ดราม่าต่อผม 140,000 บาท ร้านแจง ถักด้วยมือแบบขนนก พนักงานยืนทำข้ามวันข้ามคืน

ดราม่าต่อผม 140,000 บาท ร้านแจง ถักด้วยมือแบบขนนก พนักงานยืนทำข้ามวันข้ามคืน
S! News (Exclusive)

สนับสนุนเนื้อหา

กรณีที่มีคลิปทะเลาะวิวาทของหญิงสาว ที่เข้าไปต่อผมในร้านเสริมสวย และไม่พอใจที่ร้านเรียกเก็บเงินมูลค่า 140,000 บาท จนนำไปสู่การทะเลาะวิวาท

ล่าสุดเจ้าของร้านออกมาชี้แจงผ่านแฟสบุ๊คส่วนตัวว่า การทำผมให้ลูกค้ารายนี้ใช้วิธีต่อแบบปราณีต ถักด้วยมือ ซึ่งเป็นการถักผมแบบขนนก จะใช้เวลานาน และมีความสวยงาม พร้อมระบุว่าการต่อผมในลักษณะนี้มีราคาแถวละ 4,000 บาท ในวันเกิดเหตุแจ้งราคาให้ลูกค้าทราบแล้ว พร้อมย้ำว่าร้านของตนมีมาตรฐาน และใช้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพ

เจ้าของร้านเล่าเหตุการณ์ว่า พนักงานของร้านใช้เวลาต่อผมให้ลูกค้ารายนี้ตั้งแต่ 2 ทุ่ม และทำเสร็จในเวลา 05.00 น. ของอีกวัน นอกจากนี้ยังต้องฟอกสีผมและทำสปาอีกหลายครั้ง เพื่อไม่ให้ผมเสีย

ตลอดเวลาลูกค้าสาวจะบอกว่าตนเองเป็นนักการทูต มีฐานะ ไม่เกี่ยงเรื่องราคา โดยกำชับว่า "เรื่องเงินไม่มีปัญหา" ตนจึงไม่ได้ย้ำเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะกังวลว่าจะเป็นการดูถูกลูกค้า เนื่องจากหญิงสาวรายนี้เคยมาต่อผมที่ร้านแล้วครั้งหนึ่ง แต่ที่ผ่านมา ใช้วิธีการต่อด้วยกิ๊ปจึงมีมูลค่าเพียง 40,000บาทเท่านั้น แต่การต่อผมครั้งนี้ ต้องถักแบบขนนกซึ่งใช้ผมทั้งหมด 26 ชั้น

ส่วนกรณีที่ลูกค้าอ้างว่าถูกมอมเหล้าขณะทำนั้น เจ้าของร้านชี้แจงว่าฝ่ายลูกค้าเป็นคนสั่งให้พนักงานไปซื้อเบียร์มาให้กินเอง ทุกอย่างมีกล้องวงจรปิดบันทึกเป็นหลักฐาน นอกจากนี้ลูกค้าสาวรายนี้ยังซื้อเสื้อผ้าจากร้านของตนเพื่อเปลี่ยนชุด และทำเล็บอีกด้วย

ภายหลังที่ร้านแจ้งค่าใช้จ่าย ฝ่ายลูกค้าอ้างว่ามีเงินสดติดตัวเพียง 40,000 บาท และขอโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารในตอนเช้าอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่โอนเงินให้แต่อย่างใด

หลังจากนั้นลูกค้าก็ยังวนเวียนมาที่ร้านพร้อมกับแฟนหนุ่มในลักษณะหาเรื่อง โดยในวันเกิดเหตุ ฝ่ายลูกค้าขับรถยนต์เข้ามาชนท้ายรถเจ้าของร้าน จึงเป็นเหตุให้เกิดการชกต่อยระหว่างฝ่ายเจ้าของร้านและลูกค้า ในขณะที่ฝ่ายหญิงก็แสดงความไม่พอใจ ตะโกนต่อว่าร้านทำผมที่เรียกเก็บค่าต่อผมราคาสูงถึง 140,000 บาท

หลังเรื่องราวดังกล่าวเผยแพร่ไป ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์เป็น 2 ฝ่าย ส่วนหนึ่งเห็นใจผู้ประกอบการและเข้าใจว่าการต่อผมในลักษณะนี้มีราคาแพงเพราะมีความปราณีต ขณะที่อีกฝ่ายก็มองว่าค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บมีราคาสูงเกินไป