อีกไม่นานจะหมดยุด นักการเมืองเฟื่องโวหาร..!!

อีกไม่นานจะหมดยุด นักการเมืองเฟื่องโวหาร..!!
S! News

สนับสนุนเนื้อหา

บอกไปแล้วว่า คนอกหัก ให้หยุดตัวเองและทบทวนความผิดพลาดอย่างจริงจังไม่ใช่แค่ลมปาก..วันนี้บอกต้องทบทวน พออีกวันก็ออกมาพ่น โทษโน้น โทษนี้ ไปเรื่อยเปื่อย บอกแล้วว่า ในยุคนี้ไม่มีใครผูกขาดข้อมูล การเข้าถึงข้อมูลง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วย ไม่ว่าจะข้อมูลในประเทศหรือต่างประเทศ ภายใต้ ยุคก้าวสู่ 4.0

นักการเมือง นักวิชาการที่ยังหลงตัวเองคิดว่าเป็นคนกุมข้อมูล สามารถกำหนดข่าวสารที่สื่อไปยังสังคมได้เหมือนในอดีต ต้องคิดเสียใหม่ การพัฒนาของระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง เปิดโลก ทะลายกำแพง ข้อจำกัดเหล่านั้นลงอย่างราบคราบ แม้แต่สื่อสิ่งพิมพ์ซึ่งมีเงื่อนไขในเรื่องการเข้าถึง และ ความเร็วในการนำเสนอ ยังยอมรับตัวเองว่า แม้นไม่ตายก็อยู่อย่างลำบาก..

บรรดานักการเมือง ที่ปลิ้นปล้อน พูดอย่างทำอย่าง อย่าคิดว่าจะทำได้อีกต่อไป ด้วยเทคโนโลยีการบันทึกภาพบันทึกเสียง ที่ทุกคนสามารถเป็นผู้สื่อสารได้ มีการเก็บบันทึกได้อย่างง่ายดาย และสามารถนำออกมาตอกย้ำ สิ่งที่บรรดานักปลิ้นปล้อน ได้ทุกเมื่อเชื่อวัน

การครอบงำความคิดของคนในสังคม การสร้างภาพสร้างความนิยม แบบเดิมที่ยึดกุมสื่อ หนังสือพิมพ์ สื่อทีวีแบบเดิมไม่มีทางทำได้อีกต่อไป เพราะการเพิ่มขึ้นของสื่อสมัยใหม่จำนวนมาก และสื่อโซเชียลมีเดีย ไปไกลมากเกินกว่า ใคร กลุ่มใดจะควบคุมได้ง่ายๆอีกต่อไป

ดูตัวอย่างของความพยายามของกลุ่มการเมืองฝั่งตรงข้ามรัฐบาล ในการใช้กระบอกเสียงสื่อของกลุ่มตัวเอง..ออกมาสร้างภาพความน่ากลัวของเศรษฐกิจไทย อ้างถึงเหตุผลใดๆมาสนับสนุนโจมตีเพียงใดก็ตาม แต่กลับไม่มีผลกระทบหรือสร้างความหวั่นวิตกใดๆให้กับคนในสังคมได้ นอกจากกลุ่มก้อนตัวเอง ที่ปักใจเชื่อตามการสร้างภาพของกลุ่มพวกเดียวกันเอง

จริงอยู่ว่า โดยภาพรวมของเศรษฐกิจ ไม่ได้มีความคล่องตัวเหมือนในยุคเฟืองฟูบ้างช่วงที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้ฝืดเคืองจนไม่อาจรับได้ ดูตัวอย่างผลการสำรวจการว่างงานซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งในการประเมินของสื่อต่างประเทศที่เขายกให้เราเป็นประเทศที่มีความสุขเป็นอันดับ 1 ของโลกดู ตรงกันข้ามกับ คนของฝ่ายตรงข้ามที่ป่าวประกาศอยู่ทุกวัน

และจากการเปิดเผยล่าสุด จาก นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการบีโอไอ ระบุถึงผลสำรวจความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในประเทศไทย ประจำปี 2559 จากจำนวนกว่า 600 บริษัทที่ตอบแบบสอบถามและให้สัมภาษณ์เชิงลึก พบว่า นักลงทุนต่างชาติมีความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย โดยนักลงทุน 32.8% มีแผนจะขยายการลงทุนในประเทศไทย ซึ่งมีสัดส่วนสูงกว่าที่ได้มีการสำรวจในปี 2558 และ 2557 ที่มีสัดส่วนนักลงทุนที่ต้องการขยายการลงทุนอยู่ที่ 25.2% และ 23.5% ตามลำดับ ขณะที่นักลงทุนอีก 64.3% ยืนยันจะเดินหน้าลงทุนในไทยตามแผนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนนักลงทุนที่จะลดระดับการลงทุนในไทยลงนั้นมีสัดส่วนเพียง 2.7% เท่านั้น

ทั้งนี้ทั้งนั้น จากประสบการณ์ที่ผ่านมา หาก เศรษฐกิจ หรือ ปากท้องของคนในประเทศยากลำบากจริง เชื่อได้เลยว่า การเคลื่อนไหวของผู้คนในสังคมเพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจในการบริหารประเทศ จะมีมากและมีปฏิกิริยาที่ตรงกันข้ามกับผลของประชามติ ร่าง รธน. อย่างแน่แท้ ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้การบริหารแบบใด ในยุคที่การปกครองมีการใช้อำนาจเข้มข้นมากกว่านี้ ยังไม่อาจทานกระแสของประชาชนได้ หากปากท้องของประชาชนอดอยากข้นแค้นจริง..

ถึงวันนี้ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า บรรดานักการเมืองปากดี จำนรรจาเก่ง ใช้โวหารสร้างภาพสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวเอง กลับไปทบทวนตัวเองเสียใหม่ วันนี้ สังคมเปลี่ยนแปลงไปมากมากกว่า ที่จะใช้วิธีการแบบเดิมได้อีกต่อไป แม้ว่าในบางส่วนบางพื้นที่อาจจะไม่ทันยุคทันสมัยได้เร็วเท่ากับสังคมเมืองก็ตามแต่ การเปลี่ยนแปลงได้แผ่ขยายไปจนเกือบทุกย่อมหญ้าแล้ว...แม้แต่ คนอายุ 60 - 70 ยังเล่นไลน์เล่นเฟซ.. ทบทวนตัวเองเสียเถิดครับ..วันนี้ไม่มีใคร อ้างตัวเป็นศูนย์กลางของจักรวาลได้ง่ายๆหรอกครับ ปรับตัวเองเสียก่อน จะตกยุคสมัย หรือไล่ตามยุคสมัยไม่ทัน...ครับ เชื่อว่าในระยะเวลาไม่นาน ในยุคสมัยใหม่ จะไม่มีที่วางให้นักการเมืองเฟื่องโวหาร แต่ปฏิบัติทรามอีกต่อไป.......

โดย เปลวไฟน้อย

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!