"เป้ วงมายด์" เปิดใจโมเมนต์ขอ "น้องกร" แต่งงาน เผยไม่ได้ท้อง ถ้าใช่เวลาก็ไม่สำคัญ

"เป้ วงมายด์" เปิดใจโมเมนต์ขอ "น้องกร" แต่งงาน เผยไม่ได้ท้อง ถ้าใช่เวลาก็ไม่สำคัญ

หลังจากที่ เป้ วงมายด์ ได้ทำเซอร์ไพรส์แฟนสาวนอกวงการ น้องกร ด้วยการคุกเข่าขอแต่งงานระหว่างวที่ไปเที่ยวประเทศอังกฤษและมีภาพการจดทะเบียนสมรสที่สถานทูตอังกฤษ บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่นมาก

ล่าสุด เป้ วงมายด์ และ น้องกร ได้ควงแขนกันเปิดใจถึงเส้นทางความรักที่ผ่านมาและแจงคำครหาประเด็นท้องก่อนแต่ง โดยทั้งคู่บอกว่าไม่ได้กำลังจะมีทายาท พร้อมกับบอกว่าการใช้ชีวิตคู่ไม่ได้อยู่ที่ระยะเวลาคบ คนใช่ก็คือใช่  

 

เป้ - "พอดีว่าช่วงนั้นผมมีโอกาสได้ไปเล่นคอนเสิร์ตที่ประเทศอังกฤษครับ และมันก็เป็นความตั้งใจของผมด้วยที่อยากจะไปเซอร์ไพรส์น้องที่นั่น เพราะทุกคนก็น่าจะทราบดีว่าที่นั่นมันสวย แล้วเราเองก็ไม่ได้ไปกันได้ทุกวัน ผมเลยอยากทำให้โมเมนต์นี้มันน่าจดจำและเป็นพิเศษสำหรับเราทั้งคู่ แถมเราเองก็คบกันมาพอสมควรแล้ว เป็นหลักปีแล้ว มันจึงค่อนข้างพอดีที่จะขอเขาแต่งงาน"

เราเตรียมตัวจากเมืองไทยอย่างไรบ้างไม่ให้เขารู้ตัว ?

เป้ - "ยากมากครับ เพราะเราถ่ายรายการด้วยกันค่อนข้างบ่อย เจอกันบ่อยมากจริงๆ แต่สิ่งที่ยากที่สุดก็คือแหวน เพราะผมไม่รู้เหมือนกันว่าจะเอาแหวนไปซ่อนไว้ที่ไหน เนื่องจากผมได้แหวนก่อนที่จะเดินทางไปต่างประเทศประมาณ 2 อาทิตย์ แต่สุดท้ายก็ซ่อนมาได้จนกระทั่งถึงอังกฤษ (ยิ้ม) คือมันก็มีช่วงตื่นเต้นอยู่เรื่อยๆ ระหว่างนั้น อย่างเช่นตอนที่อยู่อังกฤษ แหวนก็เกือบจะหลุดออกมาให้เขาเห็นหลายครั้งมาก เนื่องจากน้องเขาพยายามเอามือซุกเข้ามาในเสื้อโค้ทเพราะอากาศหนาว แต่ด้วยความที่แหวนมันอยู่ในเสื้อโค้ทพอดีไง ผมก็เลยตื่นเต้นต้องรีบเอาแหวนออกมาก่อน จังหวะนั้นก็รอดมาได้พอดีครับ และกลายเป็นเซอร์ไพรส์อย่างที่ทุกคนเห็นกัน"

แสดงว่าเป็นเซอร์ไพรส์ที่เราเตรียมการไว้อยู่แล้ว ?

เป้ - "เป็นความตั้งใจของผมอยู่แล้วครับ ผมอยากให้มันเป็นข่าวดีแรกของปีและของเราทั้งคู่ ผมอยากจะเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ ในชีวิต ซึ่งเรื่องแรกที่น่าจะดีที่สุดสำหรับคนสองคนที่รักกันก็น่าจะเป็นเรื่องของการแต่งงาน"

เรื่องระยะเวลาหลายคนอาจจะมองว่ามันเร็วเกินไปหรือเปล่า ?

กร - "เราสองคนมองว่าการที่คนสองคนคบกันระยะเวลามันไม่น่าจะเกี่ยว มันอยู่ที่คนสองคนจะจูนกันได้มากแค่ไหน มากกว่า และความเข้าใจก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ด้วย ซึ่งสำหรับเรามันก็น่าจะสุกงอมพอสมควรแล้ว"

เป้ - "คนเราถ้าใช่ เวลาก็ไม่สำคัญครับ"

ครอบครัวทั้งสองฝ่ายทราบมาก่อนไหม ก่อนที่เราจะขอน้องแต่งงาน ?

เป้ - "ผมมีโอกาสได้คุยกับคุณแม่ของน้องกรครับ เราสองคนคบกันในสายตาผู้ใหญ่มาตั้งแต่แรกแล้ว แต่ว่าเรื่องเซอร์ไพรส์ผมเป็นคนจัดการเอง"

อะไรทำให้เราตัดสินใจว่า คนนี้คือคนที่เราอยากจะใช้ชีวิตด้วย ?

ป้ - "ผมต้องบอกอย่างนี้ครับ ที่ผ่านมาชีวิตผมผิดพลาดอะไรมาเยอะพอสมควร และด้วยตอนนี้ทั้งอายุและประสบการณ์ต่างๆ มันทำให้ผมรู้สึกว่า ผมอยากจะใช้ชีวิตให้มันมั่นคงและอยากจะเริ่มเดินหน้ากับใครบางคนแล้ว มันถึงเวลาแล้ว ดังนั้นทำไมผมจึงต้องไปมองหาคนที่อยู่ไกล ทั้งๆ ที่เราก็มีคนที่ดีที่สุดอยู่ใกล้ๆ น้องเขาทำให้ผมอยากจะเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนที่ดีขึ้น เลิกดื่ม เลิกทำอะไรแย่ๆ เลิกใช้ชีวิตแบบเปลืองตัวเอง และมองถึงอนาคตมากขึ้น"

กร - "สำหรับกร กรมองว่าที่ผ่านมาพี่เป้พิสูจน์ตัวเองค่อนข้างเยอะ ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้พี่เป้เปลี่ยนตัวเองเยอะมาก เราเปลี่ยนตัวเองด้วยกันทั้งคู่ เราปรับจูนเข้าหากันมาเรื่อยๆ และวันนี้ก็น่าจะเป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดแล้วสำหรับเราสองคน"

ย้อนกลับไปโมเมนต์ที่โดนขอแต่งงาน ตอนนั้นเรารู้สึกอย่างไรบ้าง ?

กร - "ตอนนั้นก็ได้แต่พูดคำว่าจริงหรือเปล่า จริงเหรอ มันจำอะไรแทบไม่ค่อยได้เลย มันชา มันงง มันช็อก มันเกิดขึ้นเร็วมาก (หัวเราะ)"

เป้ - "คือวันนั้นผมทำเหมือนกับว่าถ่ายรายการ คล้ายๆ กับถ่าย Vlog ทั่วๆ ไปนี่แหละ ซึ่งคอนเซปต์ในวันนั้นก็คือถ้าคุณขออะไรได้ 1 อย่างบนโลกใบนี้ คุณอยากได้อะไรและคำขอนั้นจะเป็นความจริง ตอนนั้นผมก็ทำเป็นถามคนอื่น ถามคนนู้นคนนี้ไปเรื่อยๆ จนมาถึงน้อง ผมก็ถามเขาว่า 'One wish ของหนูคืออะไร' เขาก็บอกแค่ว่า 'เขามีความสุขทุกๆ วันตลอดไป' จากนั้นผมก็ถามเขาอีกว่าเขารู้ไหมว่าสิ่งที่ผมอยากจะขอคืออะไร ' จากนั้นผมก็พูดต่อไปอีกว่า 'อยากจะขอเขาแต่งงาน' (ยิ้ม)"

กร - "ตอนนั้นช็อกค่ะ แต่คนข้างๆ ก็บอกว่าให้ตอบ Say Yes, Say yes สิ (หัวเราะ)"

ตัวเราเองพอจะจับพิรุธได้ก่อนหน้านี้ไหมว่าเขาอาจจะทำอะไรเป็นพิเศษ ?

กร - "มีนิดหน่อยค่ะ ตอนที่พี่เป้เขาเอาแหวนมาลอง เหมือนเขาออกอุบายประมาณว่ากรทำแหวนมานานแล้วแต่ไม่ได้ใส่สักทีเพราะมันหลวม เขาก็เลยอยากจะลองวัดไซส์แหวนเพื่อที่จะได้เอาแหวนไปแก้ แต่คือวันนั้นเขามาลองกับนิ้วนางข้างซ้ายกรไงคะ ทั้งๆ ที่ปกติแล้วกรใส่แหวนนิ้วนางข้างขวา (หัวเราะ) ก็ยอมรับค่ะว่ามีเอะใจนิดหนึ่ง แต่ด้วยความที่เขาไม่มีอาการอะไรบ่งบอก ก็เลยเชื่อว่าเป็นการดูไซส์ปกติ และมันคงไม่ใช่เร็วๆ นี้หรอกเพราะเรากำลังสร้างเนื้อสร้างตัวกันอยู่"

เป้ - "เกือบโป๊ะ (หัวเราะ)"

สำหรับกร กรรู้สึกว่าระยะเวลามันเร็วไปไหม ?

กร - "กรใช้ความรู้สึกส่วนตัวล้วนๆ เลยค่ะ แต่ว่าตั้งแต่คบกันมากรมั่นใจในตัวพี่เป้ค่อนข้างเยอะ เขาเป็นคนที่ใช่สำหรับกรมาตั้งนานแล้ว"

เราคิดว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เราเปลี่ยนพี่เป้ได้ เพราะเมื่อก่อนเขาก็ค่อนข้างขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าชู้ ?

กร - "ตอบยากเลย คือ...ตอนแรกก็ลำบากใจพอสมควรนะคะ เพราะกรก็ได้รับฟีดแบคมาเยอะเหมือนกัน แต่พอกรได้ลองสัมผัสตัวตนของพี่เป้จริงๆ กรถึงได้รู้ว่าพี่เขาไม่ใช่คนเลวร้าย และกรก็สามารถเป็นรอยยิ้มให้พี่เขาได้ค่ะ เรียกว่าเป็นการให้เกียรติกันและกันค่ะ"

หลายคนสงสัยว่าการขอแต่งงานครั้งนี้เป็นเพราะตั้งท้องหรือเปล่า ?

เป้ - "นี่คือเรื่องหลักเลยครับ คือผมอยากจะบอกว่าผมแพลนไว้เหมือนกันว่าอยากจะมีน้องไวๆ หลังจากที่แต่งงาน หมายถึง 'หลังจากแต่งงานนะครับ' ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้มีงานแต่งเกิดขึ้น ผมก็เลยอยากจะบอกกับพี่ๆ สื่อทุกๆ คนว่า 'น้องกรไม่ได้ท้องนะครับ' แต่ผมอยากมี"

ทำไมเราถึงต้องรีบจดทะเบียนสมรส ?

เป้ - "มันคืออย่างนี้ครับ ตอนที่ผมไปเล่นคอนเสิร์ตที่ลอนดอน ตอนนั้นผมก็ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตไทยที่ลอนดอนด้วย และหนึ่งในคนสำคัญที่เดินทางมาเป็นประธานก็คือ พณฯ ท่าน พิษณุ สุวรรณะชฎ ท่านเป็นเอกอัครราชทูตอยู่ที่นั่น ซึ่งพอท่านได้ทราบข่าวว่าผมขอน้องกรแต่งงาน ท่านก็เลยเรียกเราเข้าพบเป็นการส่วนตัว และแสดงความยินดีกับเราทั้งคู่เนื่องจากมันอยู่ในพื้นที่การดูแลคนไทยของท่านที่นั่น"

เป้ - "จากนั้นท่านก็บอกว่าถ้าหากไม่มีติดอะไร หรือมีแพลนอยากจะไปจดทะเบียนสมรสที่ไหน ท่านก็ยินดีที่จะเป็นนายทะเบียนให้ที่ลอนดอน ซึ่งตอนนั้นผมตกใจมากเพราะผมทราบดีว่าเรื่องการจดทะเบียนมันไม่ใช่กิจของท่านทูต และถ้าหากเป็นท่านมาช่วยดูแลให้จริงๆ มันก็ถือว่าเป็นเกียรติกับวงศ์ตระกูลของเราสองคนมาก ตอนนั้นผมฟังก็รู้สึกปลื้มใจและก็ตกใจครับ แต่ด้วยความที่ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าผมจะพร้อมสำหรับการจดทะเบียนหรือเปล่าเนื่องจากมันมีเอกสารให้ต้องจัดการเยอะ แต่ท่านก็พูดขึ้นมาเองอีกว่าเรื่องเอกสารถ้าหากตัดสินใจจะจดทะเบียนที่นี่ท่านก็จะส่งคนมาช่วยดูแลให้ สุดท้ายเอกสารที่เราใช้ในวันนั้นก็มีแค่พาสปอร์ตกับบัตรประชาชน รวมถึงแบบฟอร์มที่ทางสถานทูตเขาส่งมาให้กรอก"

เป้ - "อีกหนึ่งสิ่งที่ผมรู้สึกว่ามันดีมากๆ ก็คือตอนที่เราอยู่ที่นั่นมีคนมาช่วยเราดูแลเรื่องเอกสารเยอะมาก ผมต้องขอบคุณพี่ๆ ทุกคนนะครับที่อยู่ที่นั่น ที่ดูแลเรา ที่ช่วยให้เรามีวันนี้ได้ ขอบคุณมากครับ ถือเป็นความกรุณาที่มีต่อเราและเป็นเกียรติกับวงศ์ตระกูลของเราสองคนมาก"

ตอนที่เราบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าจะจดทะเบียนที่ลอนดอน ท่านว่าอย่างไรบ้าง ?

กร - "ท่านมองว่ากรโตแล้วให้ตัดสินใจเองได้เลย กรคิดว่าอย่างไรคนที่บ้านก็โอเคหมด"

แสดงว่าเราไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนสมรสที่ไทยแล้วใช่ไหม ?

เป้ - "ไม่ต้องแล้วครับ ตอนนี้ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว มีเอกสารเรียบร้อยแล้วครับ"

ภาพหวานของ พี่เป้ และ น้องกร

กรต้องเปลี่ยนนามสกุลด้วยไหมจดทะเบียนแล้วแบบนี้ ?

กร - "ต้องขอเล่าก่อนว่า วันที่จดทะเบียนสมรสท่านฑูตก็ได้ดูฤกษ์ไว้ให้เราด้วยนะคะ เป็นเวลา 14.49 น. และก่อนที่จะเดินทางไปถึงที่นั่นทางสถานทูตเขาก็โทรมาถามเราทั้งคู่ก่อนว่า 'จะเปลี่ยนนามสกุลเลยหรือเปล่า ถ้าหากเปลี่ยนเขาจะได้พิมพ์แล้วปริ้นต์ออกมาให้เราเลย' ตอนนั้นกรก็เลยต้องโทรกลับมาถามที่บ้าน และอย่างที่บอกคุณพ่อคุณแม่เขายกหน้าที่การตัดสินใจให้เป็นของกรเองหมดทุกอย่าง กรก็เลยทักไปหาพี่หมอดูที่กรสนิท พี่หมอดูเขาก็บอกว่ายังไม่ต้องรีบเปลี่ยนเพราะนามสกุลของกรค้ำคู่เราอยู่ จะได้ซัพพอร์ตกันไปแบบนี้เรื่อยๆ เอาไว้มีลูกแล้วค่อยว่ากันอีกทีว่าจะเปลี่ยนดีหรือเปล่า"

ตอนนี้ใช้คำนำหน้าว่านางหรือนางสาว ?

กร - "ตอนนี้ยังเป็นนางสาวอยู่ค่ะ เอาไว้มีน้องเดี๋ยวค่อยว่ากัน"

แพลนการจัดงานแต่งงานวางไว้อย่างไรบ้าง ?

เป้ - "ตอนแรกเราตั้งใจว่าจะจัดงานช่วงต้นปีหน้าครับ แต่พอดูดวงดูอะไรต่างๆ แล้วก็อาจจะต้องเลื่อนมาเป็นช่วงปลายปีนี้แทน ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดนะครับ ผมต้องบอกเป็นคร่าวๆ ไว้ก่อน เพราะทั้งหมดมันก็มีปัจจัยหลายอย่างร่วมด้วย ทั้งเรื่องของการทำงาน เรื่องของเงิน ผมไม่อยากให้ผู้ใหญ่ต้องเป็นห่วงเราทั้งคู่ ผมก็เลยยังไม่อยากรับปากเรื่องกำหนดการ เดี๋ยวมันจะกลายเป็นผิดคำพูด"

ได้มีโอกาสใช้ชีวิตแบบสามีภรรยาแล้วหรือยัง ?

เป้ - "เพิ่งจะเริ่มเข้ามาอยู่ด้วยกันครับ ใช้ชีวิตสามีภรรยากันแล้ว ซึ่งส่วนตัวผมนะผมรู้สึกว่าบ้านมันดูเป็นบ้านมากขึ้น มันดูเป็นบ้านที่สมบูรณ์แบบ มันมีความอบอุ่นมากขึ้น เวลาจะทำอะไรก็มีคนช่วยคิดช่วยเตือน ทำให้ชีวิตมันสมบูรณ์แบบมากขึ้น แบบนี้ก็อาจจะเรียกได้ว่าชีวิตคู่ครับ"

 

เป้ - "นี่คือเรื่องหลักเลยครับ น้องกรไม่ได้ท้อง แต่ผมอยากมีลูกหลังแต่งงาน ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้มีงานแต่งเกิดขึ้น ถามว่าทำไมถึงต้องจดทะเบียนสมรส ก็คือวันนั้นท่านฑูตท่านมีความเมตตาและเรียกเราเข้าไปแสดงความยินดี พร้อมทั้งบอกด้วยว่าท่านยินดีมากที่จะเป็นนายทะเบียนให้ ซึ่งนั่นคือเกียรติแก่วงตระกูลเรามากๆ ส่วนเรื่องเอกสารก็มีคนช่วยเหลือเราเยอะพอสมควร ขอบพระคุณทุกท่านมากครับ"

น้องกร - "ยังไม่ได้เปลี่ยนนามสกุลค่ะ ตอนนี้ยังเป็นนางสาวอยู่ รอถ้ามีน้องก็ค่อยว่ากันอีกที"

เป้ - "ตอนแรกเราตั้งใจว่าจะแต่งงานกันประมาณต้นปีหน้า แต่พอดูฤกษ์ดูอะไรต่างๆ แล้ว ก็อาจจะเลื่อนมาเป็นช่วงปลายปี ต้องรอดูก่อนว่าจะยังไง อันนี้แค่คิดกันคร่าวๆ ไม่อยากรับปากหากมีการคาดเคลื่อน"

เป้ - "เพิ่งเริ่มจะย้ายเข้ามาใช้ชีวิตกันแบบสามีภรรยา ก็...บ้านมันดูเป็นบ้านมากขึ้นนะ ดูเป็นบ้านที่สมบูรณ์แบบ มีความอบอุ่น เวลาทำอะไรก็มีคนช่วยคิดช่วยเตือน เป็นคู่ชีวิตกัน"

กร - "กรก็รู้สึกว่าเราไม่ต้องปรับอะไรกันเยอะนะคะ เราก็แค่เป็นตัวเองให้มากที่สุด แต่ถ้าหากมีส่วนไหนที่เราอยากจะให้เขาปรับหรือตัวเราเองต้องการปรับ เราก็จะบอกกันคุยกัน ปรับกันไปเรื่อยๆ"

เป้เขาเปลี่ยนไปเยอะแค่ไหนตั้งแต่รู้จักกับเรา ?

กร - "เยอะมากเลยค่ะ เหมือนเป็นพี่เป้เวอร์ชั่นใหม่"

เป้ - "ผมรู้สึกว่าผมใจเย็นลงมากๆ และมองถึงอนาคตมากขึ้น มีแผนในทุกเรื่องมากขึ้น และใช้ชีวิตในทุกๆ วันปลอดภัยมากขึ้น ผมรู้สึกว่าตอนนี้ผมทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว อีกไม่นานก็คงต้องทำทุกอย่างเพื่อตัวเล็กของเราสองคนอีก ผมเลิกหลายเรื่องมากครับ ผมเลิกเหล้า เลิกบุหรี่และก็ปาร์ตี้น้อยลง แต่ทำงานเก็บเงินเยอะขึ้น รวมถึงออกกำลังกายด้วย ผมรักชีวิตตัวเองมาก อยากใช้ชีวิตอยู่กับเขาไปนานๆ"

ตอนนี้เป้ก็คือถอดเขี้ยวเล็บแล้วถูกต้องไหม ?

เป้ - "ผมเป็นแมวมานานแล้วครับ (ยิ้ม)"

กรรู้สึกอย่างไรบ้างที่เป้เขาเปลี่ยนทุกอย่างเพื่อเราขนาดนี้ ?

กร - " ดีใจค่ะ เราจะได้ไม่ต้องไปหนักใจกับเรื่องอะไรเยอะ และมันทำให้กรมั่นใจในตัวเขาเร็วขึ้นด้วย มีความมั่นคงในชีวิตคู่ หลังจากนี้เราจะได้ไปโฟกัสเรื่องการทำงาน เรื่องการช่วยกันเก็บเงินสร้างครอบครัว ทุกอย่างที่เป็นพี่เป้ตอนนี้โอเคหมดแล้ว"

เป้มีคำสัญญาแล้วเดี๋ยวจะบอกกับน้องไหม ?

เป้ - "ผมเชื่อว่าคำพูดมันไม่สำคัญเท่าการกระทำ แต่สุดท้ายแล้วการกระทำต้องนำด้วยคำพูด ผมจะพูดไว้ตรงนี้แล้วกันนะครับว่า ผมจะพยายามดูแลน้องให้ดีที่สุด เท่าที่ผมจะทำได้ และก็จะพยายามทำทุกอย่าง ทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้ครอบครัวของเราเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์และอบอุ่นที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ เท่าที่ลูกผู้ชายคนนี้จะทำในฐานะหัวหน้าครอบครัว"