สธ.แฉ 6 ขั้นตอนหลอกฟันสาว เตือน วัยใส รู้ทันวาเลนไทน์

แฉ 6 ขั้นตอนหลอกฟันสาวเริ่มจากชวนเที่ยวจบที่มีเพศสัมพันธ์ แจงปัจจัยเร่งเร้ามีเซ็กส์ แนะยึดหลัก "5 ไม่" สาวไม่แต่งโป๊ หนุ่มไม่หวังเผด็จศึก ขณะที่การประชุมวิชาการครอบครัวศึกษาเผย ครอบครัวไทย 2.5 ล้านสัมพันธภาพด้อย 24 %
เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ นพ.ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวในการแถลงข่าวและเสวนาเรื่อง "สร้างพลังใจ วัยใส รู้ทันวาเลนไทน์" ที่สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรุงเทพฯ ว่าวันวาเลนไทน์เป็นวันที่มีความเสี่ยงเพราะเยาวชนบางคนตั้งเป้ามีเพศสัมพันธ์ แต่เยาวชนยังไม่รู้จักถูกผิด จึงต้องเสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจใน 3 เรื่อง ได้แก่ เพศ ความรุนแรง และยาเสพติด เพื่อให้เยาวชนรู้จักถูกผิด จะไม่ได้ไม่มีปัญหาและหมดอนาคต ทั้งนี้ กรมสุขภาพจิตร่วมกับกลุ่มภาคีเครือข่ายจัดขบวนรณรงค์ "สร้างพลังใจ วัยใส รู้ทันวาเลนไทน์" ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์นี้ เวลา 16.00-17.00 น. บริเวณด้านหน้าฮาร์ด ร็อค คาเฟ่ สยามสแควร์
นพ.บัณฑิต ศรไพศาล ผอ.สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กล่าวว่า สถาบันได้สำรวจความคิดเห็นเยาวชนในหัวข้อ "ความรักวันวาเลนไทน์ วิธีการนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสม" จำนวน 386 คน ระหว่างวันที่ 19-23 มกราคม 2552 แบ่งเป็นเยาวชนชายบ้านกาญจนาภิเษก 157 คน เยาวชนหญิงของสหทัยมูลนิธิ 29 คน นักเรียนมัธยม 200 คน จาก ร.ร.รัตนโกสินทร์สมโภช และ ร.ร.สุรศักดิ์มนตรี และสัมภาษณ์เชิงลึกกรณีศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากการที่มีเพศสัมพันธ์ไม่เหมาะสม 7 คนจากมูลนิธิเพื่อนหญิงสหทัยมูลนิธิ บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ และบ้านกาญจนาภิเษก
6 ขั้นชักนำไปสู่เพศสัมพันธ์
จากผลสำรวจพบว่า เส้นทางการแปลงความรักบริสุทธิ์ในโอกาสวันวาเลนไทน์สู่การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสมมี 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1.ชวนเที่ยววันวาเลนไทน์ 2.ชวนรับประทานอาหาร มอบของขวัญ ดอกไม้ 3.ชวนไปเที่ยวต่อผับ บาร์ คาราโอเกะ หรือดูหนังรอบดึก เดินเล่นสวนสาธารณะ ชวนไปค้างคืนต่างจังหวัด เช่น ชายทะเล 4.ชวนหรือหลอกไปที่ลับตาคน เช่น โรงแรม บ้าน ห้องพักส่วนตัว โดยอ้างว่าจะพาไปส่งบ้านแต่ไม่ส่ง แล้วแกล้งแวะไปเอาของที่บ้าน บอกว่าพ่อแม่อยากเจอ บอกว่าของขวัญอยู่ที่บ้าน) หรือในรถ (ระหว่างขับไปส่งบ้าน แล้วไปจอดที่ลับตา) หรือชวนไปเดินชายทะเลหรือสวนสาธารณะที่มืดๆ 5.กอด จูบ เล้าโลม 6.มีเพศสัมพันธ์
ทั้งนี้ 5 อันดับแรกที่กลุ่มตัวอย่างเห็นว่าชายใช้หลอกหญิงและหญิงใช้หลอกชายมากที่สุด ได้แก่ ชวนไปที่ลับตาคนร้อยละ 42 ตามมาด้วยการใช้แอลกอฮอล์มอมเมาร้อยละ 39 อันดับสามเป็นการใช้คำพูดหวานทำให้เคลิบเคลิ้มร้อยละ 36 อันดับสี่เป็นการแต่งกายเซ็กซี่ยั่วยวนร้อยละ 33 และอันดับที่ห้าเป็นการแสดงท่าทางไม่ถือเนื้อตัวร้อยละ 32
ใช้คำหวานหลอกล่อให้ลุ่มหลง
นพ.บัณฑิตกล่าวอีกว่า ส่วนปัจจัยเร่งบรรยากาศนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์มี 6 ปัจจัยโดยแบ่งออกเป็น 3 ปัจจัยเร่งที่ฝ่ายชายใช้หลอกฝ่ายหญิง ได้แก่ 1.ใช้คำพูดหวานที่ทำให้เคลิบเคลิ้ม เช่น ผมรักคุณที่สุด วาเลนไทน์นี้มีคุณคนเดียว รักคุณคนเดียว หรือคำพูดที่สร้างความหวาดกลัวด้วยคำพูดขู่ว่าจะขอเลิกกัน 2.ทำให้ขาดสติด้วยการมอมเมาด้วยแอลกอฮอล์ 3.ทำให้เกิดอารมณ์ทางเพศ
นอกจากนั้น อีก 3 ปัจจัยเร่งที่ฝ่ายหญิงใช้หลอกฝ่ายชาย ได้แก่ แต่งกายยั่วยวนเกินเหตุเช่น สายเดี่ยว เกาะอก นุ่งน้อยห่มน้อย นุ่งสั้น โป๊ โชว์อึ๋ม พูดยั่วยวน เชิญชวนหรือท้าทายเรื่องเพศ ตลอดจนการแสดงออกด้วยท่าทางหรือการกระทำในลักษณะส่งสัญญาณความไม่ถือเนื้อถือตัว ได้แก่ การจับมือถือแขน โอบกอดจูบ แสดงกิริยาท่าทางในลักษณะให้ดูเซ็กซี่
ตัดไฟแต่ต้นลมก่อนถูกล่วงเกิน
สำหรับ 5 อันดับแรกที่ฝ่ายหญิงคิดว่าเป็นวิธีการเร่งการมีเพศสัมพันธ์ ได้แก่ 1.ชวนรับประทานอาหาร มอบของขวัญหรือดอกไม้ร้อยละ 76 2.ชวนไปที่ลับตาคนร้อยละ 55 3.พูดจาท้าทายเรื่องเพศร้อยละ 41 4.ใช้คำหวานทำให้เคลิบเคลิ้มร้อยละ 34 5.แสดงท่าทางไม่ถือเนื้อถือตัวร้อยละ 28 ส่วน 5 อันดับแรกที่ฝ่ายชายคิดว่าเป็นวิธีการเร่งการมีเพศสัมพันธ์ ได้แก่ 1.แต่งกายยั่วยวนร้อยละ 52 2. แสดงท่าทางไม่ถือเนื้อถือตัวร้อยละ 52 3.ใช้คำหวานร้อยละ 50 4.ชวนไปที่ลับตาคนร้อยละ 28 5.ชวนรับประทาน/มอบของขวัญหรือดอกไม้ร้อยละ 26
"วัยรุ่นควรจะหยุดเส้นทางความสัมพันธ์ชายหญิงให้ได้ในขั้นที่ 3 เพื่อไม่ให้มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ทั้งนี้ เห็นได้ว่าฝ่ายหญิงมองว่าการชวนรับประทานอาหาร มอบของขวัญ ดอกไม้เป็นปัจจัยเร่งการมีเพศสัมพันธ์อันดับแรกเพราะมองว่าผู้ชายอุตส่าห์ลงทุนลงแรงหาของขวัญมาด้วยความยากลำบาก จึงเกิดความรู้สึกประทับใจจนนำไปสู่การยอมมีเพศสัมพันธ์ด้วย ขณะที่การแสดงท่าทางไม่ถือเนื้อถือตัวเป็นอันดับที่ 5 ส่วนการแต่งกายเซ็กซี่ยั่วยวนไม่ติดห้าอันดับด้วยซ้ำ และไม่ได้คิดว่าจะถึงขั้นมีเพศสัมพันธ์ ขณะที่ชายเห็นว่าปัจจัยเร่งการมีเพศสัมพันธ์คือ การแต่งกายเซ็กซี่ยั่วยวนและแสดงท่าทีไม่ถือเนื้อถือตัวแสดงว่าพร้อมจะมีเพศสัมพันธ์ด้วย" นพ.บัณฑิตกล่าว
"5ไม่"สาวต้องไม่แต่งโป๊
นพ.บัณฑิตกล่าวต่อไปว่า ส่วนข้อแนะนำวัยรุ่นชายหญิงในโอกาสวันวาเลนไทน์ป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรนั้น สำหรับผู้หญิงมีข้อแนะนำ "5 ไม่" ได้แก่ 1.ไม่แต่งกายยั่วยวน 2.ไม่เชื่อคำพูดชายง่ายเกินไปและไม่กลัวคำขู่ว่าจะขอเลิก 3.ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่ค้างคืน ไม่กลับดึก ไม่กลับถึงบ้านเกินสี่ทุ่ม ไม่ไปที่ที่อยู่ด้วยกันสองต่อสองหรือที่ลับตาคน 4.ไม่ดื่มสุรา ไม่ดูหนังหรือคลิปโป๊ และ 5.ไม่ให้ความสำคัญกับวันวาเลนไทน์แบบผิดทางคือ คิดว่าการมีเพศสัมพันธ์คือการพิสูจน์ความรัก
หนุ่มไม่หวังเผด็จศึก
ส่วนวัยรุ่นชายมีข้อแนะนำ "5 ไม่" ได้แก่ 1.ไม่หวังเผด็จศึกคือไม่ควรคิดจะต้องมีเพศสัมพันธ์ให้ได้ 2.ไม่ทิ้งศีลธรรมคือต้องมีจิตใจที่คิดถึงความถูกผิดด้วย 3.ไม่ลืมคิดถึงผลที่ตามมาเช่น อาจติดโรคเอดส์ แฟนสาวอาจท้องจนต้องทำแท้งหรือออกจากโรงเรียน 4.ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่ค้างคืน ไม่กลับดึก ไม่ดื่มสุรา ดูหนังหรือคลิปโป๊ 5.ไม่ลืมใช้ถุงยางอนามัย หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ได้
"วัยรุ่นหญิงบ้านพักฉุกเฉินรายหนึ่งเล่าว่า ประทับใจที่แฟนหาของขวัญราคาแพงมาให้ คิดว่าเขาหามาด้วยความลำบาก จึงใจอ่อนยอมมีเพศสัมพันธ์ด้วย แต่หลังจากนั้นก็ถูกแฟนทิ้ง จึงขอเตือนวัยรุ่นหญิงว่าอย่าประทับใจในเรื่องของขวัญราคาแพง และอย่ากลัวคำขู่ผู้ชายขอเลิกหากไม่ยอมมีอะไรด้วยเพราะของที่ได้มายากผู้ชายจะเห็นคุณค่ามากกว่าของที่ได้มาง่ายๆ ดังนั้น ผู้หญิงอย่าให้ตัวเองเป็นของตาย แต่ไม่ใช่มีกิ๊ก หากรักเราจริงก็ต้องรอได้ เพื่อมีอนาคตที่ดีด้วยกัน" นพ.บัณฑิตกล่าว
นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ นักวิชาการกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ขอฝากถึงเยาวชนในวันวาเลนไทน์นี้ระวังเสียค่าโง่ใน 2 เรื่องคือ เสียค่าดอกไม้ราคาแพงๆ และผู้หญิงระวังเสียตัว
นางทิชา ณ นคร ผอ.ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก กล่าวว่า การที่วัยรุ่นกล้าปฏิเสธในสิ่งที่ไม่เหมาะสม เช่น มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ถือเป็นสิ่งที่กล้าหาญ และจะต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็กๆ ดังนั้น ผู้ใหญ่ต้องใจกว้างเปิดพื้นที่ปฏิเสธให้แก่เด็กๆ ในเรื่องที่มีผลกระทบต่ออนาคตของตัวเอง ขอเตือนวัยรุ่นหากชีวิตผิดพลาดไปแล้วแก้ไขยาก อย่าให้วันวาเลนไทน์เป็นฝันร้ายของตัวเอง
ครอบครัวไทยสัมพันธภาพด้อย 24%
วันเดียวกัน ที่ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ มีการประชุมวิชาการครอบครัวศึกษา ครั้งที่ 1/2552 ในหัวข้อ การจัดการครอบครัวด้วยความรู้
น.ส.ศิวพร ปกป้อง รองผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากการศึกษาวิจัยสถานการณ์ของครอบครัวไทย ในหัวข้อ "สุขภาวะครอบครัวในสังคมไทย" ระหว่างวันที่ 23-27 มกราคม 2552 ด้วยการสอบถามกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ จำนวน 5,100 คน แบ่งเป็นกลุ่มเด็กและวัยรุ่น อายุ 11-22 ปี จำนวน 2,550 คน และกลุ่มบิดามารดาหรือบุคคลที่ทำหน้าที่ผู้ปกครองหรือให้การอุปถัมภ์ เลี้ยงดูเด็กหรือเยาวชนที่อายุระหว่าง 11-22 ปี จำนวน 2,550 คน พบว่า ส่วนใหญ่สัมพันธภาพระหว่างเด็กและผู้ปกครองอยู่ในระดับปานกลาง โดยมากกว่า 11% ระบุตรงกันว่าสัมพันธภาพระหว่างเด็กและผู้ปกครองไม่ค่อยดี และ 14% ระบุตรงกันว่าเด็กกับผู้ปกครองไม่ค่อยเข้าใจกัน และเมื่อเปรียบเทียบสัมพันธภาพของสมาชิกทุกคนในครอบครัว พบว่า 24% เห็นว่าความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวแย่ลงกว่าเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา
น.ส.ศิวพร กล่าวอีกว่า ประเด็นหลักที่เด็กเห็นไม่สอดคล้องกับผู้ปกครองมากที่สุดคือ เรื่องการใช้เงิน 27% รองลงมาเป็นเรื่องการเที่ยวเตร่ การคบเพื่อน และการเรียน 24% ส่วนประเด็นที่ผู้ปกครองไม่พึงพอใจเด็กมากที่สุดคือ การคบเพื่อน 29% ตามด้วยการเที่ยวเตร่ 25% การใช้เงิน 23% และการเรียน 22% ทั้งนี้ เด็ก 55% จะหยุดติดต่อกับเพื่อนที่ผู้ปกครองไม่ปรารถนาให้คบ แต่เด็ก 1 ใน 3 จะกระทำตรงข้ามกับที่ผู้ปกครองต้องการ โดยเด็ก 21% จะแอบคบเพื่อนคนที่พ่อแม่ห้ามอย่างลับๆ ส่วน 16% ไม่สนใจความเห็นของผู้ปกครองและคบเพื่อนคนนั้นต่อไป
"ผลสำรวจที่ปรากฏสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยซึ่งปัจจุบันมี 17.9 ล้านครอบครัว มีถึง 2.5 ล้านครอบครัว หรือมีเด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 11-22 ปี เกือบ 1.6 ล้านคน ที่เด็กและผู้ปกครองอยู่ในภาวะด้อยสัมพันธภาพ โดยในต่างจังหวัดแย่กว่าในเมือง ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากครอบครัวในเมืองเริ่มที่จะเข้าใจปัญหาและหันมาให้ความสำคัญต่อครอบครัวมากขึ้น ขณะที่ในชนบทพ่อแม่ต้องอยู่ทำงานต่างจังหวัด ส่วนลูกต้องเข้ามาเรียนในเมือง หรือลูกอยู่ต่างจังหวัดพ่อแม่ต้องเข้ามาทำงานในเมือง ทำให้เวลาในการพบปะพูดคุยหรือทำกิจกรรมร่วมกันน้อย ส่งผลต่อสัมพันธภาพของครอบครัวให้แย่ลง" น.ส.ศิวพร กล่าว
รอง ผอ.สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว กล่าวด้วยว่า การศึกษาวิจัยยังพบอีกว่า ผู้ปกครอง 41% เห็นว่า เด็กฟังผู้ปกครองและเด็กตัดสินใจเอง แต่เด็ก 30% กลับเห็นว่าผู้ปกครองฟังเด็กและผู้ปกครองตัดสินใจเอง ขณะที่เด็กและผู้ปกครองประมาณ 20% เห็นว่ามีการตัดสินใจร่วมกัน อีกทั้ง เด็ก 45% เห็นว่าผู้ปกครองมีอิทธิพลในการตัดสินใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งระดับมากถึงมากที่สุด ส่วนผู้ปกครองเพียง 24% ที่เห็นว่าตนเองมีอิทธิพลมากถึงมากที่สุดในการตัดสินใจของเด็ก
น.ส.ศิวพร กล่าวอีกว่า เด็ก 40% ยึดถือพ่อ และ 40% ยึดถือแม่เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต ซึ่งชี้ให้เห็นว่า พ่อแม่เป็นบุคคลใกล้ชิดหรือเป็นแม่แบบที่มีอิทธิพลต่อเด็กสูงสุด โดย 15% ยึดพ่อแม่เป็นแบบในการประกอบอาชีพ และ 10% มองพ่อแม่เป็นแม่แบบของความขยัน รักครอบครัวและการเป็นผู้นำ
"การที่จะช่วยให้สัมพันธภาพของคนในครอบครัวดีขึ้น จะต้องให้เวลาในการพูดคุยกันมากขึ้น ต่างฝ่ายต่างไม่ควรอยู่ในมุมของตนเองมากจนเกินไป โดยพ่อแม่ควรจะฟังเด็กพูดมากขึ้นและให้เขาเข้ามาร่วมในการตัดสินใจสิ่งต่างๆ ด้วย จะทำให้เขาเห็นว่าพ่อแม่ให้ความสำคัญ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นแบบปัจจุบันที่พ่อแม่ฟังเด็กแล้วสุดท้ายพ่อแม่ก็ตัดสินใจแทนเสียเอง" น.ส.ศิวพร กล่าว
ด้าน ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ กล่าวว่า จากข้อมูลโครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชน พบว่า โครงสร้างพื้นฐานของครอบครัวไทยมีอัตราการหย่าร้างเพิ่มมากขึ้น โดยปี 2548 คู่สมรส 4.27 คู่ จะมีการหย่าร้าง 1 คู่ แต่ในปี 2551 คู่สมรส 3.03 คู่ จะมีการหย่าร้าง 1 คู่ ทั้งนี้เด็กที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่มีความเสี่ยงที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหาสูงกว่าเด็กที่อยู่ในครอบครัวปกติ ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลรายจังหวัด ปี 2550-2551 พบว่า ความเสี่ยงที่เกิดกับเด็กทุกระดับการศึกษาในกลุ่มที่ไม่อยู่กับพ่อแม่ ได้แก่ ความเสี่ยงต่อการออกเที่ยวกับเพื่อนตอนกลางคืน ความเสี่ยงในการสูบบุหรี่ ความเสี่ยงในการดื่มเหล้า ความเสี่ยงในการดูคลิป ความเสี่ยงในการมีเพศสัมพันธ์ และความเสี่ยงในการยอมรับการอยู่ก่อนแต่ง
ดร.อมรวิชช์ กล่าวอีกว่า เด็กระดับ ม.ต้น กลุ่มที่อยู่กับพ่อแม่ ความเสี่ยงในการมีเพศสัมพันธ์อยู่ที่ 5.6% ส่วนกลุ่มที่ไม่อยู่กับพ่อแม่ ความเสี่ยงอยู่ที่ 6.71% เด็กระดับ ม.ปลาย กลุ่มที่อยู่กับพ่อแม่ ความเสี่ยงอยู่ที่ 12.3% ส่วนกลุ่มที่ไม่อยู่กับพ่อแม่ ความเสี่ยงอยู่ที่ 15.28% เด็กระดับอาชีวศึกษา กลุ่มที่อยู่กับพ่อแม่ ความเสี่ยงอยู่ที่ 30.59% ส่วนกลุ่มที่ไม่อยู่กับพ่อแม่ ความเสี่ยงอยู่ที่ 34.32% และเด็กระดับอุดมศึกษา กลุ่มที่อยู่กับพ่อแม่ ความเสี่ยงอยู่ที่ 34.57% ส่วนกลุ่มที่ไม่อยู่กับพ่อแม่เสี่ยง 42.13%
"การแก้ปัญหาครอบครัว จะต้องแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนควบคู่ไปด้วย โดยนอกจากกลไกระดับชาติแล้ว จะต้องอาศัยกลไกของชุมชนและท้องถิ่นด้วย หากภาครัฐสนับสนุนให้ชุมชนร่วมทำงานในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ปัญหาก็จะคลี่คลายลงได้" ดร.อมรวิชช์ กล่าว
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี