ย้อนประวัติลือลั่น "บิ๊กจิ๋ว-พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ" ในวันแต่งงานใหม่ด้วยวัย 86

ย้อนประวัติลือลั่น "บิ๊กจิ๋ว-พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ" ในวันแต่งงานใหม่ด้วยวัย 86

เป็นข่าวที่สร้างความฮือฮาให้กับผู้คนในสังคมอยู่พอสมควร เมื่ออยู่ดีๆ ก็ได้ทราบว่า "บิ๊กจิ๋ว-พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ" อดีตนายกรัฐมนตรีแต่งงานใหม่เป็นครั้งที่ 4

>> ฮือฮาทั้งวงการ "บิ๊กจิ๋ว" หย่าคุณหญิง ควงสาวแต่งงานหวานชื่นครั้งใหม่

จะว่าไปแล้วประวัติชีวิตของผู้ชายที่ชื่อ ชวลิต ยงใจยุทธ มีเรื่องราวให้พูดถึงมากมายหลายหลาก Sanook! News ขอถือโอกาสนี้ถ่ายทอดให้อ่านกันอีกครั้ง

หลังจากเติบโตในกองทัพบกมาเป็นลำดับ จนกระทั่งก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และผู้บัญชาการทหารสูงสุด ก่อนที่จะลาออกจากทั้งสองตำแหน่งในช่วงต้นปี 2533 

ว่ากันว่าเส้นทางการเติบโตในกองทัพของ บิ๊กจิ๋ว มีผู้สนับสนุนหลักที่ชื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เจ้าของสมญานามในแวดวงการเมืองว่า นักฆ่าแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา 

หลังจากนั้น พล.อ.ชวลิต มุ่งหน้าเข้าสู่แวดวงการเมือง ด้วยเพราะปณิธานและความมุ่งมั่นในการขจัดความยากจนของคนไทย เนื่องจากตั้งแต่สมัยรับราชการทหารได้มีโอกาสทำงานสนองเบื้องพระยุคลบาท โดยเฉพาะโครงการที่สำคัญๆ อย่าง โครงการอีสานเขียว ที่มีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาปรับปรุงสภาพพื้นที่ในการทำการเกษตร และแหล่งเก็บน้ำในจังหวัดทางภาคอีสานให้สามารถกลับมาใช้งานได้

หรือแม้แต่การเข้าไปมีส่วนร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยการริเริ่มโครงการพัฒนาอาชีพร่วมกับการปราบปรามผู้ก่อเหตุ หรือที่รู้จักกันในชื่อ โครงการฮารับปันบารู

เมื่อครั้งเกิดวิกฤติ พฤษภาทมิฬ ในปี 2535 บิ๊กจิ๋ว ไม่เห็นด้วยกับการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารที่นำโดย บิ๊กจ๊อด-พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ และแกนนำ จปร.5 อาทิ บิ๊กสุ-พล.อ.สุจินดา คราประยูร, บิ๊กเต้-พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล

จนส่งผลต่อเนื่องมายังการเลือกตั้งใหญ่ในปลายปี 2539 พรรคความหวังใหม่ของ พล.อ.ชวลิต ชนะการเลือกตั้ง แม้จะเป็นการเฉือนชนะด้วยจำนวน ส.ส.ที่ได้รับเลือกมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์เพียง 2 ที่นั่งก็ตาม แต่นั่นก็เพียงพอให้พรรคความหวังใหม่ร่วมกับพรรคการเมืองอื่นๆ จับมือจัดตั้งรัฐบาลด้วยเสียงข้างมากในสภาฯ ส่งให้เจ้าของฉายา ขงเบ้งแห่งกองทัพบก ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 22 ของเมืองไทย

อย่างไรก็ตาม การเดินทางไกลของชายชื่อ ชวลิต ยงใจยุทธ จนประสบความสำเร็จได้มานั่งในตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศ กลับพบเจอเรื่องราวอันไม่น่าจดจำนัก เมื่อประเทศไทยต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของชาติ จนนำมาซึ่งการตัดสินใจลดค่าเงินบาทของตัวเขาในฐานะผู้นำรัฐบาลเมื่อ 2 ก.ค. 2540

หลายคนคงยังจดจำกันได้ดีว่า หลังจากนั้นบ้านเมืองเราตกหล่มไปอยู่ในจุดที่ตกต่ำอย่างมาก ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ธุรกิจห้างร้านต่างๆ ล้วนเจอกับความยากลำบาก มีผู้คนตกงาน หรือแม้แต่เกิดเหตุการณ์ฆ่าตัวตาย

สี่เดือนต่อมา พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประกาศลาออกจากตำแหน่งด้วยเหตุผลหลักอย่างหนึ่งก็คือ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แม้หลังจากนั้น บิ๊กจิ๋ว จะยังคงโลดแล่นในแวดวงการเมือง มีโอกาสได้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลทักษิณ แต่ดูเหมือนว่า ความน่าเชื่อถือ ความศรัทธา บารมี หรือแม้แต่บริวารล้วนหดหายลดน้อยถอยลง

ย้อนไปไม่ไกลนัก พล.อ.ชวลิต เคยออกมาแสดงบทบาทเป็นโซ่ข้อกลางหรือตัวกลางเพื่อประสานความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างกลุ่มคนรักทักษิณและกลุ่มคนไม่เอาทักษิณที่ดำรงคงอยู่มาตลอดนับตั้งแต่เกิดรัฐประหารเมื่อปี 2549 แต่ทว่าผู้คนในสังคมส่วนใหญ่ไม่ตอบรับกับบทบาทดังกล่าวของ พ่อใหญ่จิ๋ว เท่าใดนัก 

เมื่อถามว่าเพราะเหตุใดคนระดับอดีต ผบ.ทบ. ระดับอดีต ผบ.ทหารสูงสุด ระดับอดีตนายกฯ เป็นนักการเมืองผู้ช่ำชองและมากประสบการณ์คนหนึ่งที่น่าจะมีคุณูปการอย่างมากต่อประเทศชาติ จึงไม่ค่อยได้รับความนิยมชมชอบหรือการยอมรับนับถือจากคนในสังคมนัก

คำตอบที่พอจะประมวลได้จากการสอบถามสื่อมวลชนอาวุโสหลายท่านก็คือ เมื่อครั้งเข้ามาอยู่ในวงการการเมือง จนกระทั่งก้าวไปสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศ ด้วยความที่เป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มีน้ำใจต่อคนรอบข้าง พร้อมจะช่วยเหลือทุกคนที่เข้ามาหา

กลายเป็นว่าด้านหนึ่งก็ดูจะได้ภาพของความเป็นผู้ใหญ่ใจดี แต่อีกด้านหนึ่งกลับก่อให้เกิดปัญหาที่แสดงให้เห็นถึงความไม่เด็ดขาด ต้องเกรงอกเกรงใจผู้คนที่อาจจะได้รับผลกระทบจากนโยบายหรือการตัดสินใจต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่เหตุการณ์ลดค่าเงินบาทครั้งประวัติศาสตร์ที่มีเสียงร่ำลือว่า บิ๊กจิ๋ว ไม่ได้เป็นคนตัดสินใจด้วยตัวเอง แต่กลับเป็นผู้คนที่รายล้อมอยู่รอบตัวต่างหาก

มาวันนี้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ออกมายอมรับว่าได้แต่งงานใหม่เป็นครั้งที่ 4 หลังหย่าขาดจากคุณหญิงพันธุ์เครือ (ภริยาคนที่ 3) ไปแล้วร่วมสิบปี ปัจจุบันด้วยวัย 86 ผู้ซึ่งผ่านสมรภูมิรบสมัยรับราชการเป็นทหาร ผู้ซึ่งผ่านการเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศ ผ่านเหตุการณ์สำคัญๆ ของบ้านเมืองมามากมาย ผ่านการถูกตั้งฉายาเยอะแยะไม่ว่าจะเป็น จิ๋วหวานเจี๊ยบ โซ่ขึ้นสนิม หรือแม้แต่การถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีอาการอัลไซเมอร์หรือสมองเสื่อม ไปจนถึงความจำมีปัญหานั้น

สุดท้ายก็คงต้องการเพียงอิสตรีอยู่ดูแลข้างๆ ไม่ต่างจากชายชาตรีธรรมดาๆ ทั่วไป