"เอิน กัลยกร" เปิดช่วงชีวิตวัยเด็กถูกกดดันจากครอบครัว ปมเหตุป่วยโรคซึมเศร้า

"เอิน กัลยกร" เปิดช่วงชีวิตวัยเด็กถูกกดดันจากครอบครัว ปมเหตุป่วยโรคซึมเศร้า

"เอิน-กัลยกร นาคสมภพ" อดีตนักแสดงและนักร้องสาวเสียงดีเจ้าของเพลงฮิตอย่าง "เพื่อนรัก" และ "คนนิสัยไม่ดี" ต้องบอกว่าเมื่่อ 16 ปีที่แล้ว เธอโด่งดังมากในวัย 19 ปี ดูภายนอกเธอคือนักร้องสาววัยใสที่มีทั้งคุณสมบัติและรูปสมบัติที่เพียบพร้อมมาก แต่ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังของเด็กสาวคนนี้ มีเรื่องราวซ่อนอยู่และถูกทับถมอยู่ภายในใจจนกลายเป็นปม ที่มาของอาการป่วยด้วยโรคซึมเศร้าที่เธอป่วยมาเป็น 10 ปี  

แต่หลังจากสัญญาหมด เอิน เลือกที่จะเดินออกจากวงการ โดยเธอให้เหตุผลว่าการมีชื่อเสียงได้พาคนที่ไม่รู้จักเข้ามาหา ทำให้กรอบชีวิตตนเองแคบลง 

"เอินค่อนข้างเจ็บปวดกับวงการบันเทิง คือบ้านเอินเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างถูกจับตามองเพราะคุณแม่มีชื่อเสียงในวงการ คุณพ่อเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการบันเทิง เราเติบโต มาด้วยมีคนห้อมล้อมและจับจ้องตลอดเวลา เอินรู้สึกว่าชื่อเสียงในวงการบันเทิง เราไม่ได้มีความสุข เพราะชื่อเสียงพาแต่คนไม่รู้จัก มาทำให้กรอบชีวิตเรามันแคบลง"

"พูดง่ายๆ สมมติเราเดินออกไปข้างนอก วันนี้เอินชีวิตเราไม่โอเค เอินบอกใครไม่ได้หรอก แต่เราต้องเดินยิ้มเหมือนคนบ้า เพราะถ้าเราไม่ยิ้มและไม่หัวเราะหรือทักทายประชาชนเราจะกลายเป็นหยิ่งทันที คือไม่มีใครรู้หรอกว่าเรามีปัญหาชีวิตของเราอยู่ เอินสนุกกับตัวงานแต่สิ่งแวดล้อมที่อยู่กับตัวงานมันไม่ค่อยสนุก เวลาเราอยู่ในวงการจะมีคนอยู่สองประเภทคือคนที่พะเน้าพะนอเกินพอดี กับอีกกลุ่มคือทำอะไรก็ผิดไปหมด เอินอ้วนไป เอินหน้าใหญ่ไป สิ่งเหล่านี้คือไม่มีความสุขแล้ว" 

ทำงานมาได้สักระยะ เอิน พบคำตอบจากตัวเองว่าวงการบันเทิงไม่เหมาะกับเธอจริงๆ 

"พอเราได้มาทำงานที่ขายรูปร่างหน้าตา ได้เป็นนักร้อง จากการร้องเพลงคนไม่เคยชมว่าเอินร้องเพลงเพราะ ไม่เคยชมว่าเสียงร้องดีเลย คือคนมักจะเข้าใจว่า พอหน้าตาดีแล้ว เสียงร้องเราจะต้องดีด้วย จุดนี้ทำให้เราค่อนข้างเจ็บปวด ในการที่เราต้องพิสูจน์ว่าเรามีความสามารถจริงๆ นะ  สุดท้ายแล้วเอินก็ให้คำตอบกับตัวเงว่าเราไม่ชอบงานที่ต้องบวกเขากับรูปลักษณ์ภายนอก เพราะเอินไม่ใช่คนที่ตื่นมาแล้วอยากสวยทุกวัน  ไม่ใช่คนที่จะต้องโบกมือให้กับทุกคน เราเลยเลือกที่จะออกมา บวกกับเรามีปัญหาชีวิตค่อนข้างเยอะ และเราไม่พร้อมตอบทุกเรื่อง"

เอิน กัลยกร สมัยเป็นนักร้องเมื่อ 16 ปีที่แล้ว

โรคซึมเศร้า เอิน เปิดใจว่าเกิดจากการสะสมปัญหาครอบครัวที่เธอต้องเผชิญมาตั้งแต่เด็ก

"เอินโตในครอบครัวที่ปัญหา เอินว่าค่อนข้างหนัก สำหรับเด็กคนหนึ่งที่เจอ คำพูดที่ค่อนข้างรุนแรง หรือว่าการกระทำที่จะทำให้เด็กรู้สึกไม่มั่นคง พ่อแม่ทะเลาะกันแล้วถามว่า จะอยู่กับใคร หรือจะเป็นเรื่องการเรียนที่พ่อบอกว่าหากเรียนไม่ดีคือไม่ใช่ลูกพ่อ มันมีหลายๆ อย่าง จนสุดท้ายแล้วเราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เรารู้สึกว่าโลกใบนี้ไม่น่าอยู่แล้ว แต่เอินไม่เคยโทษพ่อแม่ ไม่เคยโทษสังคม ทั้งหมดเราจะโทษแต่ตัวเองว่าเป็นเพราะเรา เหมือนเราถูกเลี้ยงดูให้ต้องแบกรับสิ่งเหล่านี้ เมื่อภาวะต่างๆ เกิดขึ้นซ้ำๆ จนเราคิดว่ามันเป็นชีวิตปกติที่คนอื่นไม่ได้เป็นแบบเรา"

ป่วยแต่ไม่เคยรู้ว่าตัวเองป่วยมาตั้งแต่อายุ 18-19 

"ตอนมีปัญหาหนักๆ เอินเริ่มคิดจะฆ่าตัวตาย ตอนนั้นไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเป็นโรคซึมเศร้าอยู่ แต่รู้ว่าตัวเองต้องไม่ปกติแน่ๆ เพราะคนปกติเขาจะไม่ร้องไห้ในระดับที่เอินร้อง คือกรีดร้องจนสุดเสียง เราร้องจนตัวบิดตัวงอ กินข้าวไม่ได้นั่งร้องไห้ตลอด มีอาการคลื่นไส้ ผลจากความทุกข์ ส่งผลกระทบต่อกายภาพอย่างชัดเจนมาก" 

"ช็อตที่พีคมากคือเป็นภาวะที่ทำให้เรากินข้าวไม่ได้ นอนไม่ได้ น้ำหนักอยู่ที่ 47- 48 กิโลกรัมเท่านั้น เมื่อเทียบกับความสูงของเอินคือ 175 เซนติเมตร ซึ่งมันผอมเกินจริงมากๆ แต่เป็นครั้งแรกที่ผู้ใหญ่กลับบอกเราว่าเราหุ่นดีจัง แต่หารู้ไม่ว่าเรากำลังป่วยนะ" 

"ไม่ได้ไปหาหมอ เพราะเราไม่รู้ว่ามันคือโรค เราไม่รู้ว่าความผิดปกตินี้ มีอะไรมากกว่าคำว่าอารมณ์ เพราะว่าโรคซึมเศร้ามีอาการทางอารมณ์ ฉะนั้นเกินกว่าที่จะเข้าใจว่าไปหาหมอแล้วมันหายได้ มันไม่มีอยู่ในหัวเลย ยิ่งยุคที่เอินเป็นตอนนั้นเป็นช่วงอายุ 18-19 ปี เราเข้าไปร้องไห้ในวัด เพราะเราไม่สามารถจะบอกใครได้ เลย เพราะไม่อยากให้ใครมองครอบครัวเราไม่ดี"

ทำร้ายตัวเอง สู่อาการตกหลุมหนักสุด ถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย 

"เมื่อไม่ได้ไปหาหมอ สุดท้ายแล้วเราใช้วิธีทนๆ มันไป จนเริ่มหาวิธีการตายอย่างจริงจัง เลือกวิธีได้แล้วว่าจะตายแบบไหน ตอนนั้นเลือกวิธีจบชีวิตด้วยการกินยา เพราะคิดว่าการกินยาไม่ทรมาน แต่เพิ่งรู้ว่าความจริงทีหลังว่ามันทรมานมาก โชคดีที่ยังตอนนั้นยังไม่ได้ทำ เพียงแค่ทำร้ายตัวเองด้วยการกรีดข้อมือ ช่วงที่  พีคมากคือตบหน้าตัวเอง เอาหัวโขกกำแพง"

"ช่วงเวลาที่จะฆ่าตัวตายจริงๆ เราคิดแค่ว่าการที่เราอยู่มันคือภาระ เราคนเดียวคือบ่อเกิดของปัญหาทุกสิ่ง เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่อยู่สักคน คนรอบข้างชีวิตจะดีขึ้น แต่แว้บนึงคิดถึงพ่อขึ้นมา คิดว่าพ่อคงจะเสียใจ ก็เลยหยุด มันกลายเป็นว่าเราตายไม่ได้แล้วเพราะจะมีคนเสียใจ ต้องกลับมาอยู่ด้วยความทรมาน"

เช็คลิสต์อาการโรคซึมเศร้าของกรมสุขภาพจิต เริ่มแน่ใจว่าตนเองป่วยแล้วจริงๆ 

"เราเริ่มรู้เรื่องโรคซึมเศร้าจากในโทรทัศน์  และก็มาพบข้อมูลว่าอาการป่วยของคนเป็นโรคซึมเศร้า และเราลองมานั่งเช็คว่าเราป็นหรือเปล่า แต่มันก็มาชัดตรงข้อที่บอกเรื่องของการนอนเยอะ คือเอินเคยคิดว่านอนแล้วไม่อยากตื่น เพราะเราไม่รู้ว่าตื่นมาแล้วจะต้องมาเจอกับอะไรในชีวิตบ้าง บางทีก็ไม่ยอมหลับเพราะวันนี้ยังโอเคอยู่ เรากลัวว่าวันพรุ่งนี้ชีวิตเราจะไม่โอเค มันเป็นเรื่องของการสูญเสียเรื่องของการควบคุมบางอย่าง สามีเคยเห็นบ่อยๆ ว่าเราไม่อยากตื่น ชีวิตไม่มีคุณค่า พยายามอยากหลับต่อ ไม่ใช่ขี้เกียจนะคะ แค่อยากหลับให้ลืมๆ ผ่านๆ ไปวันๆ"

>>เช็ก 9 พฤติกรรมสัญญาณเตือน "โรคซึมเศร้า"

ทราย เจริญปุระ คือบุคคลที่ทำให้เธอเลือกเปิดใจยอมรับกับทุกคนว่า "ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและคิดอยากฆ่าตัวตาย" 

"คนที่ทำให้ เอิน เปิดใจยอมรับว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้าคือ พี่ทราย เจริญปุระ ที่วันนึงเขาได้เขียนเล่าว่าเขาเป็นโรคซึมเศร้าเพราะแม่เขาป่วย ชีวิตเขาเจอโน่นนี่เยอะมาก เขาเล่าครั้งแรกเราก็อึ้งนะว่าเขาเล่าแบบนี้เลยเหรอ คือ เอิน รู้จักกับพี่ทรายอยู่แล้วเพราะอยู๋ในวงการเดียวกัน เราติดต่อกันผ่านเฟซบุ๊คคุยเล่นกันตลอด แต่เราไม่รู้หรอกว่าเขาป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจนกระทั่งเขาเปิดตัว" 

"และเรารู้สึกว่าพี่เขาพูดเหมือนมันเป็นเรื่องปกติ เลยเริ่มมองเรื่องโรคซึมเศร้าว่ามันปกติมากขึ้น พูดง่ายๆ คือเอินเริ่มเรียนรู้จากที่พี่ทรายเขาพูดว่ามันเป็นเรื่องปกติ แต่ก็ยังไม่ยอมรับจนอยู่มาวันหนึ่งที่คุณสิงห์ สควีซ แอนนิมอล เขาฆ่าตัวตาย แล้วคนพูดถึงคนเป็นโรคซึมเศร้าแบบไม่ค่อยดี เพราะเขาไม่เข้าใจ จนเรารู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมเลย สุดท้ายอยู่ดีๆ เราก็รู้สึกว่าเราอยากจะพูดในมุมของคนที่เป็นโรคซึมเศร้าและคิดอยากฆ่าตัวตายอยู่เป็นประจำว่ามันเป็นอย่างไร เราเลยยอมรับอย่างเปิดเผยในเฟซบุ๊คของเรา ยอมรับกับตัวเองอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก และยอมรับกับคนอื่นอย่างจริงจังว่า เอิน เป็นโรคซึมเศร้าและคิดอยากฆ่าตัวตายด้วย"

FB: EarnKalyakornเอิน และ สามี 12 ปีที่รักและดูแลกัน

ความเข้าใจบวกกับความรักจากสามี "โจ้ ศิลป์ธรณ์ สันติธรณ์" ทำให้เธอแข็งแรงมากขึ้น

"ต้องขอบคุณเขาด้วยที่เข้าใจในสิ่งที่เราเผชิญอยู่ คือชีวิตเขาก็ปกติไม่เคยเจอคนที่ร้องไห้แล้วตบหน้าตัวเอง เราโชคดีที่เขารักเรามาก เรารักเขามาก เขาพร้อมที่จะร่วมทุกข์และสุขไปกับเรา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาจะอยู่เคียงข้างเราเสมอ แม้เขาจะเลือกใช้วิธีที่ผิดในการคุยกับเราบ้าง แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ยังอยู่และยังพยายามอยากอยู่ไปกับเรา"

"วันนี้เรามีเขาที่ดูแลเรา หลายๆ ครั้งที่เอินคิดอยากตาย ถ้าตอนนั้นเรานึกไม่ออกว่าเราจะอยู่เพื่อใคร เราอาจจะไปตายไปแล้วก็ได้ แต่พอเรารู้ว่ายังมีใครอยู่ตรงนั้น มันช่วยรั้งเราไว้ได้ แต่ทั้งนี้เอินไม่ได้บอกว่าให้ต้องพึ่งพาคนอื่นนะคะ สุดท้ายเอินรักษาตัวเองอยู่ เพื่อที่จะอยู่ให้ได้และเรียนรู้เพื่อที่จะเห็นคุณค่าของตัวเอง"

เอิน กัลยกร ปัจจุบัน หลังป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

หลายคนอาจมีคำถามกับสรีระของ เอิน ที่เปลี่ยนไปมาก เธอเผยว่าเกิดจากภาวะความเครียดและกำจัดไม่ได้ เลือกทางออกคือการกิน ประกอบกับระบบการเผาผลาญในร่างกายมีปัญหามานาน เธอบอกว่าทุกอย่างถูกปูพรมมาให้พัง 

"และอีกอย่างคือภาวะผิดปกติคือกินมากไปและกินน้อยไป ก่อนหน้านั้นคือกินไม่ได้เลย แต่หลังจากนั้นเรามีปัญหาเรื่องการทาน คือเอินป่วยเป็นโรคบูลิเมีย คือคนที่เป็นโรคซึมเศร้าจะเป็นภาวะเกี่ยวกับจิตเวชเสมอ  แต่เอินเป็นโรคซึมเศร้าที่เกี่ยวข้องคู่กับบูลิเมีย คือภาวะการทานอาหารที่ผิดปกติ ทานแล้วรู้สึกแล้วต้องล้วงคออาเจียนเอาออก อันนั้นเป็นสมัยที่เอินอยู่ในวงการบันเทิง แต่เราไม่รู้และเพิ่งมารู้เมื่อมาคุยกับนักบำบัดว่าเรายังเป็นอยู่คือเวลาเครียดแล้วจัดการกับความเครียดไม่ได้ทางออกคือการกิน"

"คือกินจนอิ่มจนถึงไม่อยากกินก็ยังกินอยู่ บางคนบอกว่าเราตามใจปากหรือเปล่า อยากจะบอกว่าเปล่าเลย เพราะว่าใจไม่อยากกินแล้วแต่มันหยุดกินไม่ได้ สมมติว่ามีอาหารอยู่ข้างหน้า 3 จาน เอินรู้ว่ามันเยอะไป ไม่อร่อยก็กิน เพราะมันหยุดตัวเองไม่ได้ จะหยุดคือเมื่ออาหารหมด ความรู้สึกอิ่มคือไม่เกี่ยวกัน อิ่มก็หยุดไม่ได้"

"บูลิเมีย เอินเป็นมาตั้งแต่เข้าวงการ อาการกินแล้วหยุดไม่ได้เป็นหลังจากที่ออกจากวงการแล้ว แล้วเจอเรื่องที่มันมาสะกิดปมจนเครียดแล้วเราก็ไปลงที่การกิน ทำให้น้ำหนักเราเพิ่มขึ้น บวกกับเมตาบอลิซึม ระบบเผาผลาญของเอินมีปัญหามาตั้งแต่ตอนที่เคยโดนบังคับให้กินยาลดความอ้วน คือทุกอย่างมันถูกปูมาให้พัง" 

เปิดขั้นตอนการรักษาโรคซึมเศร้า แค่เปิดโลกก็เปลี่ยน 

"เอินไปหาหมอจิตแพทย์ได้ 2 ปีแล้ว แต่นักบำบัดเพิ่งไปหาหมอมาได้เมื่อต้นปี ต้องเราก่อนว่าหลังทรมานกับโรคนี้มานานแล้ว เริ่มสงสัยว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้าก็ไม่ยอมไปหาเพราะโรคนี้คนในสังคมยังมองว่าแย่ เป็นโรคเรียกร้องความสนใจ มันเป็นคนบ้า เป็นคนอ่อนแอ เป็นแค่คนไม่คิดบวกเท่านั้นเอง สุดท้ายแล้วอคติของสังคมเป็นแบบนี้ เราไม่อยากเป็นแบบนั้น ไม่อยากเป็นคนที่ไปทับซ้อนกับภาพลักษณ์แบบนั้น เราเลยพยายามปฏิเสธตัวเอง"

 "หลังจากนั้นอีกปีสองปีก็อยู่กับโรคนี้โดยไม่ได้ไปหาหมอเพราะเรากลัวเรื่องของการกินยา แล้วคนในสังคมกลัวการกินยาต้านเศร้ามาก ไม่เข้าใจเหมือนกันทุกวันนี้ยังหาเหตุผลไม่เจอเหมือนกันว่าทำไมเราถึงกลัวการกินยา จนมีอยู่วันหนึ่งตอนนั้นตั้งบริษัทแล้ว มีลูกน้อง มีลูกค้าที่ต้องดูแล วันดีคืนดีเราเศร้า วันรุ่งขึ้นเราก็ไปทำงานปกติ แต่มีช่วงที่เราทำไม่ได้ ต้องยกเลิกประชุมและเราไม่รู้ว่าจะกลับมาทำงานได้เมื่อไหร่ วันนั้นเป็นวันแรกที่หันไปบอกสามีว่าเราต้องไปหาหมอ มีคนที่ต้องดูแลเยอะ"

"เราก็ถามหมอว่าเราจะรักษาหายไหม คุณหมอเขาก็บอกว่าหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะมีบางคนที่รักษาหายและไม่หายก็มี หมอเขาก็ให้ยามาและช่วงที่เรามีอาการพอดี พอได้ลองกินยาแล้ว เรารู้สึกว่าทุกอย่างมันดูสดใสไปหมดเลย เป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขมาก สุขแบบไม่เคยสัมผัสมาก่อน" 

"เรื่องของปมชีิวิตบางอย่างของเราคือต้องรักษาด้วยวิธีจิตบำบัด พูดคุยส่วนหนึ่งและมีทฤษฏีประกอบร่วม  เราสามารถพูดถึงเรื่องราวบางอย่างได้แบบที่ไม่ทุกข์กับมันได้แล้ว ทุกวันนี้เรื่องเดิมที่เอินเคยเล่าและทนไม่ได้ แต่วันนี้สามารถเล่าให้กันฟังได้แบบไม่ได้มีปัญหาในการเล่าแล้ว สำหรับเอินการไปรักษาตามระบบระบอบ แพทย์แผนปัจจุบันเวิร์คมาก เอินอยากเป็นกระบอกเสียงและอยากจะชวนคนที่มีปัญหาและไม่รู้ว่าจะไปทางไหน อยากให้มาหาจิตแพทย์ มาหานักบำบัด เขามีวิธีที่ทำให้ชีวิตอยู่อย่างเป็นสุขมากขึ้นได้ค่ะ"

>>"เอิน กัลยกร" เปิดใจครั้งแรก! ใน "เจาะใจ" เป็นโรคซึมเศร้า สรีระเปลี่ยนเพราะหยุดกินไม่ได้!