ก๊อต จิรายุ เปิดใจชีวิตในวงการ บ่มมานาน 9 ปี กว่าจะประสบความสำเร็จ

ก๊อต จิรายุ เปิดใจชีวิตในวงการ บ่มมานาน 9 ปี กว่าจะประสบความสำเร็จ
S! News

สนับสนุนเนื้อหา

คงเป็นอีกหนึ่งเรื่องในความทรงจำของชาวไทยที่ถือว่ามอบความสุขและประสบความสำเร็จเกินคาด อีกทั้งยังแจ้งเกิดให้กับนักแสดงแทบทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงตัวหลัก หรือนักแสดงตัวประกอบ สำหรับละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส ทีเพิ่งจะลาจอไปเมื่อคืนวานนี้ และหนึ่งในนักแสดงนำของเรื่องอย่าง ก๊อต จิรายุ ก็ได้รับความนิยมอย่างมากไม่แพ้คู่พระนางเลยทีเดียว

ซึ่งล่าสุด “ก๊อต จิรายุ” ได้ออกมาเปิดใจกับสื่อมวลชนว่า ตอนนี้งานแน่นมาก ทุกคนให้การตอบรับเป็นอย่างดี ความรู้สึกเหมือนบ่มเวลามานาน 8-9 ปี ตั้งแต่เข้าวงการแรกๆ วันนี้ก็ประสบความสำเร็จ ทำให้ตนดีใจและมีความสุขมาก

ช่วงนี้งานชุกเลย เห็นว่าเสร็จจากนี้แล้วจะบินไปไหนต่อ ?
“ไปอุดรครับ ไปงานสงกรานต์ วันนี้เลยครับ เดี๋ยวพอสัมภาษณ์เสร็จผมก็จะว้าบหายไปเลย คงไม่มีเวลาได้หยุดพักผ่อน เพราะการรับงานช่วงนี้ทำให้ครึ่งปีหลังของผมได้อยู่สบายขึ้น (หัวเราะ) อันนี้ตรงๆ จากใจครับ”

แสดงว่าเราเตรียมจะไปเที่ยวครึ่งปีหลังใช่ไหม ?
“คือครึ่งปีหลังผมตั้งใจไว้ว่าจะทำงานเขียนของตัวเองให้เสร็จ และไปเที่ยวในสถานที่ที่ตัวเซ็ทไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วว่าอยากจะไปที่ไหนบ้าง ผมอยากไปนิวซีแลนด์ อยากไปอีกหลายที่เหมือนกันครับ ซึ่งการทำงานช่วงนี้มันก็ทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น ทำงานตอนนี้ใส่พลังงานไปอย่างเต็มที่ เวลาที่ออกอีเวนต์ทุกครั้งก็จะระลึกอยู่เสมอว่าต้องทำให้แฟนๆ ละครมีความสุข”

แฮปปี้ไหมตอนนี้งานแน่นมาก มีแทบทุกวันเลย ?
“แฮปปี้มากครับ ดีใจมาก เป็นความรู้สึกที่บ่มมานาน (หัวเราะ) เราบ่มมานาน 8-9 ปี แล้ววันนี้ระเบิดออกมา ก็โอเคครับ (ยิ้ม)”

งานเยอะขึ้นมากแค่ไหนจากเมื่อก่อน ?
“ยอดฟอลโลว์ที่เพิ่มขึ้น มันก็ขึ้นทีละหน่วยนะ แต่มันเป็นทีละหน่วยจากหลายทิศหลายทางที่มารวมตัวกัน ซึ่งมันทำให้เรารู้ถึงบางสิ่งบางอย่างว่า ต่อให้เราทำงานแล้วไม่มีคนดู มันก็ไม่มีประโยชน์ แต่ตอนนี้พอเราทำงานแล้วงานของเราคนดูเยอะมาก มันส่งผลต่อหลายๆ เรื่องมากเลยครับ”

ทุกวันนี้คนจะไม่เรียกชื่อจริงเราว่า ก๊อต แล้วใช่ไหม ?
“ใช่ ตอนนี้ก็สลับกันไประหว่าง พี่แสน กับมะเดื่อ ถ้าเจอผู้หญิงเขาก็จะเรียกว่ามะเดื่อ แต่ถ้าเจอผู้ชายเขาก็จะชอบไปทางฝั่งพี่แสน”

จากกระแสที่ดังขึ้นทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไหม ?
“ไม่เปลี่ยนนะ ผมก็ยังคงเป็นผม แต่ที่เปลี่ยนไปก็คือไม่มีวันว่างเท่านั้นเองครับ ต้องทำงาน คือการใช้ชีวิตยังคงดำเนินไปในรูปแบบเดิมก็คือเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา แต่เคลื่อนไหวในที่นี้ก็คือไปตามสถานที่ต่างๆ ที่พบปะผู้คน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นแฟนๆ ที่ชื่นชอบบทประพันธ์ ชื่นชอบความสนุกในละคร แล้วก็มาพบเจอเรา”

ฐานแฟนคลับสาวๆ เยอะขึ้นไหม ?
“(หัวเราะ) เยอะอยู่ครับ อย่าพูดออกสื่อมากเลย”

แบบนี้ โบว์ เบญจวรรณ เข้าใจไหม ?
“เข้าใจ ล่าสุดเราเพิ่งคุยกันประมาณ 2 วันก่อนว่า เขาก็ดีใจในตัวเรานะ วันที่เราเหนื่อยเขาก็ซับพอร์ตเรา วันนี้เราก็ซับพอร์ตเขาเหมือนกันในส่วนต่างๆ คือผมกับโบว์ เราเป็นคนที่คุยกันเหมือนเพื่อน เราแชร์กันตลอดเวลา การคุยกันมันทำให้เข้าใจกันมากขึ้น”

เขามีแอบหึงบ้างไหม ที่แฟนคลับผู้หญิงตามมากรี๊ดเรามากขึ้น ?
“ไม่ครับ ไม่หึงครับ”

ตอนนี้คบกันมากี่ปีแล้ว ?
“จะ 5 ปีแล้วจ๊ะ (ยิ้ม)”

ใกล้จะมีข่าวดีหรือยัง ?
“บังเอิญว่าผมกับโบว์มีเป้าหมายเดียวกัน นั่นก็คือเราไม่ได้อยากมีลูก และเราก็ไม่ได้คิดหรือซีเรียสเรื่องแต่งงาน แต่เราซีเรียสเรื่องประสบการณ์ชีวิต เราแพลนไว้ว่าเราจะไปเที่ยวที่ไหนกันบ้าง เราอยากใช้ชีวิตให้เต็มที่แบบสุดๆ เลย เพราะเราเชื่อว่าการที่เราอยู่กับที่มันไม่ได้ทำให้เราเติบโตในเรื่องสุขภาพและจิตวิญญาณเลย ดูจริงจังไปเนอะ”

แสดงว่าอาจจะไม่มีการจัดงานแต่งงานก็ได้ ?
“ไม่ซีเรียสเลยครับ ทางครอบครัวก็เข้าใจ”

แต่ความฝันของผู้หญิงทั่วไปคืออยากมีโมเมนต์ใส่ชุดเจ้าสาวบ้าง ?
“แต่เขาพิเศษไงครับ (ยิ้ม) เราคุยกันแล้ว ผมไม่ได้คิดเอง ถ้าเขาเหมือนคนทั่วไป ผมอาจจะไม่หยุดอยู่ที่เขาก็ได้ เพราะเขาเป็นคนพิเศษไง”

ถามถึงงานโกอินเตอร์ ยังมีอยู่ไหม ?
“คือช่วงนี้ไม่ได้รับงานต่างประเทศ เพราะผมมีงานในไทยที่ต้องรับผิดชอบ อย่างปีที่แล้วเราไม่แคสติ้งหนังนอกเลย เพราะผมต้องถ่าย บุพเพสันนิวาส ถ่ายคมแฝก ถ่ายหนึ่งด้าวฟ้าเดียว ซึ่งแต่ละตัวละครต้องหาข้อมูลเยอะมาก ทำให้ไม่รู้จะเอาเวลาตรงไหนเจียดไปทำงานที่ต่างประเทศได้เลย อีกอย่างถ้าไปทำงานต่างประเทศเราก็ต้องทำงานหนักอีก เราก็รู้อีกว่าถ้าเราจับฉ่ายมันจะไม่มีอะไรอร่อยเลยสักอย่างเดียว”

พอเราเว้นระยะงานที่ต่างประเทศไว้นาน กลัวว่าจะกับไปร่วมงานอีกครั้งยากขึ้นไหม ?
“ไม่หรอกครับ ผมเชื่อว่าถ้าเรามีฝีมือ แล้วเราพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา โอกาสมันจะวิ่งเข้ามาหาคนที่พัฒนาตัวเอง แต่ถ้าผมหยุดอยู่กับที่แล้วไม่พัฒนาตัวเอง มันก็จะลอยหายไป คือผมไม่มีเอเจนซี่มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไม่มีมาตั้งแต่เข้าวงการแล้ว ผมเดินขึ้นบันไดของวงการนี้ด้วยขาของผมเองมาตลอด แต่อาศัยความมุ่งมั่นในการแคสติ้ง ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กงานใหญ่ก็ไปแคสหมด และเราก็ถือว่าหนึ่งในความสำคัญของนักแสดงคือการแคส เพราะถ้าเราแคสได้นั่นก็หมายความว่าเราฝึกฝีมือมาดี แต่ถ้าเราแคสไม่ผ่านนั่นคือเราห่วย จบ ก็ไปฝึกมาอีก”