ไขด้วยหลักธรรม "ไลฟ์โค้ช" จำเป็นกับชีวิตแค่ไหน

ไขด้วยหลักธรรม "ไลฟ์โค้ช" จำเป็นกับชีวิตแค่ไหน

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ไลฟ์โค้ช หรือที่ผู้ที่ถูกเรียกว่าคนนำพาแสงสว่างให้ชีวิตยามชีวิตเกิดปัญหาความทุกข์ใจ หรืออีกนิยามคือผู้ให้คำปรึกษาด้านพลังใจสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนที่อยากประสบความสำเร็จ

ซึ่งจากกระแสในโลกออนไลน์ที่กำลังพูดถึงประเด็น "ไลฟ์โค้ชอาจารย์คนดัง" ที่มีลูกศิษย์เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงได้เดินออกมาบอกว่าไม่ได้เข้าคอร์สมาหลายปีแล้ว เพราะมีแนวคิดที่ไม่เหมือนกัน จุดนี้เองกลายเป็นกระแสสังคมทำให้คนไทยเริ่มคนรู้จักคำว่า "ไลฟ์โค้ช" มากขึ้น พร้อมกับตั้งคำถามว่า เหตุใดคนเราจึงต้องมี "ไลฟ์โค้ช" และในชีวิตคนจำเป็นต้องมีไลฟ์โค้ชหรือเปล่า และหากเราไม่มีชีวิตเราจะเดินไปถึงฝั่งฝันหรือไม่

"พระอาจารย์ธีรโพธิภิกขุ" แห่งวัดพิชยญาติการามวรวิหาร ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ผ่าน "รายการเรียงข่าวเล่าเรื่อง" ที่ออนแอร์ผ่านแอพลิเคชั่น VOOV ช่อง sanook.com ได้พูดถึงแนวคิดว่า "ไลฟ์โคชจำเป็นกับชีวิตคนแค่ไหน" โดยพระอาจารย์บอกว่า "คนเดินเข้าไปหาโค้ช แต่อาจลืมไปว่าโค้ชก็ได้นำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาจัดการใหม่ มาพัฒนาเพื่อการสอนให้เข้ากับชีวิตประจำวัน ถามว่าผิดไหมมันก็ไม่ผิด ถามว่าถูกไหมมันก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้ที่เข้าไปอยู่ร่วมเหตุการณ์นั้นนำไปใช้กับชีวิตจริงได้มากแค่ไหน"

"การหยิบบางช่วงบางตอนมาเล่า บางทีมันอยู่ผิดช่วง อยู่ผิดตอน เหมือนเราไปหยิบหนังที่มีซีรีส์อยู่ 11 ตอน  แต่เราไปหยิบตอนที่ 4 มาแล้วนำมาเล่า เลยไม่รู้ว่าเรื่องจริงตั้งแต่ต้นนั้นมาอย่างไร และตอนจบจะจบอย่างไร เพราะคนที่ดูแค่ตอนสองตอนมันไม่ได้ความรู้ทั้งหมด"

ให้ยึดที่คำสอน อย่าติดตัวบุคคล    

"หากไปหาโค้ชไม่ว่าจะมีปัญหาอะไร หากเอาจิตใจไปผูกไว้กับเขาเสมือนขาดโค้ชไม่ได้ สมมติว่าถ้าเราเป็นนักมวยแล้วไม่มีโค้ชยืนอยู่หน้าเวทีชีวิตนี้ไปต่อไม่ได้ แบบนี้ถือว่าผิดหลัก"

"คำสอนของพระพุทธเจ้าให้ยึดสอนไม่ให้ยึดตัวท่าน ปัจจุบันคนเรายึดที่ตัวบุคคลมากกว่าคำสอน ผู้ที่สอนที่ถูกต้องคือให้ลูกศิษย์คนนั้นพ้นจากตัวเองไปให้ได้ ยกตัวอย่างถึงลูกศิษย์พระพุทธเจ้าพระมหากัสสปะ เรียนรู้กับพระพุทธเจ้าอยู่ไม่กี่วัน หลังจากนั้นไปศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเองจนบรรลุพระอรหันต์ บางทีเราไม่ได้รู้หรอกว่าคำสอนคืออะไรแต่เราไปเลือกที่จะเข้าหาเพราะเป็นบุคคลนี้ วันนี้พระพุทธเจ้าไม่ได้ยืนอยู่ข้างเรา แต่เราใช้หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าในการดำเนินชีวิต"

ทุกอย่างเป็นธรรมชาติ มีอยู่แล้ว อยู่ที่จะเลือกมาใช้ 

"โค้ชจะชี้ให้เราเห็นว่าทำอย่างนี้แล้วจะดีขึ้น จากนั้นเราต้องทำจากตัวเราเอง ฟิตซ้อมที่ตัวเราไม่ต้องวิ่งไปหาโค้ชทุกวัน หากพระวิ่งไปหาพระะพุทธเจ้าท่านคงจะยุ่งน่าดูเหมือนกัน พระพุทธเจ้าตรัสว่าวันข้างหน้าไม่มีตถาคตแล้ว จงนำพระธรรมคำสอนมาเป็นศาสดา" 

หนึ่งบาท ก็รวยที่สุดในโลกได้ 

"เราต้องแยกคำว่ารวยออกวางไว้ข้างๆ ก่อน ถ้าเราจิตใจสงบภายในเราว่างมากพอ เงินทองที่เราเรียกว่ารวยมันจะไหลเข้ามา ถ้าเราทำตัวเป็นคนน้ำเต็มแก้ว ยังไงเงินทองก็ไม่สามารถใส่ได้ ใส่ยังไงก็ล้น คำสอนของพระพุทธเจ้าจึงสอนให้เราปล่อยวาง วางจิตวางใจทำใจให้ว่าง วางเพื่อให้เกิดปัญญา พอมีปัญญาแล้วเราจะคิดได้เองว่า อะไรที่จะทำให้เรามั่งมีศรีสุข แล้วความสุขที่แท้มันคือเงินทองจริงหรือ ตรงนี้ต่างหากที่พระมีหน้าที่บอกกับทุกคนว่ามันเป็นความสุขจริงหรือ"

"อยากให้มองดูว่าคนที่รวยที่สุดในโลกก็ยังต้องตาย คนที่รวยที่สุดในโลกก็ยังต้องป่วยเข้าโรงพยาบาล เพราะฉะนั้นความรวยที่ทุกคนใฝ่หามันคือความสุขจริงหรือ"

"ไม่ว่าจะมีกี่บาท เราก็มีความสุขได้ มีหนึ่งบาทเราก็รวยที่สุดในโลกได้ เพราะเรามีความสุขแบบหนึ่งบาทของเรา ถ้าเรารู้จักพอมันก็จะเป็นเพียงเท่านี้เอง เราไม่ต้องไปหาเพิ่มอีก แล้วเราจะมีความสุขกับการพอดีของเรา ความสมดุลไม่ทำให้เราเอียงไปเอียงมา"

"กลุ่มคนบางกลุ่ม เชือว่าชีวิตที่ดีต้องมีการลงทุน การลงทุนมีหลายอย่างถ้าคนไม่มีปัญญาก็ต้องใช้เงินลงทุน ถ้ามีปัญญาอาจจะไม่ต้องใช้เงินลงทุน พระพุทธเจ้าสอนว่า ถ้าเมื่อไหร่เรายังต้องใช้วัตถุในการลงทุนเมื่อนั้นเรายังไม่เจอความสุขที่แท้จริง ความสุขแท้นั่นคือการลงทุนด้วยอารมณ์ ความคิดและความรู้สึก หลังจากนั้นเราพัฒนาอารมณ์ ความคิดและความรู้สึกให้มันเป็นทรัพย์ ลงทุนด้วยปัญญา"

"คำสอนของพระพุทธเจ้าไม่สามารถตีเป็นมูลค่าเงินได้ มีคุณค่าทางด้านจิตใจ แต่วันนี้หลายคนเอาคำสอนของพระพุทธเจ้าไปตัดแต่งต่อเติมใหม่ โดยไม่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้พระพุทธเจ้าเลย จึงอยากจะบอกว่าเมื่อนำคำสอนของพระพุทธเจ้าไปใช้ โปรดใช้ให้ถูกต้อง ใช้ถูกแล้วก็ปฏิบัติตัวให้ดี เป็นประโยชน์ต่อสังคม" 

คำสอนของพระพุทธเจ้ามีอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าใครจะนำไปปฏิบัติหรือเปล่า ส่วนใครอยากมีให้มีไลฟ์โค้ชขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของแต่ละบุคคล

แต่สิ่งหนึ่งที่พระอาจารย์ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจ "โค้ชที่ดีที่สุดของชีวิตคือจิตเดิมแท้ของตนเอง ตนจะรู้ทางไปของตนเอง ไม่มีโค้ชคนไหนที่จะรู้ว่าเราจะเดินก้าวเท้าซ้ายหรือเท้าขวาก่อน สิ่งที่ดีที่สุดคือ สติ รู้เท่าทันใจเราเอง ก่อนที่จะวิ่งไปหาให้ใครช่วย"

 

 

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล