"พุทธะอิสระ" โพสต์แจงกลับมาครองผ้าเหลือง ยัน ไม่เคยกล่าวลาสิกขา-ไม่ได้อาบัติร้ายแรง

"พุทธะอิสระ" โพสต์แจงกลับมาครองผ้าเหลือง ยัน ไม่เคยกล่าวลาสิกขา-ไม่ได้อาบัติร้ายแรง

จากกรณีศิษย์วัดอ้อน้อย ได้โพสต์เฟซบุ๊กแจ้งข่าวว่า อดีตพระพุทธะอิสระ (สุวิทย์ ธีรธมฺโม) จะกลับมาครองผ้าเหลืองอีกครั้ง ในวันที่ 5 ธันวาคมนี้ หลังได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2561 ที่ผ่านมา ล่าสุด อดีตพระพุทธะอิสระ ได้โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก "หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara)" ชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า เมื่อตอนที่ถูกจำคุก ไม่ได้กล่าวคำลาสิกขา เนื่องจากเห็นว่าตนไม่ได้ผิดต่ออาบัติร้ายแรง เมื่อผ่านช่วงคุมประพฤติตามกฎหมาย ก็สามารถกลับมาครองผ้าเหลืองได้อย่างถูกต้อง โดยใจความระบุว่า

ขอบคุณที่ยังคิดถึงกันอยู่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๒

พอออกพรรษาแล้ว อยากสัมผัสกับธรรมชาติป่า เขา สายน้ำ แสงแดด กลิ่นไออันบริสุทธิ์ สดชื้น เพื่อซึมซับพลังธรรมชาติ อยู่ดีๆ คนติดตามก็นำโทรศัพท์มายื่นให้แล้วบอกว่า เจ้าตั้มโทรมาบอกว่านักข่าวหลายช่องจักขอสัมภาษณ์ กรณีมีข่าวว่า จักกลับไปนุ่งห่มผ้าไตรจีวรอีก รู้สึกแปลกใจอยู่เหมือนกัน ว่าใครไปให้ข่าว แก่พวกนักข่าวเพราะไม่เคยคิดจักโฆษณา ออกข่าวคราวกันขนาดนี้

เพียงแค่แจ้งข่าวแก่ บรรดาญาติโยม ที่มาทำบุญในวันออกพรรษาว่า สิ้นเดือนตุลาคมนี้ ก็สิ้นสุดเวลาคุมความประพฤติ ในคำพิพากษาคดีทำร้าย ร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจในขณะชุมนุม ด้วยเพราะเวลาเจ้าหน้าที่กองปราบมาจับ แล้วส่งฝากขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ เจ้าหน้าที่กองปราบได้นิมนต์หลวงพ่อ เจ้าคณะเขต เจ้าอาวาสวัดเสมียนนารี และเลขา มาทำหน้าที่สึก พุทธะอิสระ ได้กราบเรียนหลวงพ่อผู้คุ้นเคยกันไปว่า กระผมมิได้ละเมิดต่ออาบัติร้ายแรงจนทำให้ขาดจากความเป็นพระ ผมจึงไม่ยินดีกล่าวคำลาสิกขา

ครั้นออกจากคุกมาแล้ว จึงตั้งใจว่า จักกลับมาห่มผ้าจีวรอีก พอดีมหาเถระสมาคม ออกกฎขึ้นมาใหม่ว่า ภิกษุผู้ต้องโทษอยู่ในขณะคุมความประพฤติ ของทางราชการ ห้ามกลับเข้ามาบวชอีก จนกว่าจักหมดเวลาคุมความประพฤติ (ตามหมวด ๓ ว่าด้วยหน้าที่พระอุปัชฌาย์ กฏ มส.๑๗) ซึ่งกรณีของพุทธะอิสระ จักสิ้นสุดเวลาคุมความประพฤติลงในวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๒

 

เหตุนี้จึงกำหนดเวลากลับไปห่มผ้าไตรจีวร ในวันที่ ๕ ธันวาคม เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พ่อหลวง ร.๙ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐยิ่ง ก็ไม่คิดว่าการกลับไปนุ่งห่มผ้าเหลืองครั้งนี้ จักเป็นจุดสนใจของใครๆ มากขนาดนี้

 

ขอถือโอกาสให้ความรู้ ตามหลักพระธรรมวินัยเสียเลยว่า การที่ภิกษุจักพ้นจากความเป็นภิกษุได้นั้น มีเหตุอยู่ ๓ ประการ คือ

๑. มรณภาพ (ตาย)

๒. ต้องอาบัติปาราชิก เรียกว่า อาบัติร้ายแรงชั่วหยาบ ไม่สามารถกลับเข้ามาเป็นพระได้อีกตลอดชีวิต เช่น ฆ่ามนุษย์ อวดอุตริมนุสธรรมอันไม่มีอยู่จริง และเสพเมถุน

๓. กล่าวคำลาสิกขา

หลักการดังกล่าวมานี้ซึ่งก็ตรงกับคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ ๖๗๘๒/๒๕๔๓

ย่อความสั้นๆ ให้ท่านทั้งหลายได้เข้าใจง่ายว่า ภิกษุรูปหนึ่งถูกเจ้าหน้าที่ ตำรวจจับข้อหาเสพสารเสพติด และถูกบังคับให้กล่าวคำลาสิกขา แต่ภิกษุนั้นมิได้ยินยอม เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำตัวไปโรงพัก และบังคับให้ถอดจีวรพร้อมนำตัวไปคุมขัง เพื่อส่งฟ้องต่อศาล เวลาต่อมาภิกษุรูปนั้นได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว จึงกลับไปห่มผ้าเหลืองอีก เจ้าหน้าที่และอัยการ จึงนำตัวภิกษุนั้น ไปฟ้องต่อศาลข้อหาแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ ภิกษุนั้นต่อสู้คดี จนถึงศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำวินิจฉัย ออกมาโดยสรุปได้ว่า

(จากพฤติการณ์ดังกล่าว จำเลยย่อมเข้าใจได้ว่า จำเลยยังไม่ขาดจากความเป็นพระภิกษุ เนื่องจากจำเลยไม่สมัครใจลาสิกขา และการดำเนินการให้จำเลยสละสมณเพศโดยพลการ ของเจ้าหน้าที่ พนักงานตำรวจ จำเลยจึงไม่เจตนากระทำความผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทย์จึงฟังไม่ขึ้น)

อีกทั้งมีกรณี พระพิมลธรรมแห่งวัดมหาธาตุ ถูกจับคุมขัง ข้อหา “มีการกระทำเป็นคอมมิวนิสต์ และทำลายความมั่นคงของรัฐ เป็นเวลา ๔ ปี” ท่านก็มิได้กล่าวคำลาสิกขา พอท่านพ้นโทษออกมา ท่านก็แสดงความปาริสุทธิในศีล ต่อหน้าคณะสงฆ์แล้วกลับเข้าไปห่มผ้าเหลือง จนกระทั่งได้ดำรงตำแหน่งรักษาการสมเด็จพระสังฆราช ก่อนที่สมเด็จญาณสังวร จักได้รับการสถาปนาให้ได้เป็นพระสังฆราชต่อมา แล้วมีผู้สงสัยว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่สามารถบังคับจับภิกษุผู้ต้องคดีสึกจากความเป็นภิกษุได้เช่นนี้ และเมื่อภิกษุบางรูป ต้องสงสัยว่า ทำผิดกฎหมาย จักให้ปฏิบัติเช่นไร

อธิบายว่า มีพระอรรถกถาจารย์ได้กำหนดหลักปฏิบัติเอาไว้ว่า ให้ใช้วิธี “กายประโยค” เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่สามารถจับภิกษุผู้ถูกกล่าว จำคุกได้ขณะที่ห่มจีวร เพราะท่านไม่ปรารถนาจะสึก ให้เจ้าหน้าที่ทำการเปลื้องจีวร ออกจากตัวของภิกษุผู้ถูกกล่าวหารูปนั้นเสีย แล้วให้นุ่งห่มผ้าขาว อย่างคฤหัสถ์ผู้รักษาศีล โดยมิต้องกล่าวคำลาสิกขา เช่นนี้เรียกว่า “กายประโยค” เพื่อจักปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายบ้านเมือง

ด้วยหลักการและเหตุผล ดังกล่าวมานี้แหละ พุทธะอิสระจึงมีศักดิ์ และสิทธิ์อันชอบธรรมที่จักกลับมาห่มผ้าไตรจีวรได้อีกในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๖๒ อีกทั้งแม่ที่ป่วยติดเตียงก็อายุท่านก็มากแล้ว ท่านอยากเห็นพระลูกชาย กลับไปนุ่งห่มผ้าเหลือง ก่อนที่ท่านจักตาย อีกทั้งญาติโยมผู้ศรัทธาทั้งหลาย ก็มีความหวัง ความปรารถนา อย่างแรงกล้าว่า เมื่อไหร่พุทธะอิสระ จักกลับไปห่มผ้าเหลืองเสียที่ เพื่อถนอม รักษาจิตวิญญาณของท่านผู้มีคุณทั้งหลายดังกล่าว พุทธะอิสระจึงกำหนดวัน เวลา กลับไปนุ่งห่มผ้าไตรจีวร ดังต่อไปนี้ว่า

พุทธะอิสระ