"ป๋อ ณัฐวุฒิ" ใจเสีย "ภูดิศ" ลื่นฟาดโต๊ะ คางแตกฉีกทะลุปากด้านใน "เอ๋" ร้องไห้ไม่หยุด

"ป๋อ ณัฐวุฒิ" ใจเสีย "ภูดิศ" ลื่นฟาดโต๊ะ คางแตกฉีกทะลุปากด้านใน "เอ๋" ร้องไห้ไม่หยุด

ทำเอาแฟนๆ หลายคนอดห่วงไม่ได้ เมื่อพระเอกรุ่นใหญ่ ป๋อ-ณัฐวุฒิ สกิดใจ ได้โพสต์ข้อความแชร์ประสบการณ์สุดระทึก ขณะยกครอบครัวไปพักผ่อนที่กระบี่ แต่คืนก่อนวันกลับเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เมื่อลูกชายคนโต น้องภูดิศ ได้ลื่นล้มคางไปกระแทกกับขอบโต๊ะ จนแตกและฉีกทะลุไปถึงปากด้านใน

ล่าสุด ป๋อ ณัฐวุฒิ ได้ออกมาเปิดใจเล่าถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดให้ฟังว่า ตอนนั้นทั้งตนและภรรยาสาว เอ๋ พรทิพย์ ต่างใจเสีย เอาแต่โทษทุกสิ่งทุกอย่างไปหมด เพราะไม่เคยเห็นแผลที่ลึกและเยอะขนาดนี้ แต่พอตั้งสติได้ก็เข้าใจว่าในคืออุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น และถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่คอยสอนลูกชายได้ดีทีเดียว

"จริงๆ ก็ตัดสินใจกันอยู่เหมือนกันว่าจะลงให้เป็นเรื่องเป็นราวไหม แต่ก็อยากจะลงขอบคุณสำหรับคนที่ได้ช่วยเหลือจริงๆ เพราะว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นประมาณ 5 ทุ่ม ซึ่งอีกวันเราก็จะกลับแล้ว ถ้าทุกคนได้ติดตามในไอจีคือเราเที่ยวกันสนุกมาก พรุ่งนี้จะบินกลับ พอประมาณ 5 ทุ่ม เราก็กำลังนั่งทานอาหารกับเพื่อนๆ เป็นวันสุดท้าย เอ๋ก็โทรมาบอกว่าลูกคางแตก แต่เสียงคือมันไม่ได้แล้ว มันต้องไปโรงพยาบาล"

"ก็ต้องแบกจากหาดที่จังหวัดกระบี่ เหมือนว่าต้องลงเขานิดหนึ่งด้วย แล้วก็ต้องแบกภูดิศไปขึ้นรถโรงแรมเพื่อพาไปส่งที่โรงพยาบาล คือ 20 นาทีตอนนั้นเหมือน 2 ชั่วโมง เพราะว่าภูดิศเขาร้องและเจ็บมาก เอ๋ก็ร้องเพราะว่าใจเสีย ผมก็บอกว่าเอ๋อย่าร้อง เอ๋บอกแผลใหญ่มาก ลึกมาก"

"เรื่องของเรื่องคือภูดิศเขาลื่น เขาพยายามจะวิ่งไปที่ทีวีเหมือนจะไปชี้อะไรสักอย่างเพื่อจะบอกน้อง แต่ก็ลื่นผ้าห่มที่โรงแรม พอลื่นปุ๊บขาก็ลอยเลย ด้วยทิศทางมันจะพุ่งไปทางทีวีอยู่แล้ว คางก็เลยไปกระแทกกับโต๊ะวางทีวี ก็เลยเป็นแผลลึก ฉีกทะลุปากด้านไหนประมาณ 2-3 เซนติเมตร ทะลุริมฝีปากเข้าไปด้านในเลย ก็ไม่เคยเห็นแผลเขาเยอะขนาดนี้ ตอนนี้จิตใจก็ยังไม่ค่อยดี"

ตอนนั้นคือต้องตั้งสติทั้งพี่เอ๋แล้วก็น้องใช่ไหม ?
"ร้องกันหมดอ่ะครับ จริงๆ แล้วน้องที่เป็นเจ้าของรีสอร์ทที่มาดูแลเขาก็ยังน้ำตาซึม ขึ้นรถตามไปหมดเลย แต่ตอน 5 ทุ่มมันไม่มีหมอแล้วไง เล่าก่อนว่าระหว่างนั่งรถตู้ที่บอกว่า 20 นาทีเหมือน 2 ชั่วโมง คือเราก็ไม่รู้ว่ากระบี่จะมีโรงพยาบาลยังไง แล้ว 5 ทุ่มจะมีหมอไหม พอไปถึงก็มีคุณหมอ แต่คุณหมอแนะนำว่ายังเย็บไม่ได้ต้อง CT Scan อีก น้องต้องเจ็บต่อไปอีก ต้องไปดูว่ากรามแตกหรือเปล่า ต้องนอนอยู่ในอุโมงค์ CT Scan อีกประมาณ 10 นาที ต้องไปเอ็กซเรย์อีก ผมก็ต้องอยู่ข้างนอก น้องก็ร้องหาเอ๋อย่างเดียว สุดท้ายคุณหมอยังไม่เย็บวันนี้ เพราะว่าน้องเพิ่งทานอาหารมาและลักษณะน้องดิ้นมาก เจ็บปวดจนไม่สามารถเย็บได้ เพราะว่าถ้าเย็บตอนนี้แผลต้องไม่สวยก็จะแย่เลย"

ต้องรอหมอมาเย็บ ?
"ต้องเป็นหมอพลาสติก หมอศัลยกรรม และเนื่องจากว่าน้องทานอาหารมาตอน 3 ทุ่ม จึงวางยาไม่ได้ ต้องรอ 6-8 ชั่วโมง ให้น้องนอนไปก่อน เหมือนกับว่าตอนเช้าค่อยปลุกน้องมาวางยาอีกรอบหนึ่ง ซึ่งเราก็ต้องบินบ่ายวันนั้น เราก็ไม่รู้ว่าจะบินได้ไหม โรงพยาบาลก็ช่วยเต็มที่"

ตลอดระยะเวลาคืนนั้นเป็นยังไงบ้าง ?
"นอนไม่หลับ มันแย่ ผมไม่รู้ว่าของเอ๋เป็นยังไง แต่ผมรู้สึกว่านอนไม่หลับ เรารู้สึกว่าเราโทษตัวเอง เราโทษทุกคน โทษตัวเองว่าทำไมเรามานั่งกินข้าวไม่ไปดูน้อง คือน้องดูทีวีอยู่ที่ห้องแล้วเรากินข้าวที่ร้านอาหารและมันไม่ไกลกัน ซึ่ง 2-3 คืนที่ผ่านมามันก็เป็นแบบนี้มาตลอด แต่เราก็รู้สึกว่ามันไม่น่าจะเกิด เราก็โทษเอ๋ว่าไม่น่ามากระบี่เลย โทษไปหมดเลย ฟุ้งซ่าน"

"แต่พอตื่นเช้าขึ้นมาเราค่อยมีสติ แล้วก็คิดว่ามันไม่ใช่ความผิดของใครเลย มันเป็นอุบัติเหตุจริงๆแม้กระทั่งคนที่เฝ้าน้องอยู่เขาก็ขอโทษ เพราะว่ารู้สึกผิด มันไม่ใช่ความผิดของเขา ไม่ใช่ของผิดของเอ๋ ไม่ใช่ความผิดของผม ไม่ใช่ความผิดของกระบี่ ไม่ใช่ความผิดของรีสอร์ท ไม่ใช่ความผิดของใครเลย มันเป็นอุบัติเหตุ เพราะมันเกิดขึ้นมาเราก็ต้องยอมรับ"

ป๋อ-เอ๋ ใจเสีย หลังเห็นลูกลื่นล้มจนคางแตกฉีกทะลุปากด้านใน

สภาพจิตใจน้องตอนนี้เป็นยังไงบ้างหลังจากกลับมาแล้ว ?
"ก็ซึมอยู่ 2-3 วันนะครับ เราก็บอกว่าที่ห้ามปีนนู้นปีนนี่มันก็อย่างนี้แหละ มันพลัดตกขึ้นมาหน้ามันก็จะลงก่อน แล้วเราเป็นเด็ก ระวังไม่ทัน มือมันยันไม่ทัน หน้ามันลงก่อน เขาก็ซึมๆ จริงๆ แล้วเขาอาจจะต้องเรียนรู้ต่อไปในอนาคตว่าเขาต้องระวังตัวเองมากขึ้น"

ต้องปลอบและอธิบายเหตุผลอะไรกันไหม ?
"คืนนั้นก็อธิบายไปเยอะ เพราะว่าเขาจะไม่เย็บ จะกลับโรงแรม ไม่อยู่แล้วที่โรงพยาบาล ดิ้นกันจนต้องจับกัน 5-6 คน สุดท้ายคุณหมอก็บอกว่าวางยาดีกว่า เพราะว่าดูแล้วน่าจะทะลุด้านไหนด้วย ตอนคืนนั้นใจเราไม่ดีภาวนาให้ขอแค่เป็นข้างนอก อย่าทะลุถึงด้านใน คุณหมอบอกว่าก็ตามที่คาด ก็คือทะลุด้านในเลย"

เปลี่ยนเที่ยวบินกลับไหม ?
"ไม่ได้เปลี่ยนครับ เพราะว่าเที่ยวบินเราตอนเย็นอยู่แล้ว ผ่าตอนเช้า เย็บเป็นไหมละลายด้านในเยอะเหมือนกัน ด้านนอกก็ประมาณสัก 20 เข็ม แต่เป็นการเย็บแบบศัลยกรรม เย็บถี่ แล้วก็บินกลับวันนั้นเลย เป็นห่วงเรื่องการขึ้นเครื่องเหมือนกันว่าจะเจ็บไหม จะปวดไหม เพราะว่าระหว่างทางที่เขาเดินทางจากโรงพยาบาลกลับไปเอาของที่โรงแรม และที่จะไปสนามบิน เขาก็อาเจียนระหว่างทาง คือยังเมายาอยู่ ก็กลัวว่าน้องจะไม่ไหว เสียน้ำด้วย เสียเลือดด้วย ตกใจด้วย แต่ก็ใจแข็งดี เขาก็สู้แต่ก็ได้ทุกคนช่วยด้วยนะครับ ขอบคุณรีสอร์ท ที่โรงแรมที่กระบี่แล้วก็โรงพยาบาลที่คอยช่วยเหลือ"

สอนอะไรครอบครัวเราบ้าง ?
"จริงๆ เราก็ดูแลเต็มที่นะ เราต้องยอมรับมากกว่า คืออุบัติเหตุมันก็คืออุบัติเหตุ ผมไม่ได้โทษใครเลย ผมว่ามันเกิดจากตัวน้องเอง มันเป็นสิ่งที่น้องน่าจะได้เรียนรู้ว่าเราเคยหกล้ม เคยแขนหักขาหัก แต่โชคดีที่เราได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีมากกว่า ได้ดูแลและรักษาน้องอย่างเต็มที่มากกว่า มันก็เลยทำให้จากหนักกลายเป็นเบา"

กลับมาบ้านหรือยัง ?
"กลับมาบ้านแล้วครับ ตอนนี้น้องก็ต้องไปล้างแผลที่โรงพยาบาลทุกวัน เพราะว่ามีแผลอยู่สองจุดก็คือข้างนอกและข้างใน ข้างนอกก็ปิดแล้วล่ะเพราะว่าล้างทำความสะอาดทุกวัน เอ๋เขากลัวโรงพยาบาลทุกวัน พอดีว่าเป็นจังหวะช่วงโควิด-19 พอดีก็เลยไม่ได้ไปโรงเรียนกัน เภาก็เลยได้รับโบนัสไปด้วย"

เภาเป็นยังไงบ้าง ?
"เภาอึ้งไปเลยครับ เพราะวันนั้นเลือดเยอะมาก ช็อกไปเลย นิ่งไปเลย แต่หลังๆ เขาก็ดูเป็นห่วงนะ ถามว่าพี่ภูเป็นยังไงบ้าง แต่ตอนนี้แผลข้างในสำคัญกว่า คือมันจะหายยากกว่า มีทั้งน้ำลายมีทั้งแบคทีเรีย ทุกคนก็ต้องระวัง"

ยังพูดได้ปกติไหม ?
"กินได้เกือบปกติ 100 เปอร์เซ็นต์แล้วครับ แต่ว่าอะไรที่เป็นคมๆ แข็งๆยังไม่ได้ ต้องเป็นอะไรที่อ่อนๆ ก่อน แต่ก็ดีนะมันเป็นบทเรียนของเขา แต่โหดไปหน่อย ตั้งรับไม่ทัน"

กังวลเรื่องแผลเป็นไหม ?
"กังวลเหมือนกันครับ เพราะว่าคุณหมอเขาบอกว่าอาจจะมีนิดหนึ่ง แต่แผลเด็กพอเขาเติบโตขึ้น แผลมันจะประสานได้เร็ว เนื้อมันจะเกลี่ยกันได้เร็ว เนื้อเขาจะสร้างได้เร็ว และถ้าเกิดมีรอยแผลเป็น มันก็จะมีในส่วนของเลเซอร์ที่สามารถช่วยได้ ตรงนี้ก็ยังไม่น่าห่วง ฟันหักสี่หนึ่ง ครบของกระบวนการคางแตก แตกทะลุเลย"