Exclusive เรื่องราวดีๆ เต้ย จรินทร์พร ในมุมชีวิตที่ควรบอกต่อ

Exclusive เรื่องราวดีๆ เต้ย จรินทร์พร ในมุมชีวิตที่ควรบอกต่อ
S! News

สนับสนุนเนื้อหา

เรียกว่าประสบความสำเร็จและสอบผ่านหลังจากขึ้นแท่นเป็นนางเอกเต็มตัวของ เต้ย จรินทร์พร กับผลงานละคร ห้องหุ่น ทางช่อง 3 ที่ตอนนี้กำลังเข้มข้นและสนุกสนานขึ้นไปทุกที และสัปดาห์นี้ Exclusive Talk คนบันเทิง ขอเกาะกระแสนางเอกของเรื่องมานั่งจับเข่าคุยอัพเดทเรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฟีคแบ็คละคร รวมถึงเรื่องราวดีๆ กับมุมชีวิตที่ควรจะบอกต่อของสาวเต้ย ที่ระยะหลังๆ หันไปทุ่มเทกับการเพื่อสิ่งแวดล้อมในหน่วยงานที่ชื่อว่า Eecthailand กับหนุ่มคนรู้ใจ อเล็กซ์ เรนเดล ซึ่งหลายๆ คนอาจจะยังไม่เข้าใจกับเหตุผลอะไรที่ทำให้คู่รักคู่นี้ถึงรักและเสียสละกับงานนี้เป็นพิเศษ และนี่คือคำตอบที่จากปากเธอที่หากรู้แล้วต้องบอกว่านางเอกชีวิตจริงยังมีอยู่ในวงการบันเทิงเรา

จุดเริ่มต้นในการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Eecthailand นั้นย้อนกลับไปช่วงสองปีก่อนเธอได้มีโอกาสและรู้จักกับบุคลากรท่านหนึ่งชื่อว่า ครูอลงกต ชูแก้ว ที่ทำงานเกี่ยวกับช้าง และนั้นจึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนมุมมองชีวิตและความคิดของเธอ

"เต้ยไปเจอครูคนนึงคนนี้เป็นแรงบันดาลใจที่ดีมากๆ ของเต้ยเขาเป็นคนที่ดูแลเรื่องช้างอยู่แล้วศึกษาเรื่องช้าง วิจัยเรื่องช้าง และก็เอาช้างมาบำบัดเด็กตาบอดเรียกว่า แอนนิมอล เธอราฟี แล้วมีโอกาสไปเจอซึ่งเขาเคยสอนอเล็กซ์ตอนเด็กๆ และเต้ยก็ดันไปพูดกับเขาว่าถ้ามีช้างให้เต้ยช่วยเหลือบอกเต้ยนะครูบอกถูกคนพอดีหนึ่งอาทิตย์ผ่านมาเขาบอกว่ามีลูกช้างเชือกนึงชื่อขวัญเมืองดูมีความสามารถมากที่พอจะมาเป็นครูให้เด็กตาบอดได้แรกเริ่มมันมาจากตรงนี้

พอเต้ยเจอครูกลดมันก็ทำให้มุมมองเกี่ยวกับสัตว์ของเต้ยเปลี่ยนไป สิ่งแวดล้อมต่างๆ จากแต่ก่อนก็มองแค่ว่าเขาก็คือเขาเราก็คือเรา เราก็ใช้ชีวิตของเรามีความสุขแบบเรา แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้วค่ะ ด้วยความที่ไปเรียนปริญญาโทก็เลยรู้ว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เราเป็นเจ้าของสิ่งแวดล้อมมันถ้าเกิดว่าเราทำอะไรที่ทำให้สิ่งแวดล้อมมีปัญหาก็คุณนั่นแหละจะมีปัญหามันก็กระทบกันไปหมดมันก็เลยได้เรียนรู้อะไรในมุมใหม่ๆ ความคิดเต้ยเปลี่ยนไปเยอะมากๆ ค่ะ"

จากการบอกเล่าที่ไปที่มาของการทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อมนั้นสาวเต้ยยังเสริมเรื่องความเข้าใจหลังจากที่เธอและหนุ่มอเล็กซ์รวมกันบอกต่อบุญครั้งใหญ่ในการไถ่ชีวิตช้างขวัญเมือง

"คือต้องบอกก่อนว่าหลายๆ คนเข้าใจว่าไปไถ่ชีวิตเขามาแล้วก็เอาไปปล่อยป่า ซึ่งมันปล่อยไม่ได้ถ้าปล่อยช้างเขาจะตายเลยเพราะว่าตั้งแต่เกิดมาเขาไม่ได้ใช้ชีวิตในป่า ตอนนี้เราก็เลยช่วยเขามาให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ต้องไปเดินร่อนเร่ให้นักท่องเที่ยวให้อาหาร เราก็ให้เขามาเป็นครูช้างสอนเด็กตาบอดเขาสามารถเป็นครูให้เราได้อีกที รู้มั้ยคะเด็กตาบอดเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าช้างตัวใหญ่

เขาเข้าใจว่าช้างเป็นตัวเล็กๆ เพราะว่าเขาได้จับแค่รูปปั้นจำลองช้างที่โรงเรียน และพอมาได้จับจริงๆ เขาจะรู้ว่านี่มันคือหางนี่คือหูช้างขวัญเมืองที่เราไปไถ่มาก็เลยได้เป็นครูช้างให้เด็กๆ ที่เต้ยดูแลอยู่ตอนนี้ก็คือหนึ่งเชือกเพราะว่าการไถ่ชีวิตช้างเชือกนึงมันใช้เงินจำนวนมากหลักล้าน อยากจะไถ่อีกแต่มันก็ต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป เราต้องดูด้วยไม่ใช่ว่าเราทำเพื่อจำนวนแต่เราทำเพื่อเวลาเขามาอยู่กับเราแล้วเราสามารถดูแลเขาได้ทั้งชีวิตหรือเปล่า"

จากจุดเริ่มต้นการเป็นผู้ให้ชีวิตช้างหนึ่งเชือกไปเป็นการได้เปิดโลกกว้างให้น้องๆ ที่ตาบอดได้มีช้างเป็นครูในการเรียนรู้ สิ่งที่สาวเต้ยบอกกับเราว่านอกเหนือจะเป็นความสุขทางใจที่เธอได้รับแล้ว เธอยังต่อยอดความสุขไปยังน้องๆ ตาดีเพื่อหวังปลูกจิตสำนึกเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

"ความสุขมันเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนมันเป็นความสุขที่บอกไม่ถูกจริงๆ ค่ะอย่างไปช่วยเด็กตาบอดมันเริ่มจากใจที่อยากให้ก่อน ก็ให้เขาเพราะเรารู้สึกว่าผูกพัน เรารักเขาแต่ว่าพอถึงเวลาจริงๆ แล้วยิ่งเราได้เข้าไปร่วมกิจกรรมกับครูอลงกตมากเท่าไหร่เต้ยจะรู้สึกว่ามันได้ความปิติมันได้ความดีใจเราช่วยเด็กตาบอดไปสิ่งที่เขาได้คือเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเด็กตาบอดมีความเท่าเทียมในสังคมมากขึ้น เต้ยได้พาน้องๆ ไปดำน้ำเขาดีใจมาก และที่มากกว่านั้นเต้ยคงศรัทธาในตัวครูอลงกตด้วยค่ะมันก็เลยเหมือนแบบจะมีค่ายมีกิจกรรมดีๆ ต่างๆ เราก็ช่วยเหลือเขา

และพร้อมที่จะช่วยซึ่งเต้ยจะบอกว่าการช่วยเหลือช้างและน้องๆ เด็กตาบอดอันนี้คือในส่วนนึง แต่ว่าพอเต้ยได้เจอครูอลงกตเต้ยรู้สึกว่าเรามีบุคลากรที่ดีมากและเราก็อยากที่จะให้เด็กๆ ตาดีได้เรียนรู้กับเขาด้วย เต้ยกับอเล็กซ์ก็เลยคิดว่าถ้างั้นเราจัดเป็นแคมป์การศึกษาอันนี้จะเป็นธุรกิจซึ่งเต้ยอยากจะแยกให้ชัดเลยมันก็คือธุรกิจชื่อ EEC ย่อมาจาก Environmental Education Centre จะเป็นที่ๆ เราปลูกฝังจิตสำนึกและก็เป็นค่ายที่สอนเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมศึกษาเต็มๆ ไม่ใช่ว่าเราจะพาเด็กๆ ไปเที่ยวไม่ใช่แต่ว่าเราพาเขาไปศึกษาด้วยและพาเขาไปสนุกด้วย

เต้ยทำมาสองครั้งแล้วกำลังจะเปิดครั้งที่สาม แต่ว่าทีมงานตรงนี้จริงๆ เขาทำกันมาเป็นสิบๆ ปีแล้วค่ะแต่ในส่วนของเต้ยก็เข้าไปช่วยให้มันเป็นบริษัทขึ้นมา คือพอลงไปทำแล้วอยากจะให้คนมาเห็นได้ลองไปอยากให้มาร่วมกิจกรรมกันเราก็เลยทำขึ้นมาให้เป็นองค์กรที่ค่อนข้างใหญ่ขึ้นและในอนาคตต่อไป จริงๆ เต้ยอยากส่งเสริมเรื่องสิ่งแวดล้อมศึกษาเพราะว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องสำคัญ ส่วนใหญ่ตอนนี้ในวิชาเรียนมันก็จะอยู่ในวิชาสังคม วิชาวิทยาศาสตร์ แต่เราควรที่จะเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมศึกษาด้วยเพราะว่าสิ่งแวดล้อมมันคือทุกอย่างที่เราอยู่ เราจะอยู่กับเขาอย่างไงเราจะถนอมดีต่อเขาให้มากที่สุด ซึ่งงานตรงนี้เต้ยก็วางไว้ไกลเหมือนกันค่ะ" และเธอเสริมต่อไปอีกว่า

"ผู้ปกครองที่มาด้วยเขาก็จะได้ความรู้พอๆ กับเด็กเลยค่ะเรื่องบางเรื่องเขาไม่เคยรู้มาก่อนอย่างเช่น รอยเท้าช้างรู้มั้ยรอยเท้าช้างหนึ่งรอยสามารถบอกได้ว่าช้างตัวนี้สูงเท่าไหร่ อุจจาระช้างมันทำคุณประโยชน์อะไรได้บ้าง เราพาเด็กๆ ไปคุณพ่อคุณแม่เขาก็จะเห็นพัฒนาการคือเขาไม่ได้ไปอยู่กับลูกๆ ที่โรงเรียนเขาไม่รู้ว่าลูกเขาอยู่กับสังคมเป็นอย่างไรแต่พอเขาเห็นเขาก็รู้สึกภูมิใจที่ลูกเขาทำได้ลุกเขากล้าแสดงออก แม้กระทั่งจั๊กจั่นลอกคราบเขาต้องอยู่ในดินมา 6-7 ปี แต่ขึ้นมาอยู่บนดินและอยู่ได้แค่ไม่ถึงปีแล้วเขาก็ตาย ผู้ปกครองช็อคเพราะไม่เคยรู้มาก่อน เขาก็จะได้เรียนรู้ไปด้วยวิธีการก่อไฟทำอย่างไร หุงข้าวในป่าเต้ยเชื่อว่าเรื่องความรู้เราเรียนรู้ได้ไม่สิ้นสุด"

และนอกเหนือจากความสุขที่เกิดขึ้นนั้นสาวเต้ยยังเผยอีกว่าสิ่งที่เธอหวังในการทำเพื่อสิ่งแวดล้อมร่วมกับหนุ่มอเล็กซ์นั้นแม้จะไม่ได้มีรายได้มากมายแต่มันก็คุ้มค่าหากได้เห็นน้องๆ ที่มาเรียนรู้กิจกรรมแต่ละครั้งมีจิตสำนึกที่ดีและได้รู้สึกรักสิ่งแวดล้อมกลับไป

"ตรงนี้ต้องบอกว่าสิ่งที่เต้ยกับอเล็กซ์ทำแม้รายได้มันไม่ได้เยอะเลยค่ะ เต้ยไปออกอิเว้นต์ครั้งนึงเต้ยได้มากกว่าอีก แต่เต้ยเลือกนั่งทำงานตรงนี้เหนื่อยมากเป็นเดือนๆ แต่ว่าสิ่งที่มันได้มามันคุ้มมากและเต้ยก็ยินดีมากด้วยที่เต้ยจะไปทำอย่างนั้นเต้ยจะไปตักอาหารให้น้องๆ เต้ยจะไปแบกจานซึ่งเราก็ต้องทำเป็นทุกอย่างที่มันเกิดขึ้น เราจะได้เรียนรู้การดูแลคนไปด้วยมันแฮปปี้มากค่ะ และทุกครั้งที่คุณมาค่ายกับเราคุณจะได้จิตสำนึกกับไปคุณไม่ต้องโตไปเป็นนักอนุรักษ์หรอกแต่ไม่ว่าคุณจะโตขึ้นมาเป็นผู้ประกาศข่าวหรือทำงานอยู่ออฟฟิศแต่สิ่งที่คุณจะมีติดตัวไปก็คือการรักสิ่งแวดล้อมค่ะ"

และนอกเหนือจากงานเพื่อสิ่งแวดล้อมที่เธอเล่ามาตลอดเวลาการพูดคุยแล้วนั้นสาวเต้ยขอส่งท้ายด้วยการฝากถึงผลงานละครห้องหุ่นที่ตัวเธอนั้นได้ขึ้นแท่นเป็นนางเอกเต็มตัวครั้งแรกและได้รับการตอบรับอย่างดี

ดีเกินคาดจากตอนแรกที่ลุ้นว่าจะออกมาเป็นอย่างไรเพราะตอนถ่ายทำมันยังไม่มีซาวน์ก็เลยนึกภาพไม่ออก แต่พอได้เห็นละครออกอากาศไปแล้วรู้สึกว่ามันดีมาก และเสียงตอบรับก็ค่อนข้างที่จะดีมากๆ และหลากหลายทั้งกลัวไม่กล้าดู บางคนก็หลอน ถ้าเป็นกลุ่มแฟนละครเด็กๆ ก็จะบอกว่านอนไม่หลับเลย แต่ทั้งหมดเต้ยก็ต้องขอบคุณผู้ใหญ่ทางช่องที่ให้โอกาสเต้ยได้มาเป็นตัวนำเรื่องเพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะคอนโทรลได้ เพราะตอนที่ถ่ายจริงๆ เต้ยไม่ได้มาโฟกัสว่าเต้ยเป็นนางเอกนะแต่เต้ยมองว่าอยากให้องค์ประกอบรวมๆ มันออกมาแล้วมันดีแล้วมันตอบโจทย์คนดู ซึ่งพอผลตอบรับออกมาเต้ยแฮปปี้มากขอบคุณที่ติดตามผลงานของเต้ยนะคะ"

ขอบคุณภาพ FB : EECTHAILAND และ www. EECTHAILAND

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!