หมายจับกับบรรจง :ทุบรถชิงทอง 11 กก.คนร้ายลอยนวล
คมชัดลึก : เรื่องของคดีทุบกระจกรถฉกชิงทรัพย์สินมีค่ายังคงมีให้เห็นอยู่อย่างต่อเนื่องครับ แต่สำหรับกรณีนี้คงไม่ธรรมดา เพราะทรัพย์สินที่ได้ไปมีมูลค่ามหาศาลครับ เรื่องนี้ผู้เสียหายคือ คุณรุ่งจิต แซ่โอ้ว เจ้าของร้านรุ่งเจริญกรอบพระ ภายในห้างดิโอลด์สยาม ได้เข้าร้องทุกข์ต่อทีมงาน หมายจับกับบรรจง เธอเล่าว่าปกติที่ร้านของเธอจะจำหน่ายกรอบพระทองคำชนิดต่างๆ ซึ่งเธอมีโรงงานที่ผลิตเองโดยซื้อทองคำแล้วนำมาหลอม เพื่อผลิตเป็นกรอบพระ จากนั้นก็จะมีเซลส์ที่วิ่งรถไปจำหน่ายตามร้านขายทองในต่างจังหวัด เส้นทางสายเหนือมีนายวุฒิชัย บ่อแก้ว ทำหน้าที่รับสินค้าไปขายตามร้านทองทางภาคเหนือ มีนายพรชัย แซ่เตีย ทำหน้าที่เป็นคนขับรถ โดยทุกครั้งนายวุฒิชัยจะเข้ามาเบิกกรอบพระทองคำนำไปขาย แล้วค่อยเคลียร์บัญชีกันในภายหลัง วันเกิดเหตุวันที่ 21 มีนาคม 2552 นายวุฒิชัยพร้อมด้วยนายพรชัยขับรถกระบะตระเวนขายกรอบพระทองคำอยู่ใน จ.พิษณุโลก โดยบรรจุกรอบพระทองคำนับพันชิ้นไว้ในถุงผ้าขนาดใหญ่ 5 ถุง และกรอบพระเงินอีก 1 ถุง ใส่ไว้ในที่นั่งด้านหลังคนขับ มูลค่าของกรอบพระที่คิดเฉพาะเนื้อทองน้ำหนักรวมถึง 11 กิโลกรัม ประมาณ 11 ล้านบาท จากนั้นทั้งสองได้แวะเข้าไปไหว้พระภายในวัดพระศรีรัตมหาธาตุวรมหาวิหาร โดยจอดรถไว้ที่ลานจอดรถในวัด ขณะนั้นมีรถจอดอยู่หลายคัน และมีผู้คนพลุกพล่านพอสมควร ก่อนที่จะลงไปไหว้พระโดยใช้เวลาไม่นานนัก แต่พอกลับมาอีกทีปรากฏว่ากระจกรถด้านคนขับถูกทุบแตก ถุงใส่กรอบพระทองคำ 5 ใบถูกกวาดไปเรียบ เหลือเพียงถุงใส่พวกเครื่องเงินที่ไม่ค่อยมีราคา พยานแถวนั้นคือ รปภ.วัดบอกว่า ไม่เห็นช่วงที่รถถูกทุบกระจก แต่เห็นมีรถเก๋งสีน้ำเงินยี่ห้อมิตซูบิชิจอดติดเครื่องอยู่ริมถนน ฝั่งตรงข้ามรถผู้เสียหาย ก่อนที่จะเห็นชายสองคนโพกผ้าไว้เคราเหมือนแขก หิ้วกระเป๋าขึ้นรถไป ภายในรถมีชายอีก 2 คน รวมเป็น 4 คน ช่วงที่เกิดเหตุตำรวจเชื่อว่า คนร้ายน่าจะรู้ความเคลื่อนไหวของนายวุฒิชัยและนายพรชัยเป็นอย่างดี จึงรู้ว่าภายในรถมีทรัพย์สินมากมาย และติดตามทั้งสองคนมาจนสบโอกาสจึงลงมือ คุณรุ่งจิตเจ้าของร้านให้ข้อมูลต่อทีมงานว่า หลังเกิดเหตุผ่านไปประมาณ 2-3 สัปดาห์ มีผู้พบกระเป๋าใส่กรอบพระทองคำ 4 ใบถูกทิ้งไว้ริมถนนใน จ.พิจิตร แต่ตรวจสอบพบว่าเนื้อทองคำถูกเลาะออกไปหมดแล้ว เหลือเพียงกรอบพลาสติกและพระอีกจำนวนหนึ่ง โดยมีใบแค็ตตาล็อกสินค้า ที่มีชื่อที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ร้านอยู่ในกระเป๋าด้วย คุณรุ่งจิตสงสัยว่า ทำไมคนร้ายถึงไม่ทำลายหลักฐานโดยเผากระเป๋าทิ้งไป แต่กลับหิ้วมาทิ้งถึง จ.พิจิตร ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกตำรวจตรวจค้นระหว่างทาง ขณะเดียวกันรถยนต์คันที่ถูกทุบกระจกมีการติดตั้งสัญญาณกันขโมย หากว่าเปิดประตูโดยไม่ใช้รีโมท แต่เสียงจะไม่ดังเมื่อถูกทุบ โดยปกติแล้วถุงผ้าซึ่งมีขนาดใหญ่เมื่อคนร้ายทุบกระจกแตกแล้ว น่าจะปลดล็อกเปิดประตูคว้าถุงออกมาจะสะดวกกว่าผ่านทางช่องกระจก แต่คนร้ายกลับไปยอมเปิดประตู เหมือนกับรู้ระบบของรถคันนี้เป็นอย่างดี เธอบอกว่าทำธุรกิจนี้มาเป็นสิบปี ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ มีอยู่ครั้งหนึ่งเคยเจอแต่ลักษณะที่คนที่มารับซื้อสินค้าไปขายต่อ แต่ไม่ใช่คนของทางร้านจัดฉากทุบรถตัวเอง แล้วไปแจ้งความ เพื่อต้องการขอส่วนลดราคาครึ่งหนึ่ง มาในครั้งนี้ตนเองต้องสูญเงินไปนับสิบล้านบาท เพราะทองคำแท่งที่ซื้อมาผลิตสินค้าก็ซื้อเงินสด จึงต้องการให้ตำรวจช่วยติดตามคนร้ายอย่างจริงจังด้วย เพราะเกรงว่าเรื่องนี้จะเงียบไป ล่าสุดเห็น ตำรวจ สภ.เมืองพิษณุโลก ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ในทางคดี เธอจึงไปร้องทุกข์ต่อตำรวจกองปราบปรามให้เข้าร่วมติดตามคดีนี้อีกแรงหนึ่ง ตามคำแนะนำของทีมงานหมายจับ ตำรวจลองติดตามคดีนี้ให้จริงจังเถอะครับ เพราะดูๆ แล้วน่าจะมีข้อพิรุธมากมายกับเหตุการณ์ทุบรถครั้งนี้ ? แจ้งเบาะแสทีมงานหมายจับกับบรรจง โทร.0-2338-3342 อีเมล jong_ntv@hotmail.com
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

