เขาคือ "เทวดาหมาจร" พ่อค้าก๋วยเตี๋ยวใจหล่อ ทำข้าวเลี้ยงหมามา 7 ปีเต็ม

เขาคือ "เทวดาหมาจร" พ่อค้าก๋วยเตี๋ยวใจหล่อ ทำข้าวเลี้ยงหมามา 7 ปีเต็ม

เขาคือ "เทวดาหมาจร" พ่อค้าก๋วยเตี๋ยวใจหล่อ ทำข้าวเลี้ยงหมามา 7 ปีเต็ม
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

หนุ่มพ่อค้าก๋วยเตี๋ยวดอยสะเก็ด ควักเงินส่วนตัวทำข้าวต้มซีโครงไก่วันละ 45 กิโลกรัม ขี่รถแจกให้อาหารหมาไร้เจ้าของ มาติดต่อกัน 7 ปี จนได้รับฉายาว่า “เทวดาหมาจร”

(18 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านโพธิ์ทองเจริญ ตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ มีชายคนหนึ่ง ที่มักจะคอยขี่รถจักรยานยนต์ติดพ่วงด้านข้าง บรรทุกถังหลายถัง โดยแต่ละถังเต็มไปด้วยข้าวต้มซี่โครงไก่และเลือดหมู ออกตระเวนไปรอบๆ หมู่บ้านและพื้นที่ใกล้เคียงในตำบลเชิงดอย เพื่อให้อาหารหมาไร้เจ้าของกว่า 100 ตัว ที่มีผู้นำมาทิ้งไว้และขยายพันธุ์ออกลูกออกหลานเต็มไปหมด

ชายคนนี้ทำเช่นนี้เป็นประจำทุกวัน ต่อเนื่องกันมานานกว่า 7 ปีแล้ว ทำให้บรรดาหมาไร้เจ้าของที่ถูกนำมาทิ้งไว้ต่างคุ้นเคยกับชายคนนี้เป็นอย่างดี เมื่อได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์ของชายคนนี้มาใกล้ๆ บรรดาหมาไร้เจ้าของจะวิ่งกระดิกหางด้วยความดีใจออกมาต้อนรับ กลายเป็นภาพที่ชาวบ้านเห็นเป็นปกติ ขณะที่มีบางคนที่ทราบเรื่องราวนำไปเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียพร้อมแสดงความชื่นชมและตั้งฉายาให้ชายคนนี้ว่า "เทวดาหมาจร"

จากการสอบถามทราบว่าชายคนดังกล่าวคือ นายนันทพัทธ์ คำมามูล หรือ พี่คม อายุ 41 ปี อาชีพพ่อค้าขายก๋วยเตี๋ยว ที่เปิดร้านอยู่ใกล้คิวรถ ตลาดสดดอยสะเก็ด เปิดเผยว่า ออกตระเวนให้อาหารหมาไร้เจ้าของในหมู่บ้านโพธิ์ทองเจริญ ซึ่งเป็นบ้านของตัวเองและพื้นที่ใกล้เคียงในตำบลเชิงดอย มานานกว่า 7 ปี แล้ว

โดยเริ่มต้นจากการที่ไปวิ่งออกกำลังกายตามเส้นทางในหมู่บ้านต่อเนื่องไปตามเส้นทางเข้าเขื่อนแม่กวงแล้วพบเห็นหมาที่ถูกเจ้าของนำมาทิ้งไว้สภาพร่างกายซูบผอมและมีท่าทางหิว จึงเกิดความสงสารและกลับไปบ้านเพื่อนำอาหารมาให้หมากิน

จากนั้นได้เริ่มทำเป็นประจำต่อเนื่องทุกวันจากแรกเริ่มที่มีหมาไร้เจ้าของจำนวน 12 ตัว จนถึงปัจจุบันมีจำนวนหมาไร้เจ้าของรวมแล้วกว่า 150 ตัว ซึ่งจำนวนที่เพิ่มขึ้นมาจากทั้งการแพร่ขยายพันธุ์และเจ้าของนำมาทิ้งเพิ่ม

สำหรับการออกตระเวนให้อาหารหมาไร้เจ้าของในแต่ละวันนั้น นายนันทพัทธ์ บอกว่า ทำทุกวันต่อเนื่องกันมานานกว่า 7 ปี ไม่เว้นแม้แต่วันที่น้องชายและลูกชายเสียชีวิตต้องจัดงานศพ หรือแม้กระทั่งป่วย ยกเว้นที่มีเหตุจำเป็นต้องไปต่างจังหวัด จะฝากเพื่อนให้ทำแทน

โดยทุกวันจะออกตระเวนให้อาหารหมาในช่วงเย็นเวลาประมาณ 16.00 น. หลังจากที่ปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวแล้ว เริ่มจากให้อาหารหมาที่นำกลับมาเลี้ยงที่บ้านประมาณ 15 ตัว ก่อนจะตระเวนไปจนครบทุกจุดรวมเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง

ซึ่งอาหารที่นำไปเลี้ยงหมานั้น ต้องมีการทำเตรียมไว้ล่วงหน้า เพราะไม่เช่นนั้นแล้วจะทำไม่ทัน เนื่องจากต้องเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวด้วย โดยจะต้องต้มข้าววันละ 2 รอบ คือ เช้า ก่อนไปเปิดร้าน และกลางคืน หลังปิดร้าน เพื่อเตรียมไว้ไปเลี้ยงหมาในช่วงเย็นของแต่ละวัน

ขณะที่วัตถุดิบที่ใช้แต่ละวัน ประกอบด้วย ข้าวสารประมาณ 45 กิโลกรัม ซี่โครงไก่สับประมาณ 7 กิโลกรัม และเลือดหมู นำมาต้มรวมกัน ซึ่งคิดเป็นค่าใช้จ่ายวันละเกือบพันบาท โดยแต่ก่อนใช้เงินส่วนตัวทั้งหมด อย่างไรก็ตามในช่วงต่อมาได้มีเพื่อนฝูง และคนรู้จัก รวมทั้งผู้ที่ทราบเรื่องราวของตัวเองช่วยกันบริจาคเงินสนับสนุนบางส่วน

ขณะเดียวกัน นายนันทพัทธ์ ยังบอกว่า นอกจากการให้อาหารเลี้ยงหมาที่ทำเป็นประจำทุกวันแล้ว ตัวเองจะคอยใส่ใจดูแลสุขภาพเบื้องต้นให้กับบรรดาหมาไร้เจ้าของเหล่านี้ด้วย เช่น ใส่ยาทาแผล เป็นต้น หากพบว่ามีอาการป่วยมากเกินกว่าที่ตัวเองจะดูแลได้ จะขอความช่วยเหลือจากสัตวแพทย์ของมูลนิธิที่ทำงานเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือสัตว์

ซึ่งตามปกติจะคอยให้ความช่วยเหลือในการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า และทำหมันให้กับหมาเหล่านี้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามยอมรับว่า มีหมาบางตัวที่ยังไม่สามารถทำการฉีดวัคซีนหรือทำหมันให้ได้ เพราะแม้หมาบางตัวจะกินข้าวที่นำมาให้ แต่จะไม่ยอมให้แตะต้องตัว เนื่องจากหวาดกลัวคน คาดว่าอาจเป็นผลมาจากการถูกทอดทิ้งหรือเคยถูกคนทำร้าย

นายนันทพัทธ์ บอกอีกว่า แม้ว่าจะไม่ได้มีเงินทองมากมายและไม่ได้มีฐานะร่ำรวย แต่มีความตั้งใจที่จะตระเวนให้อาหารหมาไร้เจ้าของเป็นประจำทุกวันต่อเนื่องไปไม่มีหยุดหรือจนกว่าจะไม่เหลือหมาไร้เจ้าของแล้ว เพราะมีความสุขที่ได้แบ่งปันช่วยเหลือหมาเหล่านั้น

ทั้งนี้อยากจะฝากไปถึงคนที่อยากเลี้ยงหมาว่า หากจะเลี้ยงหมาแล้วต้องมีความรับผิดชอบด้วย ไม่ใช่อยากเลี้ยงเฉพาะตอนเป็นลูกหมาน่ารัก แต่พอโตขึ้นแล้วนำไปทิ้ง เพราะไม่ได้เป็นเพียงการผลักภาระให้สังคม แต่ยังเป็นการทำร้ายชีวิตๆ หนึ่งด้วย

ส่วนการที่มีผู้ยกย่องการกระทำและตั้งฉายา “เทวดาหมาจร” ให้นั้น รู้สึกดีใจที่มีคนชื่นชมการกระทำของตัวเอง อย่างไรก็ตามมองว่าเป็นการยกย่องเกินจริง เพราะว่ายังมีคนอื่นๆ อีกมากที่ทำความดีและสมควรได้รับการยกย่องมากกว่าตนเอง

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล