กัปตันเล่าเบื้องหลัง "ม็อบปิดสุวรรณภูมิ" ลูกสาวบินมาดูใจแม่ป่วย แต่ลงจากเครื่องไม่ได้

กัปตันเล่าเบื้องหลัง "ม็อบปิดสุวรรณภูมิ" ลูกสาวบินมาดูใจแม่ป่วย แต่ลงจากเครื่องไม่ได้
S! News (Exclusive)

สนับสนุนเนื้อหา

จากกรณีม็อบฮ่องกง ผู้ชุมนุมเข้าไปปักหลักชุมนุมเต็มพื้นที่สนามบิน จนทำให้ต้องประกาศยกเลิกเที่ยวบินในช่วงสัปดาห์นี้ ซึ่งเหตุการณ์ชุมนุมปิดสนามบิน ทำให้หลายคนหยิบยกเหตุการณ์ชุมนุมปิดสนามบินสุวรรณภูมิขึ้นมาพูดถึงและเปรียบเทียบกันไปในหลายๆ แง่มุม 

ล่าสุด (16 ส.ค.62) โลกออนไลน์มีการแชร์โพสต์ที่ได้รับการแชร์จาก สมาชิกเฟซบุ๊ก M.L. Sarunsook Sooksawasdi ซึ่งเป็นกัปตันการบินไทย ได้เล่าถึงเหตุการณ์อดีตในวันที่มีการประกาศปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เที่ยวบินถูกยกเลิกและไม่สามารถเดินทางได้ ข้อความระบุว่า

อาหารดี ดนตรีเพราะ” เวลานักการเมืองทะเลาะกัน ทำไมมันจะต้องมายึดสนามบินเป็นตัวประกันกันซะทุกที หัดไปยึดอย่างอื่นกันมั่งไม่ได้รึไง ตอนนี้สนามบินฮ่องกงก็ถูกจับไปเป็นตัวประกันอีกแล้ว แล้วไอ้คนที่เดือดร้อนกับเรื่องพวกนี้โดยตรง ก็พวกนักบินอย่างผมนี่แหละครับ

24 พ.ย. 2551 ผมบินกลับมาจาก Brisbane กำหนดจะลงถึงกรุงเทพตอนเช้ามืดที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งบนเครื่อง B-777 วันนั้น มีผู้โดยสารสามร้อยกว่าคน เราบินออกจาก Brisbane มาอย่างราบรื่นจนกระทั่ง พอเราเข้าเขตประเทศเวียดนามได้สักพัก เจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศ Ho Chi Minh Control เรียกขึ้นมา แล้วแจ้งว่า ขณะนี้สนามบินสุวรรณภูมิที่เครื่องเราจะไปลงได้ถูกผู้ก่อการจราจลยึดไว้ซะแล้วไม่สามารถจะไปลงได้

และ Bangkok Control แนะนำว่าเรายังสามารถ Divert เครื่องไปลงที่ดอนเมืองได้ ซึ่งตอนนั้น เรายังมีอีกสองทางเลือก คือ ไปเชียงใหม่ หรืออู่ตะเภา แต่ผมก็คิดว่าถ้าลงกรุงเทพได้ ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้โดยสาร จึงแจ้งกลับไปว่าเราเลือกที่จะลงที่ดอนเมือง ซึ่งในตอนนั้นสนามบินดอนเมืองไม่ได้เปิดใช้งานสำหรับแอร์ไลน์เหมือนตอนนี้ แต่เราก็ยังสามารถใช้เป็นสนามบินสำรองในการลงได้

เรามาลงที่ดอนเมืองเป็นเครื่องแรกของเช้ามืดวันนั้น เครื่องเราถูกสั่งให้มาจอดที่ลานจอดทางด้านใต้ของสนามโดยไม่มีเจ้าหน้าที่มาดูแลเลยสักคน แล้วไม่มีข้อมูลเลยว่าจะให้ทำอย่างไรต่อไป เราดับเครื่องยนต์ และติดเครื่อง APU เพื่อใช้กับระบบไฟฟ้า และ ระบบแอร์บนเครื่อง

พอฟ้าเริ่มสาง ก็มีเครื่องแอร์ไลน์ต่างๆทะยอยตามมาลงกันจนเต็ม ไม่เหลือที่จะให้เครื่องจอดอีกแล้ว เครื่องบินอื่นต้องหนีไปลง อู่ตะเภาบ้าง เชียงใหม่บ้าง

ผู้โดยสารร่วม 350 คน ถ้าต้องมานั่งอยู่บนเครื่องเฉยๆ แบบนั้น นานเข้า คงจะมีเรื่องโกลาหลแน่ ดังนั้นแทนที่จะใช้ระบบ PA พูดกับผู้โดยสารจากห้องนักบิน ผมตัดสินใจ ออกมายืนหน้าเคบิ้นให้ผู้โดยสารเห็นหน้า แล้วใช้ PA ที่หน้าเคบิน อธิบายเรื่องทุกอย่างให้ผู้โดยสารรับทราบ ซึ่งตอนนั้นผมยังไม่รู้เหมือนกันว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร เพราะแค่เราจะเอาผู้โดยสารลงจากเครื่อง เราก็ยังทำไม่ได้ เพราะไม่มีรถบันได

แล้วถึงจะลงได้ ก็ยังไม่มีรถรับผู้โดยสาร ไม่มีทั้งเจ้าหน้าที่ ตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่ศุลกากร

ผมเดินทักทายกับผู้โดยสารจากหัวเครื่องยันท้ายเครื่อง และเมื่อปรึกษากับลูกเรือแล้ว ผมจึงบอกให้ลูกเรือเปิดประตูเครื่องออกทุกบาน เพื่อคลายความอึดอัด ภายในเครื่อง แล้วโชคดีที่อากาศเช้าวันนั้นเย็นสบายดีมากเพราะเริ่มเข้าหน้าหนาวแล้ว เราอนุญาตให้ผู้โดยสารลุกเดินไปมาได้ โดยให้ลูกเรือยืนเฝ้าอยู่ทุกประตู พร้อมทั้งขึงเชือกขวางประตูไว้ด้วย เพื่อกันไม่ให้ผู้โดยสาร พลัดตกตกลงไปข้างล่าง

พอตกสาย ทางการบินไทยก็เริ่ม ติดต่อประสานงาน ขอเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และศุลกากร มาตั้งหน่วยงานชั่วคราวขึ้นที่ดอนเมืองเพื่อเตรียมรับผู้โดยสาร แล้วเคลื่อนย้ายเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์สนับสนุนภาคพื้นจากสนามบินสุวรรณภูมิ มายังดอนเมือง ซึ่งขบวนการเหล่านี้ใช้เวลาอีกหลายชั่วโมง เมื่อหน่วยสนับสนุนภาคพื้นมาถึง เราก็ขอแซนวิชและน้ำเพิ่มเติม มาแจกจ่ายให้ผู้โดยสาร

หลายชั่วโมงผ่านไป น้ำมันสำหรับเครื่อง APU ใกล้จะหมด ต้องขอรถเติมเชื้อเพลิงมาเติมน้ำมันเพิ่ม แต่รถเติมมีอยู่ไม่กี่คัน ต้องรอคิวกันยาว เพราะจำนวนเครื่องที่ divert มาลง มีร่วม 30 ลำ ซึ่งในตอนหลังมีเครื่องอีกจำนวนมากที่ต้อง divert ไปลงประเทศอื่น เพราะสนามบิน เชียงใหม่และอู่ตะเภาก็เต็มหมดแล้ว

ลูกเรือของเราแม้จะเหนื่อยแต่ก็ดูแลผู้โดยสารอย่างดีเยี่ยม ผู้โดยสารทั้งหมดอยู่ในความสงบ ไม่มีความวุ่นวายอะไรเลย นอกจากผู้โดยสารหญิงไทยคนหนึ่งที่นั่งร้องไห้อยู่ตลอดเวลา เพอร์เซอร์มารายงานว่า ผู้โดยสารท่านนี้รีบเดินทางกลับมาเมืองไทยอย่างเร่งด่วนเพราะแม่ป่วยหนักอยู่ใน ICU ต้องรีบกลับมาให้ทันดูใจแม่ แต่นี่มาถึงสนามบินแล้วแต่ไม่สามารถไปหาแม่ได้ แล้วไม่รู้ว่าจะต้องรออีกนานเท่าไร

เราปรึกษากันว่าจะหาทางช่วยกันอย่างไรดี แล้วในที่สุดก็เลยวิทยุบอกให้เจ้าหน้าที่ของเราติดต่อขอเบอร์โทรห้อง ICU แล้วใช้โทรศัพท์มือถือของลูกเรือ ให้ผู้โดยสารท่านนั้นคุยกับแม่ทางโทรศัพท์ได้เป็นที่เรียบร้อย

เนื่องจากรถและกระไดมีจำกัด การลำเลียงผู้โดยสารทำได้ทีละลำ เจ้าหน้าที่ภาคพื้นต้องกำหนดคิวในการลำเลียงคน ซึ่งแม้ว่าเราจะเป็นคิวต้นๆ แต่กว่าเราจะลงจากเครื่องได้ก็ใกล้เที่ยงเข้าไปแล้ว สะบักสะบอมครับ โดยเฉพาะพวกคิวหลังๆ นั้นกว่าจะได้ลงก็บ่ายสามบ่ายสี่เข้าไปแล้ว

มีผู้โดยสารที่ออกมาได้ก่อนเรา สองสามเครื่องแต่คนเรามันจะดังซะอย่าง ตอนที่ผมกำลังเดินออกมา เป็นเวลาที่ผู้สื่อข่าวเพิ่งมาถึงสนามบิน พอเห็นผมเดินออกมา ก็วิ่งเอาไมค์มาจ่อปาก ขอสัมภาษณ์กันเป็นที่อุตลุด วันนั้นก็เลยได้เป็นดาราทีวีไปด้วยความจำเป็น แต่ก็โม้มากไม่ได้ เดี๋ยวเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของบริษัทจะไม่มีงานทำ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ที่จริงเขามีระเบียบห้ามไว้ แต่ได้โชว์หน้าออกทีวีซะหน่อยก็ครึ้มพอแล้ว กลับถึงบ้านก็นอนสลบเลย

เรื่องการยึดสนามบินที่ฮ่องกง ยังไม่รู้ว่าจะจบลงท่าไหน ถ้าจีนแผ่นดินใหญ่เล่นบทโหด รายการนี้ก็อาจจบลงด้วยการนองเลือดได้ ไม่เหมือนคนไทยหรอกครับเราฆ่ากันเองไม่ได้ พี่น้องกันทั้งนั้น”

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!