มันเป็นสิทธิของ "เขา" เราอย่าไปดราม่า..!?

มันดูเหมือนจะจบ... แต่ไม่จบ... สำหรับกรณี สถานทูตสหรัฐอเมริกา ที่ออกมาปฏิเสธการออกวีซ่าให้กับนักพูดชื่อดัง "เบสท์ อรพิมพ์"
หลังเกิดเหตุการณ์ หลังการแพร่กระจายของข่าวโดยเฉพาะในสังคมโซเชียล กระแสวิพากษ์วิจารณ์ขนานใหญ่เกิดขึ้นร้อนแรงอยู่ไม่น้อย
โดยเหตุผลที่สถานทูตปฏิเสธมีความชัดเจน เมื่อเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ได้ตอบคำถามเครือเนชั่น กรณีดังกล่าวว่า...
"สหรัฐฯ มีกฎหมายคุ้มครองส่วนบุคคล จึงไม่อาจเปิดเผยเหตุผลที่ปฏิเสธการยื่นขอวีซ่าของบุคคลดังกล่าวได้ แต่เจ้าตัวสามารถสอบถามถึงเหตุผลกับสถานทูตฯ ได้ทันที หลังจากที่ได้รับแจ้ง เช่นเดียวกันกรณีที่ผู้ยื่นขอวีซ่าไม่เคยกระทำผิด มีที่ทำงานเป็นหลักแหล่ง มีประวัติการเดินทางไปและกลับแน่นอน หากได้รับปฏิเสธให้วีซ่าเพราะยื่นเอกสารไม่ครบ เจ้าหน้าที่จะร้องขอเอกสารเพิ่มเติม เชื่อว่า ถ้ายื่นใหม่ (Re - Apply) เพื่อแก้ไขให้ถูกต้อง ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร"
เมื่อถามว่า กรณีที่ เบสท์ อรพิมพ์ เดินทางไปพูดเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจฯ แล้วถูกปฏิเสธขอวีซ่า อาจจะส่งผลบานปลายต่อไป ทางเจ้าหน้าที่สถานทูตฯ ชี้แจงว่า "ในหลักการทั่วไปแล้ว หากผู้ยื่นขอวีซ่าเดินทางไปโดยมีภารกิจที่ชัดเจน ซึ่งไม่ใช่เพื่อเดินทางท่องเที่ยวอย่างเดียว ก็ควรต้องยื่นขอวีซ่าประเภทให้ถูกต้องกับวัตถุประสงค์การเดินทาง อย่างกรณีของนางสาวอรพิมพ์ การยื่นขอวีซ่า เข้าข่ายวีซ่าประเภท วีซ่าเยี่ยมเยียน B-1/B-2 "
"อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่ควรจะโยงไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เพราะปัจจุบันการเดินทางไปสหรัฐฯ ไม่ยากขนาดนั้น หากให้ข้อมูลเอกสารที่ถูกต้อง ครบถ้วน และชัดเจนกับทางสถานทูต สถานทูตสหรัฐฯ ก็ยินดีอำนวยความสะดวกให้เดินทางไปสหรัฐฯ เป็นตามปกติ"
ส่วนเจ้าตัว เบสท์ อรพิมพ์ ก็ได้ออกมาชี้แจงผ่านโลกโซเชียลเช่นกันว่า เหตุผลน่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว น่าจะเป็นปัญหาจากที่ตนมีปัญหาเรื่องธุรกิจส่วนตัวและมีปัญหาติดเครดิตบูโร ซึ่งดูเหมือนเจ้าตัวจะยอมรับการตัดสินใจไม่ได้ติดใจอะไร พร้อมขอร้องไม่ให้ดึงเรื่องนี้ไปโยงใยใดๆ ทั้งสิ้น แต่ทั้งนี้ ทางเครดิตบูโร ได้ออกมาชี้แจงแล้วว่า ไม่น่าจะเป็นผลมาจากเครดิตบูโร ไม่เคยขึ้นบัญชีต้องห้ามใดๆทั้งสิ้น
เช่นเดียวกับระดับผู้นำประเทศ นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ให้ความเห็นชัดเจนว่า เรื่องนี้เป็นสิทธิของทางสถานทูตสหรัฐฯ ไม่มีใครไปก้าวก่ายได้ เหมือนกับ ประเทศเราก็มีสิทธิที่จะให้ใครเข้าหรือไม่เข้าประเทศก็ได้
เป็นอันว่า ทุกฝ่ายต้องการให้เรื่องนี้จบ... ไม่อยากให้ต่อความยาวสาวความยืดและไม่ควรนำมาเป็นประเด็นที่กระทบกระทั่งระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง สมควรยิ่ง แต่....
เรื่องนี้มันเป็นการจบ..แบบไม่จบ ถูกต้องในแง่ของการดำเนินการต่างๆ นานาจบ เพราะมันเป็นสิทธิของ ประเทศที่มีอำนาจอธิปไตยโดยสมบูรณ์ ที่จะอนุญาตให้ใครเขาเมืองเข้าประเทศก็ได้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์หลักปฏิบัติ ของเขา แต่จะให้คนไทยจำนวนมากจบความรู้สึกกับเรื่องนี้ไปด้วยคงยาก
เพราะสิ่งที่เขารู้สึกก็คือ เหตุใด เพราะอะไร กับคนบางพวก แม้แต่คนที่มีสถานะเป็นนักโทษหนีคดีอาญา ยังได้รับอนุญาตให้เข้าเมืองเข้าประเทศ ไปบรรยายตามมหาวิทยาลัยห้องแถว เพื่ออวดอ้างตีข่าวไปทั่วยังทำได้ และสามารถเข้าออกไม่ใช่ครั้งเดียวเสียด้วยซ้ำ
ดังนั้น มันก็เป็นสิทธิของคนไทยจำนวนหนึ่งด้วยเช่นกัน ที่มีสิทธิคิดและรู้สึกถึงมาตรฐานวิธีการปฏิบัติของประเทศมหามิตร ประเทศที่เป็นพี่เบิ้มของโลกเสรีประชาธิปไตย ประเทศที่ยึดหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเข้มแข็ง จึงมีวิธีคิดวิธีปฏิบัติเช่นนี้
ดังนั้น เรื่องนี้มันจบ ไม่มีใครอย่างขยายความให้บานปลาย แต่ ในความรู้สึกคือ มันไม่จบ มันคือข้อเท็จจริง.....!? ส่วนการสะสมความรู้สึก จะส่งผลต่ออนาคต ต่อความสัมพันธ์ ความรู้สึกที่ดีต่อ ความร่วมมืออะไรหรือไม่ในอนาคต มันเป็นเรื่องอนาคตครับ..!
โดย เปลวไฟน้อย
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


