ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร "ต้อม รัชนีกร" รักล้มเหลว-ป่วยซึมเศร้า-คิดฆ่าตัวตาย

ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร "ต้อม รัชนีกร" รักล้มเหลว-ป่วยซึมเศร้า-คิดฆ่าตัวตาย
S! News

สนับสนุนเนื้อหา

กว่าชีวิตจะเดินทางมาสู่การมีครอบครัวที่สมบูรณ์ได้ทุกวันนี้ "ต้อม รัชนีกร พันธุ์มณี" ถือเป็นผู้หญิงอีกคนที่ชีวิตรักต้องผ่านความผิดหวังกับการใช้ชีวิตคู่มาแล้วถึงสองครั้งสองครา ครั้งแรกเริ่มต้นเพราะความรักแต่เพราะนิสัยที่เข้ากันไม่ได้ และต้องแบกรับหน้าตาทางสังคมไว้จึงกลายเป็นความอึดอัดที่ทำให้เธอป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจนเกิดความคิดฆ่าตัวตาย!!

รักครั้งที่สองกับ "ความรัก" ที่เกินคำว่ารักกลายเป็น "การครอบครอง" และถูกจำกัดอิสระในการใช้ชีวิตจึงเป็นปัญหาสะสมให้เธอตัดสินใจหนีกลับประเทศบ้านเกิด ดังนั้นชีวิตคู่ที่ไม่ประสบความสำเร็จสอนบทเรียนอะไรให้กับชีวิตของเธอบ้าง "ต้อม รัชนีกร" พร้อมแล้วกับการตีแผ่ชีวิตจริงที่ยิ่งกว่าละครที่เล่นเองเจ็บเองของตัวเอง

ชีวิตคู่ครั้งแรก "เข้ากันไม่ได้" จุดเปลี่ยนชีวิต "ป่วยทางจิต"

"เรื่องบางเรื่องมันไม่สามารถที่จะพูดให้ใครฟังได้ มันมีบางอย่างที่เราเข้ากันไม่ได้ไม่มีการตบตีเกิดขึ้นได้ แต่ด้วยนามสกุลทั้งสองนามสกุล มันต้องพยายามให้คงอยู่ไว้ แต่ว่าพออยู่ด้วยกันจริงๆ มันอยู่ไม่ได้ เหมือนเราต้องกดดันทุกสิ่ง กดอันอารมณ์เอาไว้ เพียงเพราะหน้าตานามสกุลทางสังคม เคยกลับบ้านแล้วมีกระดาษใบติดไว้ว่า นามสกุลของเราไม่เคยมีใครทำให้เสื่อมเสีย แม่ไม่อยากให้เราเป็นคนแรกที่ทำให้ตระกูลเราเสื่อมเสีย

แต่ในสมัยนั้นถ้ามีอะไรขึ้นมาผู้หญิงคือคนผิดตลอดสังคมไม่ได้เปิดเหมือนสมัยนี้ สมัยก่อนผู้หญิงทำอะไรผิดหมด จนกระทั่งรู้ตัวเราเริ่มไม่ปกติจากที่ทำงานอยู่เป็นคนปกติแต่พอรู้เขาจะกลับมามันอยู่ไม่ได้ตัวมันสั่น ขามันสั่น จนถามตัวเองว่าเป็นอะไรนอนไม่หลับ 4 วัน น้ำหนักลงเหลือประมาณ 35 กิโล จนในที่สุดเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่ปกติแล้วก็เลยตัดสินใจหอบไปหาหมอ ไปหาจิตเวชหมอบอกว่าคุณมีแต่ตัวคุณไม่มีวิญญาณเรียกว่าป่วยทางจิตเป็นภาวะซึมเศร้า"

เบื้องหน้านางเอกดัง เบื้องหลังป่วยทางจิตคิด "ฆ่าตัวตาย"

"ตอนนั้นเรียนยิงปืนแต่ตั้งแต่ก่อนแต่งงาน ช่วงนั้นมีปืนบนหัวเตียงเยอะมาก เพราะมีซ้อมยิงปืนประจำ และมันเป็นสภาวะที่หยิบปืนบนหัวนอนมาแล้ว ก็จ่อหัวทุกวัน แต่ก็ยังมีจิตใต้สำนึก มีหน้าแม่ขึ้นมา หน้าพี่ชาย ก็มีความรู้สึกว่าตายไปแล้วแม่กับพี่ล่ะ แต่มันจะเป็นอยู่อย่างนี้เป็นประจำ จนในที่สุดก็เลยเลือกที่จะไปหาหมอก็รักษาจนหาย

แต่กว่าที่จะรักษาจนต้องปรึกษาหมอจิตแพทย์อาทิตย์ละสองครั้ง แล้วก็กินยาจากที่นอนไม่ได้หมอก็จะให้ยาจำได้มื้อนึง 8 เม็ด ซึ่งในขณะนั้นก็เป็นนางเอกอยู่ด้วยแต่ไม่มีใครคิดว่าเป็นเพราะใช้ชีวิตปกติทั่วไปได้ แต่ถ้าอยู่คนเดียวอยากฆ่าตัวตายอยู่ตลอดเวลาเหมือนจิตสั่งการ ฉันเศร้า ฉันอยากตาย ตอนนั้นแย่ขนาดอยู่ที่โรงพยาบาลประตูหรือหน้าต่างเขาต้องล็อคหมดเพราะเราอยู่คนเดียวจะฆ่าตัวตาย"

"ต้อม รชนีกร" ปิดฉากชีวิตคู่ครั้งแรก

"ตอนนั้นบอกลุงว่าเราไม่ไหว จนในที่สุดคุณลงก็บอกเลิกก็เลิก ไม่เป็นไรหลานคนเดียวเลี้ยงได้ ถ้าอยากก็เลิกไม่บังคับ ก็เลยตัดสินใจว่าเลิก แต่ว่าเลิกก็ยังมีปัญหาตามมาอีกเยอะพอสมควร มันไม่ได้จบง่ายๆ จะไปเมืองนอกผ่อนคลายอยากไปแค่พักหัวสมอง เข้าสนามบินเจอนักข่าวเป็น 20- 30 คนไปรอก็แบบว่าต้องไปนั่งอยู่ในห้องรับรองข้างใน

ให้ตำรวจเอาพาสปอร์ตออกไปทำให้ข้างนอก อยู่ในบ้านมีนักข่าว 3-4 คน ปีนเข้าบ้านในยามวิกาลจะสัมภาษณ์เวลาดึก ต้องเอาตำรวจมาเฝ้าหน้าบ้านหลังบ้านข้างบ้าน แค่มีข่าวว่าเลิกเวลาจะออกนอกบ้านต้องเรียกเพื่อนเอารถมา 3-4 คัน เพื่อที่จะได้ออกพร้อมกัน ให้ใครตามไม่ได้ว่าเราไปตรงไหนชีวิตตอนนั้นมันขั้นนั้นเลย"

ซึ่งหลังจากชีวิตคู่ครั้งแรกปิดฉากลงในขณะที่ "ต้อม รัชนีกร" ยังเป็นนางเอกดังที่มีผลงานโด่งดังมากมายในยุคนั้น จึงทำให้เธอเลือกดำเนินชีวิตต่อไปกับการทำงานอย่างหนักหน่วง จนลืมใส่ใจสุขภาพและนำพาไปสู่จุดเปลี่ยนชีวิตอีกครั้งของชีวิตตนเอง

"ชีวิตตอนนั้นทำและมันเริ่มเหนื่อยที่ต้องถ่ายไปออนไปกับการทำงานละครสมัยก่อน เคยถึงขั้นถ่ายละครแล้วน็อคเข้าโรงพยาบาลร่างพังมากไม่ใช่แค่ให้น้ำเกลือ เพราะต้องฉีดกลูโคสเข้าเส้นซึ่งมันเป็นอะไรที่ทรมานมาก และมันรู้สึกว่าเริ่มเหนื่อยกับงาน มันถึงจุดสูงสุดแล้วมันอิ่มอยู่ตรงนี้มาสิบกว่าปี และอยากมีชีวิตครอบครัวที่ดีอีกครั้ง ก็เลยตัดสินใจแต่งงานเพราะระหว่างที่เล่นละครก็มีคนคุยๆ พอเขามาขอแต่งงานก็ตัดสินใจไปอยู่เมืองนอกเลย มันเป็นการตัดและทิ้งทุกอย่างในขณะที่ยังดังอยู่ แต่ด้วยความเป็นเด็กก็งี่เง่าไม่คิดอะไรแล้ว เหนื่อยกับชีวิตแล้ว มันมีจุดแบบนี้ของทุกคนที่เหนื่อยและไม่คิดอะไรแล้ว"

ชีวิตคู่ครั้งใหม่เหมือนจะดีแต่ "ไม่มีความสุข"

"ชีวิตคู่ครั้งที่สองมันมีความอึดอัดเกิดขึ้นเพราะว่าเราเป็นมนุษย์สังคมเจอคนมากมาย แต่วันนึงเราต้องอยู่แต่ในบ้าน สามีรักมากไม่ให้ออกไปไหนเลยทั้งสิ้น แค่ขับรถไปซุปเปอร์มาร์เก็ตข้างบ้าน ใบขับขี่ก็มี รถก็มีทุกสิ่งอันมีหมดแล้วก็ไม่ให้ไป ถ้าอยากได้อะไรบอก ขับรถไปซื้อให้ ซึ่งเราไม่ต้องการที่จะซื้อของ แค่ต้องการออกไปเดินข้างนอก เพราะเราคือคน เราไม่ใช่แมวใช่หมาที่จะต้องนั่งอยู่ในกรง เงินมันก็ไม่สามารถทำให้ชีวิตมีความสุขได้ในบางครั้ง"

"สามีรวยแต่มันอยู่ไม่ได้ ซึ่งบางคนก็คิดว่าไปใช้ชีวิตสบาย มันแฮปปี้ที่ร่างกายแต่มันไม่ได้แฮปปี้ที่จิตใจ ถ้าคุณไม่ได้ไปอยู่ตรงนั้นจริงๆ คุณไม่รู้หรอกว่าความเหงามันเป็นยังไง ทุกคนก็แบบอยากไปใช้ชีวิตที่เมืองนอก แต่การใช่ชีวิตที่เมืองนอกจริงๆ มันเหงามันไม่ใช่บ้านเรา ไปอยู่ที่บ้านใหญ่จริงๆ คุณไม่มีเพื่อนบ้านเหรอก เพราะว่าบ้านคนรวยเขาไม่มาเดินเคาะประตูแล้วคุยกันกว่าจะหลุดได้ก็นาน ไปๆ กลับๆ แล้วก็ราวเจ็ดปีค่ะ"

ชีวิตคู่ครั้งที่สอง "ความรัก" ที่กลายเป็น "การครอบครอง"

"ถามว่าแฟนผิดตรงไหนที่เขารัก แต่รักแบบนี้มันไม่ใช่เขารักเก็บเราไว้คนเดียว แต่กับเรามันกดดัน พอวันนึงเรามีลูกขึ้นมา ประมาณขวบสองขวบเราก็มานั่งคิดว่า ถ้าลูกโตขึ้นต้องโดนกักขังเหมือนเรา ชีวิตมันเริ่มไม่ใช่ และมีวันนึงเห็นลูกวิ่งออกไปหน้าบ้าน แล้วก็ไปเกาะรั้ว แล้วก็ตะโกน let me go! Let me go! ฉันจะออกไปข้างนอกลูกเรายังเป็นเลย เราก็มีความรู้สึกว่าไม่ได้แล้ว เราควรจะต้องทำอะไรสักอย่าง ต่อให้รักแค่ไหนเราต้องเอาลูกก่อนตอนนั้น ณ ตอนนั้นจะหนีเลยไม่ได้ ถ้าหนีเลยงานเข้าแน่ เราก็ค่อยๆ ศึกษากฎหมายเรื่อยๆ เราไม่มีทางที่จะได้ลูกแน่นอน เพราะเราเป็นแค่แม่บ้าน เงินเดือนก็ไม่มี งานก็ไม่มี ถ้ามีปัญหาฟ้องร้องกันเกิดขึ้น เขาได้ลูกแน่นอน"

"อดทน" อยู่เพื่อหนีกลับบ้านเกิด

"ตอนที่เริ่มเตรียมการจะหนีกลับก็ออกอุบายว่าขอไปเรียนภาษา ตอนแรกเขาไม่ให้ ก็ไปขอพ่อเขาแทนว่าช่วยไปขอให้หนูหน่อยหนูอยากไปเรียนอะไรก็ได้อย่างน้อยก็แบบได้เรียนภาษาเพิ่มก็ดี จนในที่สุดพ่อเขาก็ไปคุยจนเขายอมให้ไปเรียน พอเราเริ่มหลุดออกมาจากบ้าน เราก็เริ่มมาศึกษาว่ายังไง จนกระทั่งเรามาเจอกับอาจารย์ที่สอนภาษาก็เล่าเรื่องว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็เรียกไปคุยเราก็บอกว่ามันคือชีวิตจริงของฉัน ฉันอยากจะออกมาฉันต้องทำยังไง เขาก็ไปหาว่ามันมีศูนย์ช่วยเหลือของคนเอเชียที่มาแต่งงานกับคนอเมริกันแล้วมีปัญหาครอบครัว แต่ถ้าพ่อแม่มีปัญหาเขาอาจจะจับแยกกันก่อน แล้วลูกก็ไปอยู่อีกสถานที่"

"เขาต้องแยกพ่อไปก่อนหกเดือน แม่ไปก่อนไปเช็คระหว่างพ่อกับแม่ใครเป็นโรคจิตหรือเปล่า จนกว่าจะแน่นอนว่าปกติจริง แล้วคืนลูกเรามา แต่เราไม่ได้บ้าเป็นคนปกติ ก็เลยเริ่มมานั่งคิดว่าหนีดีกว่า เลยขออาจารย์ให้ช่วย อย่างเช่น ส่งตั๋วเครื่องบินไปที่บ้านอาจารย์ได้มั้ย และเริ่มดูว่ามีอะไรที่มีประโยชน์อะไรกับลูกที่จะเอาไปใช้ในเมืองไทยได้ก็ค่อยๆ แพ็คใส่กล่องเอาไปไว้ห้องใต้ดิน พอทุกคนออกนอกบ้านหมดก็จะไปขโมยรถเอาปากกาเมจิกติ๊กไว้ที่กระจกกระเบาะว่าจอดรถไว้ตรงไหน แล้วก็เอาไปหย่อนที่ไปรษณีย์ส่งทางเรือประมาณสามสี่เดือนถึงเมืองไทย มันก็คงเป็นเวลาเดียวกับที่เราจะเตรียมตัวหนี"

"เจ็บปวด" ตัดใจหนีทั้งที่ใจยังรัก

"มันเป็นอะไรที่เจ็บปวดนะ แต่เราก็เขียนจดหมายไว้เพราะคิดว่าถ้าไปเราไม่สามารถตีตรงกลับเมืองไทยได้ 17 ชั่วโมงเป็นไปไม่ได้ เขารู้แน่ว่าเราหนีถ้าแจ้งตำรวจเขาเช็คได้เพราะเราขโมยลักพาตัวเด็กอเมริกันเลยตายแน่ๆ ทิ้งจดหมายไว้หยั่งเชิงว่าฉันจะไปพักผ่อนที่แอลเอบ้านพี่สาวพี่ แต่ขอโทษมันเจ็บมาก มันหนีมามันจากมาทั้งที่มันรักมันเจ็บมันไม่ได้จากกันเพราะว่าเกลียดกัน ถ้าเกลียดกันคงแบบไปเลยแต่อันนี้จากกันแบบฉันก็รักเธอเธอก็รักฉัน หกเดือนที่โทรร้องไห้ทุกวันเขาก็ร้องไห้กลับมานะๆ จนในที่สุดก็ไม่รู้เลยจริงๆ ว่าเพราะอะไรเขาถึงหายไปจากชีวิตเขาหายไปจากชีวิตเลยจน 10 ปี วันนี้ทุกอย่างมันสายเกินไปแล้วเรามีลูกมีแฟนใหม่แล้ว"

"ต้อม รัชนีกร" กับชีวิตคู่ครั้งที่สาม

"ตอนนี้แฮปปี้ค่ะ เพราะว่าเหมือนเราเคยมีประสบการณ์ชีวิตมาแล้วเราปรับเข้าหากันได้ ชีวิตที่ใช้มามันเป็นอะไรที่มีประสบการณ์ แล้วเราจะไม่เอาประสบการณ์แย่ๆ ของทั้ง 2 ฝ่ายมาใช้ซึ่งกันก็เป็นความรักที่ราบเรียบได้ไม่มีอะไรที่หวือหวา ชีวิตเรามันค่อนข้างที่จะเจอคนยากมาก ซึ่งมันเป็นอะไรที่โชคชะตาหรือพรหมลิขิตที่ต้องไปเจอ เมื่อก่อนก็มีคนถามว่าจะแต่งเมื่อไหร่ไม่แต่งหรอกอายุก็ขนาดนี้แล้ว เพราะต่างคนก็ต่างเคยมีครอบครัวมาแล้วเขาก็มีลูกของเขาแล้วเราก็มีลูกของเราแล้วเรามองว่ามันไม่จำเป็นต้องมาจัดงานแต่งอะไรกันแล้ว"

"บทเรียน" ชีวิตคู่เล่นเองและเจ็บเอง

"สิ่งที่ได้จากความล้มเหลวในชีวิตคู่ทั้งสองครั้งที่ผ่านมาเราจะเป็นของเราแบบนี้ เราไม่ต้องการจะเปลี่ยน เพราะการที่จะต้องไปเปลี่ยนตัวเองให้ใครถ้าความรู้สึกว่ามันไม่ไหวมันก็ต้องกลับมาเป็นตัวเองอยู่ดี คุณจะต้องมานั่งเล่นละครอยู่ตลอดชีวิตเป็นไปไม่ได้ เราจะไม่ขอเปลี่ยนเธอต้องรับสภาพฉันให้ได้เราต้องการเป็นตัวของตัวเองซึ่งคนปัจจุบันเขารับได้ เราไม่ขอเปลี่ยนอะไรทั้งสิ้นมันเปลี่ยนมาแล้วถึง 2 ครั้ง ซึ่งเรารู้ตัวเองเลยว่ามันไม่ใช่บทเรียนที่เราเปลี่ยนชีวิตคู่เรา 2 ครั้ง เราล้มเหลวหมดเลยเราต้องเป็นตัวของเราดีที่สุดค่ะ"