ชีวิตยิ่งกว่าละคร ลุงป่วยอัมพฤกษ์ทิ้งให้อยู่ข้างคอกไก่ ลูกสาวฮุบสมบัติไม่ใยดี

ชีวิตยิ่งกว่าละคร ลุงป่วยอัมพฤกษ์ทิ้งให้อยู่ข้างคอกไก่ ลูกสาวฮุบสมบัติไม่ใยดี
Sanook! Regional

สนับสนุนเนื้อหา

เรื่องจริงที่ทำให้น้ำตาซึม ชีวิตจริงของ "ลุงสำเริง" ป่วยอัมพฤกษ์แต่ลูกๆ 3 คนไม่ใยดี ลูกสาวคนเล็กก็ยึดบ้าน-ที่ดิน ลั่นวาจา "แก่แล้วพ่อควรไปอยู่วัด" ป้าทนไม่ไหว อุ้มพามาอยู่ข้างคอกไก่ประทังชีวิต

เมื่อวานนี้ (3 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่บ้านหลังหนึ่ง ภายในซอยราชดำเนิน 6 ต.ละแม อ.ละแม จ.ชุมพร เป็นบ้านกลางสวนปาล์ม อยู่ลึกขึ้นไปบนภูเขาสูง พบว่าที่ข้างคอกไก่ มีบ้านปูนที่สร้างแบบง่ายๆ เพื่อใช้เป็นที่เก็บของ ข้างในมี นายสำเริง อายุ 65 ปี ป่วยเป็นอัมพฤกษ์ ร่างกายซีกซ้ายไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ อยู่ในสภาพหน้าตาเศร้าหมอง น้ำตาคลอตลอดเวลา

จากการสอบถาม นายสำเริง เล่าชีวิตแสนรันทดให้ฟังว่า ตนเป็นชาว จ.นครศรีธรรมราช ย้ายมาตั้งรกรากที่ อ.ละแม ประมาณ 40 ปีได้แล้ว มีลูก 3 คนกับภรรยาเก่าที่ จ.นครศรีธรรมราช เป็นชาย 1 คน หญิง 2 คน ต่างก็ย้ายมาอาศัยอยู่ด้วย โดยตนได้พยายามสร้างสวนเกษตร ทั้งปลูกปาล์มน้ำมัน สวนยางพารา บนเนื้อที่ 35 ไร่

ต่อมาเมื่อลูกชายและลูกสาว 2 คนแรกเติบใหญ่ ก็ได้แบ่งที่ดินให้ และขอแยกย้ายไปมีครอบครัว พร้อมทั้งขายที่ดินไปอยู่กรุงเทพฯ และนครศรีธรรมราช ยังเหลือที่ดินอยู่ 25 ไร่ นายสำเริงจึงอยู่กับลูกสาวคนสุดท้อง ได้ส่งเสียให้เรียนที่มหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ กระทั่งเรียนจบปริญญาตรี ก่อนลูกสาวจะกลับมาอยู่บ้าน โดยตนได้แบ่งที่ดินให้ 7 ไร่ เป็นสวนปาล์มน้ำมัน เพื่อไว้ทำกินหาเลี้ยงต่อไป

แต่เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา ลูกสาวคนสุดท้ายได้แต่งงาน มีครอบครัวไปอีกคน และเมื่อปีก่อน กองทุนสวนยางพาราได้ประกาศให้โค่นต้นยางพารา โดยมีเงินช่วยเหลือไร่ละ 20,000 บาท ในช่วงนั้น นายสำเริง เริ่มป่วยเป็นอัมพฤต จึงมอบให้ลูกสาวไปดำเนินการเรื่องเงินทดแทนที่ได้จากกองทุนสวนยางพารา รวมทั้งสิ้นราวๆ 200,000 บาท

ต่อมาได้ทราบข่าวว่าเงินได้รับการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว นายสำเริงจึงออกปากทวงถามจากลูกสาว แต่ได้รับคำตอบว่า เงินทั้งหมดเป็นของลูกสาว รวมถึงที่ดินทั้ง 24 ไร่ ก็ เป็นของลูกสาวด้วย ทำเอานายสำเริงถึงกับตกตะลึงในคำพูดและพฤติกรรมของลูกแท้ๆ

นายสำเริง ได้พยายามทวงเงินคืนทุกวัน จนเมื่อ 4 เดือนที่แล้ว ต้องช็อกกับคำประกาศกร้าวของลูกสาว บอกว่า "พ่อแก่แล้วสมควรไปอยู่วัด ร่างกายก็พิการไม่สมควรอยู่ในบ้าน" หลังจากวันนั้น ลูกสาวและครอบครัวของเขาก็แยกวงกินข้าว เหลือเพียงเศษอาหารไว้ให้นายสำเริงกินไปวันๆ นายสำเริงได้แต่นั่งดูคนเหล่านั้นมีความสุข ทั้งที่ตัวเองน้ำตานอง

กระทั่ง นางอำไพ อายุ 71 ปี พี่สาวของนายสำเริง ซึ่งมีบ้านห่างไปราวๆ 1 กิโลเมตร ได้มาพบเห็นสภาพของนายสำเริงที่ถูกทอดทิ้ง ให้อยู่อย่างสกปรกไร้การดูแล เหม็นคลุ้งไปทั่วบริเวณ และยังผอมโซมาก เมื่อสอบถามหลานสาวก็พยายามจะไล่ผู้เป็นพ่อออกจากบ้านไปทุกครั้ง และที่สำคัญคือไม่เคยให้ข้าวให้น้ำกิน ทำให้พี่สาวที่ก็แก่ชรา เดินหลังงอ ต้องเดินเท้าเอาข้าวน้ำ มาส่งให้กินวันละ 2 มื้อ ตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา

เมื่อพบว่า นายสำเริงไม่ได้รับการดูแลแม้แต่น้อย นางอำไพจึงให้หลานชายนายสำรองมาอยู่ที่บ้านแทน แต่เนื่องจากในบ้านของพี่สาว มีลูกหลานอยู่หลายคน เหลือแต่พื้นที่บริเวณคอกไก่ชนที่มีห้องเก็บของว่าง จึงต้องให้นายสำเริงอาศัยอยู่ในนี้ไปก่อน โดยหาที่นอนมุ้งมาให้นายสำเริงพอได้หลับนอน แต่ต้องคลานไปห้องน้ำด้านหลังบ้าน สร้างความเวทนา

ทางญาติของนายสำเริงได้ไปร้องต่อศูนย์ดำรงธรรม จ.ชุมพร เมื่อ 2 เดือนก่อน แต่เรื่องก็เงียบไป ไม่ได้รับความสนใจ จึงมีผู้แนะนำให้ไปร้องเรียนสื่อมวลชนอีกทาง

ทั้งนี้ นายสำเริง กล่าวทิ้งท้ายเอาไว้ว่า ตนต้องการเพียงแค่บ้าน ที่ดินของตัวเอง ที่ตนเป็นผู้สร้างขึ้นมากับมือ หวังจะไว้อยู่อาศัยช่วงบั้นปลายชีวิต ส่วนที่ดินที่เคยแบ่งให้ลูกๆ ก็ยังแบ่งให้เหมือนเดิม อีกทั้งยังอยากให้ลูกชายและ ลูกสาวอีก 2 คน กลับมาเยี่ยมดูใจพ่ออีกครั้งหนก่อนตาย เพราะทั้งคู่หายเงียบไป 2-3 ปีแล้ว