อไวรัสชนิด A H1N1 สะสมจำนวน 6,776 ราย หายดีแล้ว 6,697 ราย รอดูอาการที่โรงพยาบาล 35 ราย ในจำนวนนี้อาการหนัก 7 ราย ส่วนผู้เสียชีวิตขณะนี้รวม 44 ราย เพิ่มจากสัปดาห์ก่อน 20 ราย ส่วนใหญ่ร้อยละ 60 มีโรคประจำตัว โดยโรคที่พบมากสุดคือโรคอ้วน เบาหวาน และความดันโลหิตสูง รองลงมา คือโรคไตวาย หัวใจ มะเร็ง ตั้งครรภ์ และโรคต่อมไทรอยด์ สำหรับปัจจัยหลักที่ทำให้เสียชีวิต คือเข้ารับการรักษาช้าเกินไป จึงได้ปรับ 3 มาตรการหลัก คือ มาตรการการรักษา เน้นความรวดเร็วในการให้ยาโอเซลทามีเวียร์แก่ผู้ป่วย โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงอาการรุนแรงโดยไม่ต้องรอผลจากห้องแล็ป พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการดูแลผู้ป่วยหนักในห้องฉุกเฉิน คาดว่าจะเห็นผลใน 3-4 สัปดาห์, มาตรการป้องกันการแพร่กระจายโรค เพิ่มความเข้มข้นการคัดกรอง โดยให้ อสม.เคาะประตูบ้านทุกหลัง และมาตรการที่ 3 เร่งให้ความรู้ประชาชน โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทัวประเทศเป็นประธานศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคในระดับจังหวัด ส่วนข้อกัลวลเรื่องเชื้อกลายพันธุ์และดื้อยาเมื่อมีการจ่ายยาโอเซลทามีเวียร์ให้แก่ผู้ป่วยทั่วประเทศตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขนั้น ศาสตราจารย์นายแพทย์ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะด้านไวรัสวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ยืนยันเชื้อตัวนี้ยังไม่กลายพันธุ์และไม่ดื้อยา เพราะผลการศึกษาอย่างละเอียดด้วยการถอดรหัสพันธุกรรมของเชื้อตัวนี้พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก แต่พบแนวโน้มการแพร่ระบาดของเชื้อได้ลดระดับลงในกลุ่มนักเรียนและคนกรุงเทพฯ แต่พบในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี และคนอายุระหว่าง 20-40 ปี โดยเฉพาะที่อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเสริฐ ทองเจริญ ประธานมูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ และประธานคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาวิชาการฯ ของไข้หวัดใหญ่ ระบุ ประชาชนอย่าตกใจกับยอดผู้ป่วยที่จะพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะช่วงเดือนนี้ไปจนถึงเดือนสิงหาคม ถือเป็นช่วงสูงสุดของการระบาดในประเทศ จากนั้นภายใน 2 เดือน อัตราการแพร่ระบาดจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะกลไกตามธรรมชาติที่คนติดเชื้อจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติขึ้นมาเอง จนโรคนี้จะกลายเป็นเหมือนโรคไข้หวัดใหญ่ทั่วไป พญ.มัวรีน เบอร์มิงแฮม ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย ชมเชยประเทศไทยว่า มีความเข้มแข็งในการติดตามความเปลี่ยนแปลง เฝ้าระวัง สอบสวนโรค และให้ข้อมูลผู้ป่วย ลักษณะการระบาดแก่องค์การอนามัยโลก ได้ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประชาชนต้องเข้าใจว่าการมุ่งจำกัดวงระบาดไม่ใช่สาระสำคัญอีกต่อไป เพราะทั่วโลกไม่อาจควบคุมได้ แต่สิ่งจำเป็นคือความรู้ความเข้าใจที่ประชาชนทั่วโลกควรมี ส่วนวัคซีนชนิดเชื้อเป็น แบบพ่นเข้าจมูกที่ไทยกำลังดำเนินการอยู่ปลอดภัย เพราะทุกขั้นตอนถูกควบคุมให้อยู่ในมาตรฐานสากล
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


