บทวิเคราะห์ : การศึกษาศาสนาควรต้องอยู่ในห้องเรียนหรือไม่??? (เนื่องในวันมาฆบูชา 2)

บทวิเคราะห์ : การศึกษาศาสนาควรต้องอยู่ในห้องเรียนหรือไม่??? (เนื่องในวันมาฆบูชา 2)

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ในตอนที่แล้วที่ทางสำนักข่าวแห่งชาติ ได้ทำการเปรียบเทียบผลงานวิจัยจากศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ระหว่างปี 2551-2552 ที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับหลักธรรมคำสอน รวมถึงวันสำคัญทางศาสนา และนำไปสู่พฤติกรรมทางศาสนาของเด็กและเยาวชนไทยในแต่ละปี มีแนวโน้มที่จะลดลงเรื่อย (ติดตามได้จาก บทวิเคราะห์: สถานการณ์ความแข็งแรงทางจริยธรรมของเด็กไทย) ประเด็นเรื่องของการปลูกฝังหลักธรรมทางศาสนานี้ ทุกๆ ปี จึงมักพุ่งประเด็นไปที่การเพิ่มหลักสูตรการศึกษาในโรงเรียนเป็นหลัก แต่เหตุใดในแต่ละปีผลสำรวจยังคงชี้ว่าเด็กและเยาวชนไทยยังคงห่างไกลทั้งต่อความสนใจ ใส่ใจทางหลักธรรมคำสอนและศีลธรรมจรรยาที่เริ่มลดน้อยถอยลง???? สำนักข่าวแห่งชาติ ประเมินว่าปัญหา คือ การศึกษาพุทธศาสนาในห้องเรียนปัจจุบัน เป็นการสอนด้วยรูปแบบทางการศึกษา มากกว่าสอนด้วยรูปแบบจิตวิญญาณหรือไม่??? การศึกษาหรือความรู้ คือ สิ่งที่กำหนดขึ้นโดยมนุษย์ ว่าอะไรคือสิ่งที่ควรรู้และอะไรที่ไม่ควรรู้ เน้นการสัมผัสทางกาย โดยใช้สมองเป็นทางได้มาซึ่งความรู้ จับต้องพิสูจน์ได้ในเชิงวิทยาศาสตร์ และมีกฎเกณฑ์ต่างๆ เป็นตัวกำหนด เช่น กฏทางวิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ จิตวิทยา แต่ไม่ได้เน้นให้คนเข้าใจในสิ่งเหนือมนุษย์ ขณะที่ จิตวิญญาณ (Spiritual) เป็นหัวใจสำคัญของการได้มาซึ่งความรู้ ที่ใช้การสัมผัสทางใจเป็นหลัก หรือหมายถึงการรับรู้ด้วยหัวใจซึ่งมีความลึกซึ้งกว่าความรู้และยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้ และนำมาซึ่งตัวตนของบุคคล หากมองถึงการึกษาในปัจจุบันอาจปฏิเสธไม่ได้ว่าหลักสูตรส่วนใหญ่เน้นการเรียนแบบอาศัยความรู้ความเข้าใจ และการท่องจำเป็นหลัก แต่ไม่ได้เน้นการเห็นด้วยใจหรือด้วยความเชื่อถือศรัทธา การที่เด็กและเยาวชนจะมีธรรมอยู่ในใจจึงเป็นเรื่องที่ยากหากให้การศึกษาแต่เพียงประการเดียว แต่ขาดการให้ความสำคัญทางจิตวิญญาณ คำถามคือ เราจะทำอย่างไรที่จะผนวกการศึกษาทางศาสนาเข้ากับจิตวิญญาณ??? หากมองย้อนไปถึงจิตวิญญาณที่เน้นการสัมผัสทางใจ การนำหลักการทางศาสนาให้เข้ามาอยู่ในวิถีชีวิต และในการกระทำต่างๆ จะเป็นการหล่อหลอมจิตวิญญาณได้ทางหนึ่ง ในที่นี้หมายถึง ไม่ใช่แค่ในห้องเรียน แต่ต้องหมายรวมถึงระบบ ครอบครัว สังคม รวมถึงสื่อมวลชน ที่ต้องผนวกหลักธรรม ศีลธรรมที่ดีงาม บาปบุญคุณโทษ เข้าไปในการดำเนินชีวิตเป็นกิจวัตรประจำวัน เช่น สื่อต้องเสนอบาปบุญคุณโทษผนวกลงไปในข่าว... ในห้องเรียนศีลธรรมคุณงามความดีต่างๆ ต้องไม่อยู่เพียงแต่ในคาบเรียนวิชาพุทธศาสนา... และในครอบครัวควรมีการพูดคุยสั่งสอนอบรม... นั่นหมายถึงการดำเนินชีวิตตามหลักธรรมนั่นเอง ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้เคยกล่าวถึง การศึกษาด้านศาสนากับปัญหาของเด็กไทยปัจจุบัน กับทางสำนักข่าวแห่งชาติว่า ระหว่างการศึกษาและศาสนา ถือเป็นความขัดแย้งอย่างชัดเจนการแก้ไขอาจเป็นไปได้ยาก แต่ทางแก้ที่อาจทำได้คือ 1) การกลับสู่ธรรมชาติ ที่คนไม่จำเป็นต้องเรียนแต่ในห้องเรียน แต่ศึกษาได้ตามธรรมชาติและวิถีชีวิต วิธีนี้จะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจถึงความรู้ต่างๆ มากขึ้น แต่วิธีนี้ก็ถูกมองว่า การปฏิบัติในปัจจุบันอาจทำได้ยาก เพราะเป็นสังมมวลชน 2) เปลี่ยนการศึกษาให้เป็นองค์รวม เรียนให้หลากหลาย เพื่อไม่ให้คิดด้านดำหรือขาวเพียงด้านเดียว เป็นการมองให้รอบเมื่อมองได้รอบ มนุษย์ก็จะเข้าใจโลกมากขึ้น ตามหลักการทางพุทธศาสนานั่นเอง และ3) ต้องเน้นให้เยาวชนเห็นถึงการทำประโยชน์ต่อโลก ต่อมนุษยชาติ มากกว่าการทำประโยชน์เพื่อตนเอง "คิดถึงคนอื่นให้มากขึ้น คิดถึงตัวเองให้น้อยลง โดยเอาหลักธรรมทางศาสนา ที่ไม่ใช่การท่องจำใส่เข้าไปในบทเรียนของทุกวิชา เช่น วิชาเศรษฐศาสตร์ หลักการขายไม่จำเป็นต้องแสวงกำไรอย่างเดียว แต่ควรมีการให้ หรือเน้นประโยชน์ต่อสังคมด้วย อย่างในโลกมุสลิม ที่ใช้วิธีการสอนสายสามัญ โดยเน้นถึงการรับใช้พระผู้เป็นเจ้า ด้วยการเน้นการเรียนเพื่อประโยชน์ต่อคนอื่นเป็นหลัก การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ อาจจำเป็นต้องอาศัยเวลาและกำลังคนที่จะผนวกรวมทั้งสองความรู้เป็นหนึ่งเดียวกัน จึงต้องอาศัยทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว โรงเรียน หรือสังคม ในการช่วยกันแก้ไขโดยจะปัดความรับผิดชอบมิได้ เพราะถือเป็นความจำเป็นที่เด็กและเยาวชนต้องเติบโตมาพร้อมกับการมีคุณธรรมและจริยธรรม เพราะทุกปัญหาที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน เมื่อมองอย่างลึกซึ้งแล้ว ล้วนมาจากการที่มนุษย์ ห่างจากการเรียนรู้ทาง ศาสนธรรมมากขึ้น และสุดท้ายก็เกิดเป็นความขัดแย้งรุนแรงในสังคมตามมาในที่สุดนั่นเอง พิมพิดา โยธาสมุทร เรียบเรียง ชูชาติ เทศสีแดง บรรณาธิการ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล