“มูลนิธิกระจกเงา” นักสืบผู้ตามหา “ดวงใจ” ที่สูญหาย

“มูลนิธิกระจกเงา” นักสืบผู้ตามหา “ดวงใจ” ที่สูญหาย

“มูลนิธิกระจกเงา” นักสืบผู้ตามหา “ดวงใจ” ที่สูญหาย
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เมื่อไม่นานมานี้แคมเปญคนหายหน้าเหมือนที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่งกับมูลนิธิกระจกเงา องค์กรช่วยเหลือเรื่องคนหายเป็นแคมเปญที่ได้รับการพูดถึงและส่งต่อในโลกออนไลน์เป็นอย่างมาก


เหตุผลหนึ่งคงเป็นเพราะรูปแบบแคมเปญอันสร้างสรรค์ ที่ต้องการให้เรื่องคนหายเข้าไปอยู่ในความสนใจของสังคมเพิ่มมากขึ้น Sanook! News มีโอกาสพูดคุยกับคุณเอก เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข กรรมการมูลนิธิ และหัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา ถึงจุดเริ่มต้นและพันธะกิจสำคัญที่ใช้เวลาหลายสิบปีฟันฝ่าปัญหาและอุปสรรคเพียงเพื่อตามคนรักกลับบ้าน


หน้าที่การเป็น "กระจกเงา" สะท้อนเรื่องราวความเป็นจริงของสังคมของมูลนิธิเริ่มต้นขึ้นมานานกว่า 20 ปี หากแต่ในช่วงแรกของการทำงาน ปัญหาเรื่องคนหายในประเทศไทยถือเป็นเรื่องใหม่ ทุกคนจึงทำงานแบบขาดองค์ความรู้


"ตอนนั้นเราเป็นมวยวัด เราแก้ปัญหาทุกอย่างที่ตัวเองคิดว่าใช่ พอเรามีประสบการณ์มากขึ้นก็เอาประสบการณ์ที่ผ่านมาเป็นแบบแผนในการแก้ปัญหา สมัยก่อนเรารับแจ้งคนหายโดยไม่มีการแบ่งประเภท แต่พอทำงานไปก็เริ่มมีการแบ่งประเภทและเริ่มรู้ว่าคนหายแต่ละประเภทมีวิธีการตามหาอย่างไร"


ตั้งแต่เริ่มตามคนหายสถิติคนหายในบ้านเรากลับเพิ่มมากขึ้น แม้มูลนิธิกระจกเงาจะสามารถตามคนหายส่งตัวกลับบ้านได้มากถึง 80 % แต่ทางมูลนิธิก็ยังต้องการให้ทุกคนรู้สึกว่าปัญหาเรื่องคนหายนั้นเป็นปัญหาใกล้ตัว


"สาเหตุที่มีคนหายมากที่สุดคือเด็กสมัครใจหนีออกจากบ้านตัวเอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาวะความอ่อนแอของสถาบันครอบครัว แต่การที่เด็กหนีออกจากบ้านนั้นเป็นการสร้างปัญหาอื่นๆ ตามมาในสังคม เพราะประมาณ 90 % ของเด็กผู้หญิงที่หนีออกจากบ้านจะจบลงด้วยการไปมีเพศสัมพันธ์กับคนที่เพิ่งรู้จักในอินเทอร์เน็ต เพื่อน แฟน และปัญหาที่เกิดตามมาคือการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน ซึ่งทำให้เกิดการตั้งครรภ์แบบไม่ได้ตั้งใจ และนำไปสู่การทำแท้ง ทิ้งเด็ก ส่วนเด็กผู้ชายมักเข้าสู่วงการอาชญากรรม เช่นลักจี้ ชิงปล้น เริ่มใช้สารระเหย นอกจากนี้ยังมีเด็กหายจากการถูกลักขโมย ซึ่งนับเป็น 10 % แต่กลับเป็นปัญหาที่รุนแรง เพราะเด็กที่ถูกลักพาตัวมีอายุน้อยแค่ 4-8 ขวบ และถูกพาไปกระทำทางเพศ และระยะหลังมักจบลงด้วยการฆาตกรรม และจากสถิติที่ผ่านมา 50 % ของเด็กที่ถูกลักพาตัวมักจะไม่สามารถกลับมาแบบที่มีชีวิตอยู่"


แน่นอนว่าการทำงานในลักษณะนี้ย่อมกระทบกับกลุ่มคนผู้เสียผลประโยชน์บางกลุ่ม และทำให้การตามหาคนหายกลับมายากมาก "เราเจอผู้มีอิทธิพลหลายครั้ง เสี่ยงอันตราย มีคนเคยโทรมาบอกว่าไม่พอใจ อย่ายุ่งกับเรื่องนี้ ถ้าเข้าไปตามหาเด็กหายในพื้นที่จะถูกทำร้าย หรือโดนข้อหาบุกรุก มีอันตรายหลายอย่างที่เราไม่ได้เล่าให้ใครฟัง ซึ่งเป็นบทเรียนที่ทำให้เราต้องระมัดระวังตัว ไม่ทำให้ตัวเองมีความเสี่ยง ต้องทำงานกับเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย เพราะเราไม่ใช่พระเอกที่จะบุกเดี่ยวไปแก้ปัญหาได้"


"บางครั้งเราอาจเหนื่อยบ้างแต่ก็ไม่ท้อ หรือคิดอยากเลิกทำเพราะเวลาท้อจะมีสิ่งประหลาดมากคือเจอเด็กหายที่กำลังตามหา ภาพวินาทีที่แม่โผเข้ากอดลูก กลายเป็นพลังและกำลังใจให้เราเป็นอย่างมาก เหมือนเป็นการชาร์ตแบตให้เรามีกำลังใจต่อสู้ พร้อมต่อกรกับทุกปัญหา เราหวังว่าสิ่งที่เราทุ่มเทลงไป ผลที่เกิดขึ้นจะทำให้เราหายเหนื่อย"


ที่ผ่านมาทางมูลนิธิพยายามทำให้เรื่องคนหายกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวด้วยสื่อโฆษณาต่างๆ อย่างทำรถเมล์ตามหาคนหายโดยการติดรูปเด็กหายบนตัวรถเมล์ที่วิ่งเข้าไปในเมือง สำหรับแคมเปญคนหายหน้าเหมือนนั้นนับเป็นไอเดียที่บริษัทโฆษณาตั้งใจเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาคนหายให้เข้าใกล้คนทั่วไปมากยิ่งขึ้น หลังจากแคมเปญนี้ออกไปทำให้เพจของมูลนิธิกระจกเงามีจำนวนแฟนเพจเพิ่มมากขึ้นประมาณ 2 หมื่นกว่าคน ถือเป็นการขยายเครือข่ายให้กว้างขึ้น

"แคมเปญออกไปแล้ว ประชาชนอาจจะยังจำหน้าคนหายไม่ได้มากขนาดนั้น เพราะโดยธรรมชาติคนจะจำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ไม่นาน แต่โครงการนี้ทำเพื่อให้สังคมรับรู้ถึงปัญหาคนหาย เปิดใจ รวมทั้งแคมเปญนี้จะนำไปสู่คนที่ไม่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้จำนวนมากให้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ส่วนจะจำใบหน้าของคนหายได้มากน้อยแค่ไหน คงตอบไม่ได้ เราต้องทำแคมเปญแบบนี้ออกมาเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้สังคมลืมเลือนและเย็นชากับปัญหาคนหาย วันหนึ่งปัญหาคนหายจะอยู่ในชีวิตประจำวันของคุณมากขึ้น"


นอกจากแคมเปญหรือสื่อการตามหาคนหายจะชักชวนให้คนทั่วไปช่วยเป็นหูเป็นตาสอดส่องตามหาบุคคลสูญหายแล้ว นี่ยังถือเป็นการทำงานเชิงป้องกัน เพราะสื่อเหล่านี้จะกระตุกต่อมความคิดให้คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ใหญ่ ผู้ปกครอง บุคคลทั่วไประมัดระวัง ดูแลเอาใจใส่คนใกล้ชิดของตนเองมากยิ่งขึ้น


"จริงๆ เราอยากให้หน่วยงานของรัฐมองปัญหานี้เป็นเรื่องโครงสร้าง และมีวิธีการจัดการปัญหาที่ดี หวังว่าสักวันหนึ่งจะมีหน่วยงานตำรวจที่รับผิดชอบติดตามคนหายโดยตรงเหมือนต่างประเทศ ซึ่งวันนั้นจะเป็นวันที่เราปิดมูลนิธิกระจกเงาของเราลง"


การปิดตัวลงของมูลนิธิกระจกเงา คือเป้าหมายที่ทางมูลนิธิอยากเดินทางไปถึง นับเป็นเป้าหมายที่แตกต่างจากองค์กรหรือหน่วยงานอื่นๆ เพราะการปิดตัวลงของมูลนิธิย่อมหมายถึงจะมีผู้เข้ามารับผิดชอบจัดการดูแลปัญหานี้โดยตรง หากแต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือคนในสังคมรู้สึกว่าปัญหาเรื่องคนหายคือเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งในชีวิตประจำวัน เพราะทุกคนย่อมมีคนที่ตนรักและห่วงใย

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล