บุกร้านข้าวแกง "ป๋าเทพ" ตลกสู้ชีวิต อร่อยสไตล์ลูกทุ่ง

S! News

สนับสนุนเนื้อหา

จากจุดเริ่มต้นสมาชิกพันทิปชื่อ แม่หนูนวล ได้เขียนรีวิวเรื่อง "ครัวคุณเทพ" ร้านล่าสุดของตลกชีวิต "เทพ โพธิ์งาม" ชื่อนี้ไม่มีวันตาย! ก็กลายเป็นกระแสพูดถึงอย่างครึกโครมในโลกโซเชียลจน ทีมข่าว Sanook!News ต้องลงพื้นที่ไปติดตามเรื่องราวชีวิตของ "ป๋าเทพ" ของตลกสู้ชีวิต ทีมข่าวของเราเดินทางไปตามเส้นทางพิกัดบนถนนเส้นคลองโยงมุ่งหน้าสู่บางเลนขับไปเรื่อยๆ ประมาณ 7 กิโลเมตร จนเวลาบ่ายๆ โมงกว่ามาถึงร้านที่อยู่ติดถนน มีลักษณะเป็นเพิงเล็กๆ แลดูโล่งโปร่งและเรียบง่าย ด้านหน้ามีโต๊ะชงเครื่องดื่ม และร้านขายขนมปัง ส่วนครัวอยู่ด้านหลัง ซึ่งตอนที่ทีมข่าว Sanook! News ไปถึงนั้นมีลูกค้านั่งทานอาหารแน่นถนัดตา

ส่วน "ป๋าเทพ" นั้นก็กำลังวุ่นวายนิดๆ กับการดูแลลูกค้าในร้าน พอได้จังหวะเราจึงเข้าไปทักทาย "ป๋าเทพ" แบบไม่รีรอก่อนจะชวนทีมงานนั่งพักดื่มน้ำและนั่งพักจนหายเหนื่อยจากการเดินทาง ทีมงานถือโอกาสเปิดประเด็นพูดคุยกับป๋าเทพ "ตลกผู้สู้ชีวิต" กับการเริ่มต้นใหม่อีกหลังบาดเจ็บหนักกับการเปิดธุรกิจร้านหมูกระทะย่านรามอินทราแต่ท้ายสุดก็ต้องปิดกิจการเพราะไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายที่รายจ่ายมากกว่ารายรับได้มาเปิดร้านอาหาร "ครัวคุณเทพ" ย่านพุทธมณฑล  (คำพูดของป๋าเทพที่พูดคุยกับทีมงานเป็นแบบกันเอง คือสไตล์ป๋าเทพจริงๆ ที่ฟังแล้วดูจริงใจ ไม่ต้องประดิษฐ์และปรุงแต่งใดๆ ทั้งสิ้น)

"ก็มาตามที่เห็นว่ามันเหมาะเจาะและจังหวะที่รามอินทราค่าเช่าเดือนสองแสนมาตรงนี้เดือนสามพันมันก็เลยมาลองๆ อย่างนี้บ้างล่ะกันเพราะว่าเราก็ไปเจออย่างที่หนักๆ มาเยอะแล้วเวลาพลาดมันเจ็บหนักมากๆ ลองแบบที่มันง่ายๆ ลูกทุ่งๆ เดือนสามพันวันที่สามสิบเอ็ดค่อยมาคิดก็ได้ เวลาทุกสิ่งทุกอย่างมันให้เป็นแบบนี้ เหตุการณ์มันพาไปให้นอนตรงไหนก็ต้องนอนได้ อยู่กับมันให้ได้ต่อให้ต้องอยู่ข้างถนนก็ต้องอยู่ได้ ชีวิตมันไปมันไปจนได้ของมันนั่นแหละมันไม่ตันหรอกเหมือนโดนตีจนตูดด้านแล้วป๋ามันเป็นพวกดื้อไม้เรียวแล้ว " 

สำหรับร้านครัวคุณเทพบอกว่าไม่ได้คิดว่าคือการสู้ชีวิตแต่ชีวิตจริงคือการ "ทำมาหากิน"

"สู้ชีวิตมันฟังดูแล้วแปลกคือกูจะทำมาหากินมันไม่ใช่ละครนะถึงจะไม่ไหวมันก็ต้องสู้ มันไม่ใช่การสู้หรอกแต่มันต้องทำมาหากิน ไม่ทำมาหากินแล้วจะกินอะไรล่ะมันไม่ใช่การสู้อะไรหรอกมันต้องทำอย่าไปคิดสู้สิ ถ้าคิดสู้มันจะมีการวัดว่ามันจะท้อเว้ย แต่ถ้าคิดว่าทำมาหากินถ้าไม่ทำก็อดคิดแค่นั้นแหละ และก็ไม่ได้คิดเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหรอก เพราะกูต้องทำถ้าไม่ทำกูอด อดไม่เท่าไหร่สัตว์เป็นพันๆ ชีวิตกูต้องดูแลเขาอยู่

จะให้กูอยู่นิ่งๆ ได้ไงแล้วกูจะกินอะไรถามแค่เนี่ย กูทำเนี่ยก็ไม่ได้คิดว่าคนจะมาเยอะแยะก็ทำๆ ไปอย่างนั้นทำแค่ว่าให้เด็กๆ ลูกน้องได้กินบ้างเราได้กินบ้างพอเลี้ยงตัวไปช่วงในระหว่างที่นอนเลียแผลหลังจากโดนมีดปังตอมาจากรามอินทรามาที่นี้ก็มีลูกน้องประมาณสิบกว่าคนทั้งแม่ครัวเด็กเสิร์ฟ ก็จ้างเขามาลูกหลานก็ต้องจ้างจะให้เขามาทำฟรีหรอก็ต้องให้เขาทั้งนั้นไม่ว่าใคร"

ถามถึงหนี้สินของป๋าเทพทั้งหมดเกิดจากอะไร ป๋าบอกว่า เกิดจากการลงทุนทำมาหากินแต่ไม่ประสบความสำเร็จดั่งที่ตั้งใจ

"ก็เกิดจากูทำมาหากินนี่แหละ ตั้งใจทำมาหากินแต่มันดันพลาดพลั้งเสียหายเพราะเรามองภาพมันสวยเกินไป เราไม่คิดว่าเวลามันพลาดมันสุดจะแสนลำเค็ญเหมือนกัน เหมือนเราสร้างอะไรไว้อยากจะขี้ตามช้างเหมือนเขาแล้วสุดท้ายขี้ไม่ได้เหมือนช้างอยู่แล้วเพราะช้างมันตูดใหญ่กว่าทำตัวเองว่างั้น

ชีวิตทุกวันนี้ก็ทำเหมือนขอนลอยน้ำไปมันจะไปติดตรงไหนก็ค่อยพิจารณาถ้ายังไม่ติดก็ปล่อยมันไปออกไปกลางทะเลก็ปล่อยไปดูซิมันจะไปตรงไหนเมื่อไหร่ติดฝั่งติดอะไรโน่นเราค่อยมาวางกันใหม่ตอนนี้ก็ปล่อยลอยน้ำประมาณเนี่ย มีอยู่หน่อยก็ทำไปเรื่อยๆ ก่อน ถ้าเมื่อไหร่ได้เจองานอะไรมีมันใหญ่ๆ หน่อยก็ค่อยคิด" ป๋าเทพบอกก่อนจะเผยต่อไปอีกว่า

"หนี้ก็เหมือนเป็นกรรมเราแหละมันติดตามตัวเราไปตลอดแหละถ้าเรายังไม่ใช่มันหมดมันก็ตามต่อให้ไปอยู่ประเทศไหนมันก็ตามไปมันเหมือนเป็นกรรมตามตัว เราก็พยายามอย่าไปหนีมันพยายามทำมากเล็กน้อยมันไม่เป็นไรหรอกของแบบนี้ อย่างบางคนมาบอกเอามาให้กูสักแสนอีกเดือนถ้ายังไม่ให้เป็นเรื่องนะ

ไอ้คนจะจ่ายมันก็เครียดแล้วแสนนึงอีกเดือนจะไปหาที่ไหนเครียดล่ะตั้งแต่เริ่มต้นวันแรกที่เจอทวง เนี่ยไอ้ตรงนี้มันจะทำให้เกิดการบั่นทอนจิตใจกันไปแล้ว เครียดคิดทำลายสมองที่เราต้องคิดทำมากิน พอมาคิดตรงนี้ทุกอย่างมันแก้ได้หมดถึงวันนั้นขึ้นมาจริงๆ มันไม่มีจริงๆ ก็คุยกันได้มันจะเอาแสนกูมีห้าพัน จะทำไงก็ไม่มีจริงๆ มึงฆ่ากูเถอะสุดท้ายมันก็ไม่มีอะไรเพราะป๋าเจอมาเยอะแล้วเจ้าหนี้มันก็ต้องเอาไว้ก่อนกำขี้ดีกว่ากำตด"

"ขนมเปี๊ยะ" ของเด็ดพาลูกค้าแน่นร้าน

"มันดังมากมันเริ่มต้นจากที่คนมากินข้าวกินอาหารเพราะที่ร้านนี้คือเปิดร้านขายอาหารแล้วเขาก็เอาไปลงก่อนที่ไอ้หญิงมันจะลงและตอนหลังหญิงมันลงอีกที่นี้ไปกันใหญ่เลยสั่งกันทั่วปรเทศจนตอนนี้ไม่มีปัญญาจะทำให้แล้ว มันไม่ได้เตรียมเครื่องไม้เครื่องมืออะไรมากมาย ตอนแรกก็คิดว่าจะขายแค่หน้าร้านทำซักสองสามถาด มีปาท่องโก๋ มีซาลาเปา

ที่นี้คนก็มาสั่งขนมเปี๊ยะบางคนสั่งร้อยกล่องมั้ง สองร้อยกล่องมั้ง บางทีจะสั่งเป็นพันๆ กล่องจะเอาไปขายบ้าง ตายละจะทำไงดี แต่แล้วพอมาคิดอีกทีก็น่าลองๆ ดูก็ได้ลองเอาคนงานมาหลายๆ คนลองมาทำส่งต่างจังหวัดเขาก็แนะนำให้ส่งทางไปรษณีย์บ้าง เพราะป๋าไม่เคยทำทางนี้ไง จะได้เหรอทำได้ก็จะทำดูซิเพราะว่าไปรษณีย์มันก็อยู่ใกล้ๆ นี้เองก็กะว่าจะลองดูเหมือนกัน ก็ว่าจะไปเช่าห้องอยู่แล้วก็ทำขนมเปี๊ยะโดยเฉพาะ แต่ว่าวันนี้ทำไม่ไหวเพราะทำไม่ทันและสุขภาพก็เพลียๆ ล้าๆ ด้วย"

"ครัวคุณเทพ" กิจการเล็กๆ ที่ต่อลมหายใจอีกครั้ง

"เปิดมาสิบห้าสิบหกวันแล้วสภาพร้านก็ตกแต่งกันเองในร้านนี้จากตอนแรกเป็นดินธรรมดาๆ และก็มาเทปูนทำเพิงกันขึ้นมาและก็ขายของตอนแรกก็กะว่าจะขายข้าวต้มอะไรอย่างเนี่ยตอนดึกที่นี่ยังไม่ได้ขายเลยก็ขายเฉพาะตามสั่งก็ไม่มีเวลาแล้วเมื่อยเหมือนกันบางทีก็ขายจนถึงเที่ยงคืนกลางคืนก็มีขายเบียร์บ้างแต่เหล้าไม่ขายและก็มีคาระโอเกะใครมากินก็นั่งร้องเพลงกัน ส่วนมากจะเป็นแขกผู้ใหญ่ๆ คนมากินข้าวหลังจากทำงานมาก็จะเยอะไม่ใช่พวกเด็กเที่ยวมากินอันนั้นไม่ใช่ทำเอาแบบลูกทุ่งๆ ง่ายๆ" ก่อนจะเผยต่อว่า

"ขายดีคนมาเยอะแต่คงขยายอะไรต่อไม่ได้เรามีพื้นที่แค่นี้เราเช่าเขา เขยิบไปข้างๆ ก็เป็นที่คนอื่นเขาเราจะไปทำอะไรไม่ได้เดี๋ยวมีปัญหา มันเป็นกิจการที่ไม่ได้ตั้งใจว่ามันจะเป็นอย่างนี้ตอนนี้มันเหมือนว่าได้มาซื้อของไปกำไรนิดๆ หน่อยๆ ก็เก็บไป และอีกส่วนหนึ่งก็ไว้สำหรับค่าน้ำค่าไฟค่าเงินเดือนเด็กทุกอย่างมันก็ต้องเตรียมไว้ให้เขาเหมือนกันขาดเหลือนั้นนี่ก็ต้องซื้อเนี่ยๆ ดอกเบี้ยก็ยังไม่ได้ให้เขาเลยตอนนี้ก็มีหนี้สามสี่ล้านแต่ก่อนเป็นสิบล้าน ดอกสามบาทก็คิดดูแล้วกันเมื่อก่อนสิบล้านดอกสามบาท ดอกอย่างเดียวเป็นสิบๆ ปียี่สิบปีให้เขาแต่ดอกอย่างเดียว นี่ก็เพิ่งจะได้ถ่ายเงินต้นมา"

ด้านลูกค้าที่มาอุดหนุนร้านป๋าเทพ "คุณป้ากัลยาณี แก้วศรีเกษม" อาชีพแม่บ้านจากย่านเมืองทองธานี บอกถึงความรู้สึกที่ได้มีมาลิ้มลองอาหารว่า

"ป้าทราบข่าวว่าป๋ามาเปิดร้านคือเห็นจากทางเฟสบุ๊คก็อ่านๆ แล้วลองติดตามก็เห็นว่าแกทำขนมเปี๊ยะเห็นภาพแล้วมันดูน่ากินก็เลยบอกลูกให้ไปซื้อให้แม่กินหน่อยสิ อยากกินท่าจะอร่อยแต่ก็ไม่มีโอกาสได้มาจนมาวันนี้ และลูกสาวก็บอกว่าเพื่อนเขาเคยมาบอกว่าอาหารอร่อยร้านอาหารก็มีเยอะแต่เราคิดว่าร้านนี้คือร้านก็ป๋าเทพและเห็นว่าป๋าเทพทำมาหากินอะไรมาเยอะและนานแล้วแกก็ล้มมาเยอะก็เลยจะมาดู

และพอเห็นก็ดูท่าทางจะดีขึ้นเนอะสำหรับครั้งนี้ เห็นแกก็สู้มานะลูกๆ ป้าก็บอกว่าแกสู้ดี แกเก่งเป็นแมวเก้าชีวิต และพอได้มาเห็นกับตาก็ไม่ได้ไม่รู้สึกไม่ดีนะว่าไม่น่ากินหรืออะไรคนเรามันเริ่มต้นมันก็ต้องเป็นอย่างนี้ไปก่อน ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ถ้าเริ่มต้นใหม่แล้วไปทำแบบอลังการใหญ่โตแล้วถ้าเกิดมันพลาดขึ้นมาโอกาสล้มมันก็มี ดีมากค่ะที่ได้เริ่มแบบนี้ ก็อยากให้ป๋าแกสู้ต่อไป สักวันมันก็ต้องความสำเร็จขึ้นมาจนได้ ชีวิตคนเราล้มแล้วก็ลุกก็ต้องสู้ให้ได้ และป๋าก็สู้มาตลอดคิดว่าต้องสำเร็จขึ้นมาสักวัน โอกาสต้องมีสำหรับป๋าค่ะ"

และนอกเหนือจากการพูดคุยถึงการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งของ "ป๋าเทพ" ครั้งนี้ทีมข่าวสังเกตเห็นว่าเสน่ห์ของร้านที่เน้นขายข้าวแกงแบบสไตล์ลูกทุ่งๆ แล้วนั้น ทุกครั้งที่ลูกค้าเดินออกจากร้านป๋ามักจะเอ่ยตามหลังด้วยการอวยพร ขอให้โชคดี ให้ร่ำให้รวย และถ่ายรูปด้วยใบหน้ายิ้มแย้มซึ่งนี่อาจจะเป็นเส่น่ห์ของป๋าอีกแบบหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าประทับใจเราถึงไม่แปลกใจเลยที่ใครๆ ต่างก็อยากจะมาอุดหนุนป๋าเทพ

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!