ยอดขวาน ยังมี มลาบรี

นอกจาก ซาไก กลุ่มชนเผ่าตองเหลืองยังมีอีกชื่อ มลาบรี ที่อยู่เกือบเหนือสุดแดนสยาม และกำลังประสบชะตากรรมโดนบุกรุกไม่แพ้เพื่อนทางตอนใต้
บนที่นั่งไม้ซึ่งอยู่ในอาณาเขตของศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ต.ภูฟ้า อ.บ่อหิน จ.น่าน ซึ่งเป็นโครงการพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เด็กชายหญิงผิวแดงคล้ำกว่า 10 คนสวมเสื้อยืดนุ่งกางเกงขาสั้นตามสมัยนิยม
แม้สีเสื้อจะมอซออยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้เปลือยเปล่ามอมแมม ผมเผ้าไม่ยุ่งเหยิงต่างกับบุคลิกภาพเดิมๆ ของการเป็นคนชนเผ่า 'มลาบรี' หรือตองเหลือง ชาวป่าที่ดำรงชีพด้วยการเก็บของป่าล่าสัตว์นุ่งห่มใบตอง และผ้าตะแย๊ดเดินไปมาในเขตป่าเมื่อหลายหลายสิบปีก่อนอย่างสิ้นเชิง
ติ๊ก บ็อบ ลิน ทิพ ฉลาด และเพื่อนอีกหลายคนเป็นเยาวชนชาวมลาบรีอายุ 18-21 ปี ถือเป็นเด็กมลาบรีรุ่น แรกของประเทศที่ได้เรียนหนังสือ สามารถอ่านออกเขียนได้ แม้จะมีชื่อเล่นเป็นภาษาไทย บางรายกระเดียดออกไปทางฝรั่งด้วย แต่พวกเขาและเธอก็ไม่ละทิ้งชื่อเล่นภาษามลาบรีที่พ่อแม่ตั้งให้ไว้ คือ กัมแปรอีลี อีลม อีบืด อีมอด และ อีซม ตามลำดับ
ยิ่งไปกว่านั้น นามสกุลที่ได้มาพร้อมความเป็นคนไทยเมื่อไม่นาน ยังคงแสดงความหมายบ่งบอกตัวตนคนรัก 'ป่า' เอาไว้ชัดเจน เช่น นางสาวอรัญวา เจริญคีรีพัฒนา นายบ๊อบ ศรีชาวป่า และ นางสาวผาสุก ศรีพนาสุข เป็นต้น
เยาวชนกลุ่มนี้ถือเป็นชาวมลาบรีหัว ก้าวหน้า พวกเขากำลังคร่ำเคร่งกับการเรียนภาษาอังกฤษขั้นต้น แต่นอกเหนือการเข้าเรียนมัธยมต้นและปลายในระบบโรงเรียนที่อยู่ใกล้ศูนย์ภู ฟ้าฯแล้ว ..ณ ห้องเรียนแห่งนี้จะมีกี่คนที่ล่วงรู้ว่าการเรียนในระบบและฝึกเขียนอ่านภาษา อังกฤษอย่างกระท่อนกระแท่นคราวนี้ คือส่วนหนึ่งของภารกิจครั้งสำคัญในการก้าวขึ้นมาเป็นผู้กอบกู้ชะตากรรมการ ดำรงเผ่าพันธุ์ 'มลาบรี' ให้สามารถดำรงความเป็นชาติพันธุ์เก็บของป่าล่าสัตว์ได้โดยอิสระ ท่ามกลางกระแสสังคมปัจจุบันที่ถาโถมเข้ามาเบียดแย่งผืนป่าและกลืนกินวิถี วัฒนธรรมเดิมของมลาบรีให้ไกลห่างจากตัวตนแท้จริงอยู่ทุกขณะ

รู้จัก...มลาบรี
ชาว ‘มลาบรี'(mlabri) หรือชนเผ่าตองเหลือง แปลว่าคนที่อยู่ในป่า พวกเขาดำรงชีพด้วยการหาของป่า-ล่าสัตว์ในป่าลึกมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เป็นกลุ่มชนที่อยู่อาศัยไม่เป็นหลักแหล่ง ชอบวิถีชีวิตเร่ร่อน ว่ากันว่าเมื่อใดเพิงใบตองที่มุงไว้ เปลี่ยนจากสีเขียวลายเป็นเหลือง ก็ได้เวลาย้ายเปลี่ยนไปอยู่ที่ใหม่อีกครั้ง
โลกทั้งใบขณะนี้มีกลุ่มชนมลาบรีหลงเหลืออยู่เพียง 300 กว่าชีวิตเท่านั้น อาศัยอยู่มากที่สุดใน 2 จังหวัดทางภาคเหนือ คือ แพร่ น่าน และในประเทศลาวอีกบางส่วน
จากการสืบค้นข้อมูลเอกสารงานวิจัยของ ศักรินทร์ ณ น่าน นักศึกษาปริญญาเอกมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ทำวิจัยเรื่อง "มลาบรีกับการช่วงชิงทรัพยากรในบริบทของการพัฒนาโดยรัฐ" ระบุว่า ประวัติศาสตร์ของมลาบรีนั้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เนื่องจากเป็นการรวบรวมข้อมูลทั้งจากข้อเท็จจริงและคำร่ำลือจากตำนาน แต่ให้น้ำหนักว่า ชาวมลาบรีนั้น เร่ร่อนท่องป่าในดินแดนคาบเกี่ยวกับไทย พม่า ลาว มากว่า 50 ปีแล้ว คาดว่ามีถิ่นฐานเดิมมาจากแถบแม่น้ำโขงเขตแขวงไซยะบุรี ประเทศลาว
เมื่ออำนาจรัฐชาติ ทุนนิยมสัมปทานป่าไม้และสงครามปราบปรามคอมมิวนิสต์ คืบคลานสู่ป่า ชาวมลาบรีใน ป่าลึกจึงอพยพไปอยู่ตามที่ต่างๆ ก่อนถูกจำกัดการเคลื่อนย้ายลงมาในเขตป่ารอยต่อของ จ.แพร่และน่าน ชนป่ากลุ่มนี้มีภาษาพูดจัดอยู่ในกลุ่ม ‘ออสโตรเอเชียติก' ที่สัมพันธ์กับกลุ่มมอญ-เขมร แต่ไม่มีภาษาเขียนเป็นของตนเองและไม่รู้จักการนับเลข จึงเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการจดบันทึกเรื่องราวที่แน่ชัด
ในสายตาของทางการ ชาวมลาบรีถูก มองอย่างมีอคติว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์คนป่าที่อยู่ปลายสุดของความมีอารยธรรม คือ ถูกมองว่าแปลกประหลาด ล้าหลัง ป่าเถื่อน ไม่ใส่เสื้อผ้า ตลอดจนไม่มีบ้านอยู่อาศัยอย่างเป็นที่ทางจึงมักไม่ได้รับการปกป้อง จึงถูกอำนาจรัฐรวมถึงทุนนิยมสัมปทานป่าไม้เข้าไปเบียดแย่งผืนป่าซึ่งเป็น ทรัพยากรเลี้ยงชีวิต ชาวป่าอย่างมลาบรีจึงถูกบีบให้ไปเป็นแรงงานรับจ้างชาวม้งและชาวพื้นราบ
นอกจากงานรับจ้างถางหญ้า ทำไร่ ปลูกข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ให้เจ้าของที่แล้ว วิถีวัฒนธรรมของมลาบรีในบางพื้นที่ยังถูกนำไปใช้เป็นทรัพยากรหาประโยชน์จากการท่องเที่ยวอย่างเข้มข้น ทั้งพาทัวร์เข้ามาดูมลาบรี หรือพามลาบรีไป แสดงให้ทัวร์ดูตามจุดต่างๆ ในป่ายุคใหม่ พวกเขามักถูกกดราคาและเอารัดเอาเปรียบทั้งในรูปของตัวเงิน หรือแลกกับอาหารอย่าง เนื้อหมู ข้าว เกลือ ยาสูบ ฯลฯ
จากสถานการณ์ที่บีบบังคับเช่นนี้ มลาบรีจึง เดินออกจากป่า มาใช้ชีวิตสัมพันธ์กับคนภายนอกมากขึ้น และรับเอาวิถีของชาวม้งและกลุ่มอื่นๆ ที่มีอิทธิพลเหนือกว่าเข้ามาผสมกับของเดิม เช่น เริ่มดื่มเหล้า ใช้ยาฆ่าแมลงในการทำไร่ ช่วงปีหลังๆ มลาบรีหลายคนเป็นหนี้จากสินค้าต่างๆ เช่น จักรยานยนต์ จานดาวเทียม มือถือ โทรทัศน์
ในบางพื้นที่พบว่าชาวมลาบรีเริ่มอยู่บ้านปูน ปูหลังคากระเบื้องลอนคู่ มลาบรีบางคนได้รับการแบ่งปันที่ดินจากชาวม้ง ขยับฐานะขึ้นเป็นเจ้าของกิจการปลูกไร่ข้าวโพด มีรายได้จากการจำหน่ายถึงคราวละแสนกว่าบาท
ทั้งหลายเหล่านี้ มีส่วนทำให้ความเป็นอิสระชนคนป่าของมลาบรีเริ่มลดลง ขณะที่การพบปะผู้คนนอกสังคมเพิ่มมากขึ้น
ปัจจุบันมีชุมชนมลาบรีกลุ่ม ใหญ่ในประเทศอยู่เพียง 4-5 แห่งคือ 1.บ้านห้วยหยวก ต.แม่ขะนิง อ.เวียงสา จ.น่าน ประมาณ 160 คน ซึ่งอยู่ในความดูแลของภาครัฐหลายหน่วยงานในรูปของศูนย์พัฒนาชาวเขา 2.บ้านห้วยฮ่อม ต.บ้านเวียง อ.ร้องกวาง จ.แพร่ อยู่ในความดูแลของนายบุญยืน สุขเสน่ห์ อดีตมิชชันนารีชาวอเมริกันที่ผันตัวเองมาทำองค์กรพัฒนาเอกชน เดิมมีชาวมลาบรีอยู่ 152 คน แต่บางส่วนได้พาครอบครัวย้ายไปอยู่ที่ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ต.บ่อเกลือ จ.น่าน พื้นที่นี้ชาวมลาบรีจะ ทำงานเป็นแรงงานรับจ้างให้กับชาวม้ง 3.หมู่บ้านท่าวะ อ.สอง จ.แพร่ มีเพียง 25 คน ทำงานรับจ้างให้กับหมู่บ้านคนเมืองพื้นราบซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยังเข้าถึง ข้อมูลได้ยาก
และล่าสุด 4.ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ต.ภูฟ้า อ.บ่อเกลือ จ.น่าน ปัจจุบันมีครอบครัวมลาบรีจากบ้านห้วยฮ่อม อ.ร้องกวาง จ.แพร่ ย้ายเข้าไปอยู่แล้ว 62 คน ที่เหลือพบอยู่ที่บ้านปางค่า อ.เมือง จ.น่านบางส่วน
ทั้งนี้ ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา เป็นโครงการภายใต้พระราชอุปถัมภ์ของพระบาทสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี และที่นี่คือ 'บ้านหลังใหม่' ของพวกเขาที่กำลังจะแล้วเสร็จในเร็ววัน
'บ้าน' จากพระราชหฤทัย
ดร.ผ่องพรรณ เอกอาวุธ ผู้จัดการศูนย์ภูฟ้าพัฒนา เล่าถึงที่มาของกลุ่มเยาวชนมลาบรีที่ย้ายครอบครัวเข้ามาที่ศูนย์ภูฟ้าฯ แห่งนี้ว่า ก่อนหน้านี้สมเด็จพระเทพฯ ทรงรับสั่งให้ทางศูนย์ภูฟ้าฯ ช่วยดูแลกลุ่มมลาบรี ต่อมาเมื่อต้นปี 2551 ตนได้ไปพบเด็กมลาบรีกลุ่ม นี้เป็นชายจำนวน 6 คนหญิงจำนวน 4 คนที่ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน ต.บ้านเวียง อ.ร้องกวาง จ.แพร่ ในความดูแลของ บุญยืน สุขเสน่ห์ อดีตมิชชันนารีชาวอเมริกันที่ผันตัวมาเป็นเอ็นจีโอ
"เด็กกลุ่มนี้เดิมได้รับการฝึกอาชีพให้ตัดเย็บเสื้อผ้า ฝึกงานช่างอิเล็กทรอนิกส์ ซ่อมรถจักรยานยนต์และซ่อมแอร์ ต่อมา เด็กกลุ่มนี้ได้ย้ายไปอยู่ในความดูแลของลุงคำ มิชชันนารี โดยวันจันทร์-ศุกร์ เด็กๆ จะไปเรียนหนังสือตามโรงเรียนในตัวเมือง พอคืนศุกร์-เสาร์ก็จะไปนอนอยู่ที่บ้านลุงคำ ซึ่งค่อนข้างลำบาก เดินทางไม่สะดวก"

ดร.ผ่องพรรณ จึงตัดสินใจเขียนโครงการถวายสมเด็จพระเทพฯ และพระองค์ ทรงมีวินิจฉัยให้ดำเนินการจัดตั้ง 'ศูนย์วัฒนธรรมมลาบรี' ขึ้นมา ให้อยู่ในความดูแลของศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการจัดสร้าง มีกำหนดแล้วเสร็จวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งถือฤกษ์ตรงกับวันก่อตั้งศูนย์ภูฟ้าพัฒนาเข้าสู่ปีที่ 10 พอดี และในเดือนกุมภาพันธ์ 2553 สมเด็จพระเทพฯ จะทรงเสด็จเป็นประธานเปิดอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
"พระองค์ทรงต้องการให้สามารถดำรงเผ่าพันธุ์ให้อยู่ได้อย่างอิสระทั้งภาษาพูดและวัฒนธรรม เนื่องจากเห็นว่ามลาบรีเป็นคนป่าเผ่าสุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่ในภาคเหนือของประเทศ ซึ่งการอพยพย้ายถิ่นเข้ามาอยู่ของครอบครัวมลาบรีใน ศูนย์ภูฟ้าฯครั้งนี้เดิมทีอนุญาตให้เยาวชน 10 คนเข้ามาก่อนในเดือนตุลาคม 51 แต่เมื่อมาอยู่ได้ระยะหนึ่ง ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ เมื่อรู้ว่าสมเด็จพระเทพฯ ทรงเสด็จเด็กๆ จึงอยากให้พ่อแม่มาเข้าเฝ้าด้วยและได้เตรียมผลิตภัณฑ์หัตถกรรมภูมิปัญญามลาบรีที่ทำขึ้นเองเพื่อทูลถวาย"
ปรากฏว่า หลังรับเสด็จครอบครัวมลาบรีไม่ยอมกลับ และขอย้ายเข้ามาอยู่กับบุตรหลานรวมเป็น 10 ครอบครัว จนปัจจุบันมีมลาบรีที่อพยพย้ายเข้ามารวม 62 คน
การของจัดตั้ง 'ศูนย์วัฒนธรรมมลาบรี' นั้นอยู่ในขั้นเตรียมพร้อมพื้นที่ ก่อนดำเนินการได้ระดมนักวิจัยอิสระหลายภาคส่วน เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฯลฯ มาช่วยงานทั้งด้านมานุษยวิทยา ภาษาศาสตร์ เพื่อร่วมทำวิจัยชุมชน โดยเยาวชนมลาบรีรับหน้าที่เป็นนักวิจัยในการสืบค้นเก็บข้อมูลจากพ่อแม่ของตนเกี่ยวกับเรื่องราวของมลาบรีทุกแง่มุม ขณะเดียวกันก็เตรียมผลิตหนังสือ ผลักดันให้มลาบรีมีภาษาเขียนเป็นของตัวเองอีกทาง
กลับไปขุดมันกิน ปีนต้นไม้สูง
'ครูป๋อง' หรือ ภาณุพงศ์ สิทธิพงศ์ ประธานสภาวัฒนธรรม อ.เมือง จ.น่าน ในฐานะหัวหน้าศูนย์วัฒนธรรมภูฟ้าซึ่งเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบเยาวชนมลาบรี อธิบายรูปแบบการจัดตั้งศูนย์วัฒนธรรมมลาบรีที่ จะมีขึ้นว่าจะแตกต่างไปจากศูนย์วัฒนธรรมชนเผ่าทั่วไปเนื่องจาก จะกันพื้นที่ป่าส่วนหนึ่งซึ่งอยู่ด้านหลังศูนย์ภูฟ้าฯ ซึ่งเป็นป่าลึกเข้าไปในเนื้อที่กว่า 1,000 ไร่ให้เป็นที่อยู่ของชาวมลาบรีที่ จะสามารถอาศัยดำรงชีวิตได้ตามวิถีของตนได้โดยอิสระ โดยไม่เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าไปรบกวน ที่สำคัญยังเป็นผืนป่าสงวนแห่งชาติอันอุดมสมบูรณ์มาก ตอนนี้อยู่ระหว่างประสานงานกับกรมป่าไม้
แต่อีกส่วนหนึ่งซึ่งกำหนดให้เป็นบริเวณของส่วนแสดงและอนุรักษ์วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวมลาบรีนั้น จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเรียนรู้ ชมวิถีชีวิตวัฒนธรรมของมลาบรี มีการนำสินค้าฝีมือหัตถกรรมของชาวมลาบรีมาวางจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ให้กับชาวมลาบรีและเป็นส่วนหนึ่งของการหารายได้เข้ามาใช้จ่ายในการพัฒนาให้ศูนย์ฯ มีรายได้เลี้ยงดูตัวเอง
"ศูนย์วัฒนธรรมแห่งนี้จะเป็นแห่งแรกที่มลาบรีได้ มีส่วนตัดสินใจแสดงความเห็นกับบ้านที่เขาจะอยู่ เราจะทำให้เป็นศูนย์ที่มี ชีวิตเป็นศูนย์ที่สมบูรณ์ เจ้าหน้าที่เป็นเพียงที่ปรึกษา"
ครูป๋องบอกอีกว่า ขณะนี้กำลังเตรียมความพร้อมในหลายส่วน ทั้งให้ผู้เฒ่าผู้แก่ของมลาบรี ถ่ายทอดงานหัตถกรรม ภูมิปัญญาชิ้นเอกให้กับเยาวชน เช่น ฝึกการสาน 'ปูม' ตะกร้าที่สานด้วยไม้ไผ่และหวายมี 3 ชั้น กับ 'ญอก' หรือย่ามที่ทำจากเถาวัลย์ ยังมีกอกยาสูบที่ทำจากรากไม้ไผ่ ไม้เท้าซึ่งมีลวดลายเรขาคณิตในแบบฉบับของมลาบรี ฯลฯ
"ในส่วนของการยังชีพนั้น ได้ให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ช่วยรวบรวมพันธุ์มัน เตรียมปลูกคืนสู่ธรรมชาติให้มลาบรีใช้ขุดกินและดูแล เพื่อพัฒนาสู่วิถีดั้งเดิม"

น.ส.ทิพย์ ศรีชาวป่า หรือ อีมอด เยาวชนชาวมลาบรี ชั้น ม.3 วัย 18 ปี ที่พาครอบครัวอพยพย้ายมาอยู่ที่ศูนย์ภูฟ้าฯ เล่าว่า หลายเดือนที่เข้ามาอยู่รู้สึกมีความสุขที่ได้เรียนทั้งงานหัตถกรรมและภาษา อังกฤษ ที่สำคัญ ที่นี่มีอิสระกว่าที่เคยอยู่
เดิมครอบครัวของอีมอด ทำงานรับจ้างอยู่กับชาวม้งและรับจ้างทำเปล รับค่าแรงรายวันคนละ 100 บาท
"แต่ด้วยความที่ไม่รู้หนังสือ ก็มีปัญหาหลายอย่าง เช่น ถูกหลอกให้เซ็นชื่อทำ บางคนถูกหลอกให้ทำประกันชีวิต ต้องมาถูกนายจ้างหักหนี้ทั้งๆ ที่ไม่ได้คิดจะทำ พอหักหนี้ไปๆ มาๆ ค่าจ้างจาก 100 บาท เหลือเพียง 10 บาท ก็ต้องทำงานใช้หนี้เขาอยู่ตลอด หากไม่ทำก็จะถูกด่า บางครั้งเด็กๆ อยากไปเรียนก็ไปไม่ได้"
เมื่อมีโอกาส อีมอดและครอบครัวจึงตัดสินใจมาอยู่ที่ภูฟ้า เพราะรู้ว่าจะมีป่าให้อยู่ ได้เรียนหนังสือ เธอเองฝันอยากเป็นพยาบาลเพื่อที่จะกลับมาดูแลชาวมลาบรีที่บ้าน ขณะที่เพื่อนบางคนอยากเป็นครูสอนหนังสือให้มลาบรีรุ่นหลัง จะได้จดบันทึกเรื่องราวของพ่อแม่บรรพบุรุษ
"พ่อกับแม่ก็ดูมีความสุขที่มีป่าให้ได้อยู่ ได้ขุดมันกิน มีต้นไม้สูงให้ปีนขึ้นไปหาน้ำผึ้ง เพราะเขายังชอบเข้าป่าล่าสัตว์ เขาบอกว่าที่ที่อยู่ตอนนี้ ได้ยินเสียงป่าชัด ต่างกับที่อื่นซึ่งร้อน ถ้าอยู่ที่นี่น่าจะมีความสุขมาก แต่ถึงตอนนี้ทุกคนยังกลัวอยู่ว่าในอนาคตบ้านใหม่ที่จะอยู่นี้จะเป็นอย่างไร จะมีการเปลี่ยนแปลงอีกหรือไม่"
อีมอด ยังกังวลว่า จะได้อยู่อย่างพร้อมหน้ากับพ่อแม่ ได้ฟังเสียงนกร้อง ได้ก่อไฟผิงดูพระจันทร์ ณ บ้านใหม่หลังนี้ไปอีกนานแค่ไหน เพราะประสบการณ์และชะตากรรมที่ผ่านมา สอนเธอให้ตั้งรับกับความเปลี่ยนแปลงและไม่ควรจะปล่อยใจให้มีความสุขมากเกิน ไปนัก
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี
